"เดี๋ยวครับ... คือเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับคุณริน ฟังผมก่อนนะครับ!"
เสียงทุ้มต่ำติดจะร้อนรนดังขึ้น ขัดจังหวะความเงียบงันที่โรยตัวอยู่ระหว่างเราสองคนบนระเบียบไม้เก่าคร่ำครึของเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำโขง ลมหนาวปลายเดือนพฤศจิกายนพัดผ่านมาวูบหนึ่ง หอบเอาไอเย็นจากสายน้ำและกลิ่นอายดินชื้นหลังฝนตกมากระทบปลายจมูก แต่ความเย็นเยียบนั้นเทียบไม่ได้เลยกับอุณหภูมิในสมองของผมที่ตอนนี้กำลังตีรันฟันแทงกันอย่างดุเดือด
ผม—อาทิตย์ ตากล้องอิสระที่รับจ้างถ่ายรูปสารพัดสารพันตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ กำลังยืนตัวลีบ ยกมือขึ้นยอมจำนนระดับไหล่ ส่งยิ้มแห้งแล้งชนิดที่ต่อให้เอาน้ำตาหยดลงไปก็คงช่วยชีวิตต้นไม้ไม่ได้ไปให้หญิงสาวตรงหน้า
ริน... บล็อกเกอร์สาวเจ้าของเพจ 'รินรำเพยเดินทาง' ที่ขึ้นชื่อเรื่องฝีปากกล้าและรีวิวไม่มีคำว่าเกรงใจใคร ตอนนี้เธอกำลังยืนแข็งทื่อเป็นหิน สมองคงขาวโพลนไปหมดแล้ว ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสเบิกกว้างจนแทบจะถลونออกมานอกเบ้า จ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือสลับกับหน้าผมซ้ำไปซ้ำมา ข้อความยาวเหยียดที่ผมเผลอพิมพ์ระบายความในใจลงไปในกลุ่มแชตทีมงานแต่งดันเด้งหลุดไปโผล่ในแชตส่วนตัวของเธอแบบไม่ทันตั้งตัว... และปุ่มยกเลิกข้อความมันก็ดันกลายเป็นสิ่งเกินเอื้อมไปเสียแล้วในวินาทีนั้น
"คุณ..." เสียงของรินลอดไรฟันออกมาทีละคำ ใบหน้าเนียนใสที่เคยรื่นเริงตอนนี้บึ้งตึงจนกลายเป็นก้อนมะเขือเทศสุกๆ "นี่คุณ... กล้าดียังไงมาแอบนินทาฉันในกลุ่มทีมงาน แถมยัง... แถมยังส่งบ้าอะไรมาเนี่ย!"
เธอยื่นหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เรืองแสงวาบมาจ่อตรงหน้าผม ข้อความเจ้ากรรมยังคงนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น: *'ยัยบล็อกเกอร์ปากจัดคนนี้ ทำไมน่ารักชะมัด เวลาโวยวายเหมือนลูกแมวเปียกฝนเลยว้า อยากแกล้งต่อชะมัด'*
ตายครับ... งานนี้ผมตายสนิท ไม่มีแม้แต่แผ่นดินจะให้กลบฝัง
"คือ... ผมไม่ได้ตั้งใจจะส่งให้คุณอ่านนะครับคุณริน" ผมพยายามแก้ตัวด้วยน้ำเสียงที่คิดว่านุ่มนวลและสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ "ผมหมายถึง... ผมพิมพ์ในกลุ่มทีมงานตากล้องต่างหากครับ มือมันลั่นไปโดนปุ่มแชร์..."
"มือลั่น?" รินทวนคำ เสียงสูงปรี๊ดจนนกที่เกาะอยู่บนสายไฟแถວນั้นพากันบินหนีเตลิด "มือลั่นบ้าอะไรยาวเป็นพืชแถมมีอีโมจิรูปแมวตาดวงดาวด้วยเนี่ยนะ! คุณอาทิตย์! คุณคิดว่าฉันกินหญ้าแทนข้าวหรือไงถึงจะเชื่อคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แบบนี้!"
เธอกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยฉายแววทั้งโกรธ ทั้งฮึดฮัด และที่สำคัญ... มีริ้วรอยความเขินอายระเรื่อจางๆ บริเวณพวงแก้มที่ผมสังเกตเห็นได้แม้ในแสงสลัวยามเย็นแบบนี้
ให้ตายเถอะ... มันน่ารักเสียจริง สมกับที่ผมแอบมองเธอผ่านช่องมองภาพกล้อง DSLR มาตลอดสามวันเต็มๆ ตั้งแต่เริ่มทริปตะลุยเมืองรองริมโขงนี้
ผมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามจัดระเบียบความคิดและปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ ผู้ชายสุภาพบุรุษอย่างผมจะมาเสียอาการต่อหน้าเป้าหมายไม่ได้... ถึงแม้ว่าหัวใจข้างในจะเต้นรัวเป็นกลองเพลอัคคีภัยไปแล้วก็ตาม
"โอเคครับ ยอมรับก็ได้ครับว่าผมตั้งใจพิมพ์" ผมเปลี่ยนกลยุทธ์ ยอมจำนนด้วยหลักฐาน ปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับลดมือลงยืนตรงในท่าสำรวม "แต่เรื่องที่บอกว่าคุณน่ารักเหมือนลูกแมวเปียกฝน อันนั้นผมพูดจากใจจริงนะครับ ไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย"
รินอ้าปากค้างรอบที่สอง ดวงตาเบิกกว้างกว่าเดิม เธอคงไม่คาดคิดว่าคนถูกจับได้คาหนังคาเขาอย่างผมจะหน้าด้านหน้าทนสารภาพออกมาโต้งๆ แบบนี้
"คุณ... คุณมัน..." เธอชี้หน้าผม ปลายนี้วสั่นระริกด้วยความโกรธ (หรือความเขินจนทำอะไรไม่ถูก อันนี้ผมขอเดาว่าเป็นอย่างหลัง) "ไอ้ตากล้องโรคจิต! ไอ้คนฉวยโอกาส! ใครอนุญาตให้คุณมาแอบมองฉัน! ใครอนุญาตให้คุณมาตั้งฉายาประหลาดๆ แบบนั้นให้ฉันยะ!"
"โธ่คุณรินครับ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์สิครับ เราต้องเดินทางร่วมกันอีกตั้งสัปดาห์นึงนะ ถ้าคุณเกลียดขี้หน้าผมตั้งแต่ตอนนี้ ทริป 'ตามรอยสายหมอกและฮีลใจ' ของคุณคงกร่อยน่าดูเลยนะครับ" ผมแย้มยิ้มกวนประสาทส่งไปให้หนึ่งที เป็นรอยยิ้มแบบที่เพื่อนร่วมงานมักจะบอกว่า 'น่าหมั่นไส้เป็นบ้า' แต่สำหรับผม มันคืออาวุธลับในการละลายพฤติกรรม
"ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลยนะ!" รินถอยหลังไปก้าวหนึ่งเมื่อผมก้าวเข้าไปใกล้เธอโดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้เหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นแชมพูอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูกผสมกับกลิ่นลมหนาว "ฉันจะฟ้องบก.เพจ ว่าคุณคุกคามฉัน! ฉันจะรีวิวประจานว่าตากล้องทริปนี้ทั้งกวนประสาท ทั้งปากเสีย และ... และชอบฉวยโอกาส!"
"เชิญฟ้องได้ตามสบายเลยครับ" ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ สายตาคมกริบมองสบตาเธออย่างไม่หลบเลี่ยง "แต่บอกไว้ก่อนนะครับว่า บก. ของคุณน่ะ เป็นคนส่งผมมาประกบคุณเอง เพราะรู้ว่าถ้าปล่อยให้คุณลุยเดี่ยว คุณคงเดินหลงป่าหลงเขาจนไม่ได้กินข้าวเย็นแหงๆ"
รินชะงัก สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นความงุนงงทันที "ห๊ะ? คุณหมายความว่ายังไง พี่นะเหรอส่งคุณมา?"
"แม่นแล้วครับ" ผมตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ พร้อมกับควักกระเป๋าหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่มุมปาก (แต่ไม่ได้จุดไฟหรอกครับ เกรงใจสุภาพสตรีแถวนี้) "พี่นะบอกผมว่า *'ช่วยดูแลยัยรินทีนะน้องรัก มันซุ่มซ่าม เดี๋ยวตกเหวตายไปไม่มีคนเขียนงานส่งเพจ'* ผมก็เลยต้องมารับหน้าที่เป็นทั้งตากล้อง ทั้งบอดี้การ์ด และ... เอ่อ เป็นคนรองรับอารมณ์ของคุณด้วยนี่แหละครับ"
"พี่นะนะ... พี่นะกล้าพูดแบบนั้นเหรอ!" รินกัดริมฝีปากล่างอย่างขัดใจ มือเรียวเล็กยกขึ้นมานวดขมับตัวเองเบาๆ ท่าทางแบบนั้นทำให้เธอดูเหมือนเด็กน้อยที่กำลังงอนผู้ใหญ่ไม่มีผิด "ฮึ! ฝากไว้ก่อนเถอะนะพี่นะ กลับไปกรุงเทพฯ โดนฉันบ่นหูชาแน่!"
ผมแอบอมยิ้มกับท่าทีฮึดฮัดของเธอ บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่อันตรธานหายไป เหลือเพียงความอลวนชวนอมยิ้มตามสไตล์คู่กัดที่เพิ่งเริ่มต้นเปิดฉากสงครามประสาทอย่างเป็นทางการ
"เอาล่ะครับ ในเมื่อความลับก็ไม่ลับแล้ว และเราก็ทำความรู้จักกันแบบ... เอ่อ ค่อนข้างจะสนิทกันเร็วกว่ากำหนดไปเสียหน่อย" ผมขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิด ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเป็นกันเอง "ผม 'อาทิตย์' ตากล้องปากหมาคนนี้ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับคุณบล็อกเกอร์ปากจัด"
รินเงยหน้าขึ้นมองผม แววตาคู่สวยไหววับชั่วขณะ ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดในแสงไฟสลัวจากโคมไฟริมทางเดิน เธอกัดริมฝีปาก เม้มเข้าหากันแน่นเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะด่าผมต่อด้วยคำไหนดี หรือจะวิ่งหนีกลับเข้าห้องพักไปเสียให้รู้เรื่อง
แต่ก่อนที่รินจะได้อ้าปากพ่นคำด่าชุดใหญ่ไฟกระพริบใส่ผมอีกรอบ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของผมก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
*ครืน... ครืน...*
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบเครื่องขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏว่าเป็นเบอร์ของ 'คุณกรณ์' ลูกค้ากระเป๋าหนักผู้เป็นสปอนเซอร์หลักของทริปนี้ และเป็นคนที่รินคอยพะวงอยากจะสร้างความประทับใจให้มาตลอดสามวันที่ผ่านมา
"ว่าไงครับคุณกรณ์..." ผมกดรับสายโดยไม่ละสายตาไปจากริน
เสียงปลายสายดังแทรกเข้ามาทันที น้ำเสียงร้อนรนจนผิดปกติ ทำให้รินที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ
*"คุณอาทิตย์! อยู่กับคุณรินหรือเปล่าแย่แล้วครับ! ตอนนี้มีข่าวใหญ่... ศาลากลางเก่าริมน้ำที่เราจะไปถ่ายทำพรุ่งนี้เช้า เกิดไฟไหม้ปริศนาเมื่อกี้เอง! แล้ว... แล้วพวกชาวบ้านเขาเล่าลือกันว่า..."*
ผมชะงัก หันขวับกลับไปมองหน้าตื่นๆ ของรินที่ตอนนี้สีหน้าถอดสีลงถนัดตา
*"เขาลือกันว่า มีคนเห็น 'เงาดำปริศนา' เดินวนเวียนอยู่แถวนั้นก่อนไฟจะลุก... และในมือนั้น ถือกล้องถ่ายรูปสไตล์วินเทจแบบเดียวกับที่คุณอาทิตย์สะพายอยู่ไม่มีผิดครับ!"*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะครับ และเตรียมตัวรับมือกับความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผยในตอนหน้าได้เลยครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง•ตอนที่ 2
คุณตากล้องปากหมาคือใคร?
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!