"บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะยัยริน ว่าไอ้การที่แกหน้าแดงซ่านจนอุณหภูมิเกือบทะลุปรอทตอนยืนอยู่กับคุณตากล้องหน้านิ่งเนี่ย มันแปลว่าอะไร!"
เสียงแหลมปรี๊ดของ 'มีน' เพื่อนสนิทตัวแสบดังทะลุผ่านล็อบบี้โรงแรมเล็กๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของเมืองเก่า ทำเอาผมที่กำลังยืนถือกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่ถึงกับสะดุ้งโหยง ส่วนรินที่เพิ่งหลุดจากภวังค์ความเขินอายเมื่อครู่ ถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน รีบพุ่งตัวเอามือไปตะครุบปากเพื่อนสาวแทบไม่ทัน
"Eมีน! จะเสียงดังทำไมเล่า! คนอื่นเขามองกันหมดแล้วเนี่ย!" รินแหวใส่หน้าเพื่อนเสียงเขียว ใบหน้าของเธอกลับมาขึ้นสีแดงระเรื่ออีกรอบอย่างรวดเร็ว ชนิดที่ต่อให้เอาเครื่องสำอางมาโปะก็ปิดไม่มิด
ครับ... หลังจากเหตุการณ์ที่ผมเกือบจะเผลอพูดความในใจออกไปเมื่อตอนที่แล้ว บรรยากาศระหว่างเรากำลังจะ "เข้าด้ายเข้าเข็ม" แบบในนิยายรักทั่วไปอยู่แล้วเชียว แต่ทว่า... กองกำลังเสริมที่ไม่ได้รับเชิญ หรือพูดให้ถูกคือพวกตัวป่วนระดับมหภาคอย่างแก๊งเพื่อนของริน ก็ดันยกพลขึ้นบกมาถึงล็อบบี้แห่งนี้พอดิบพอดีเป๊ะ ชนิดที่เรียกว่าทำลายจังหวะโรแมนติกของผมราบคาบเป็นหน้ากลอง
ผมแอบถอนหายใจเบาๆ พลางส่งยิ้มสุภาพตามมารยาทให้แก๊งผู้มาใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยมีน สาวสายเมาท์ตัวแม่, ปอนด์ หนุ่มแว่นสายแบกที่ตอนนี้สภาพเหมือนซอมบี้แบกเป้ และตั้ม พ่อหนุ่มอารมณ์ดีที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบโตพะรุงพะรัง
"อ้าวๆๆ ดูทำหน้าทำตาเข้า คุณอาทิตย์ช่างภาพสุดหล่อของเราดูเหมือนดีใจมากเลยนะครับที่พวกเรามาเนี่ย" ตั้มทักทายผมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ พร้อมกับเดินเข้ามาตบไหล่ผมปุๆ แรงๆ สองที
"ดีใจสครับ... ดีใจมากจริงๆ ครับ" ผมเน้นเสียงคำว่า "มาก" เป็นพิเศษจนแทบจะกลืนคำว่า "ครับ" ลงคอ พร้อมกับส่งยิ้มแบบพิมพ์นิยมของช่างภาพมืออาชีพไปให้
"แหม คุณอาทิตย์ก็... อย่าไปถือสาพวกมันเลยค่ะ ยัยพวกนี้ชอบทำตัวเสียงดังโวยวายแบบนี้แหละ" รินหันมาแก้ตัวแทนเพื่อนๆ แต่สายตานี่จิกกัดมีนซะจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
"เปล่าเลยครับ ผมว่าก็ครึกครื้นดีนะ การเดินทางคนเดียวมันเหงา มีเพื่อนๆ ของรินมาเติมเต็มความวุ่นวาย... เอ้ย ความสดใส น่าจะทำให้ทริปนี้สนุกขึ้นเยอะเลยครับ" ผมจงใจเน้นเสียงคำว่าวุ่นวายเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองรินที่ส่งค้อนวงใหญ่กลับมาให้
มีนหรี่ตามองผมกับรินสลับกันไปมาเหมือนเรดาร์จับพิรุธ รอยยิ้มมุมปากของแม่คุณนี่ดูเจ้าเล่ห์เสียยิ่งกว่านางร้ายในละครหลังข่าว "หู้ยยย... เติมเต็มความสดใสเหรอคะคุณอาทิตย์ ฟังดูมีความหมายแฝงน้าาา พวกเรามาขัดจังหวะอะไรสวีทกันหรือเปล่าเนี่ย"
"เปล่าสักหน่อย!" รินสวนกลับทันควัน หน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าเดิม "พวกแกอย่ามามโนนะ ฉันกับตาบ้านี่ก็แค่... ก็แค่นักท่องเที่ยวกับตากล้องเฉพาะกิจเว้ย!"
"จ้า... เฉพาะกิจแต่ตัวติดกันตลอด 24 ชั่วโมง แถมมองตากันหวานเยิ้มจนมดขึ้นกล้องแล้วมั้งเนี่ย" ปอนด์ หนุ่มแว่นที่เงียบมานานเอ่ยแซ็วขึ้นมาบ้าง พร้อมกับดันแว่นขึ้นแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม "ว่าแต่... ไหนๆ พวกเราก็มาสมทบแล้ว แผนการ 'ชงเข้ม' ตามที่นัดแนะกันไว้ในกรุ๊ปไลน์เมื่อคืน... เริ่มปฏิบัติการได้!"
สิ้นเสียงประกาศิตของปอนด์ แก๊งเพื่อนตัวแสบก็พากันส่งเสียงเชียร์ลั่นล็อบบี้โรงแรม จนพนักงานต้อนรับชาวต่างชาติถึงกับหันมามองด้วยความงุนงง รินหน้าเสียทันที เธอหันมามองผมด้วยแววตาเลิกลั่กทำตัวไม่ถูก ส่วนผม... เอาจริงๆ ก็แอบอมยิ้มมุมปากไม่ได้เหมือนกัน
แผนชงเข้มอะไรของพวกเขากันนะ? ชักจะน่าสนใจขึ้นมาเสียแล้วสิ
หลังจากจัดการเรื่องเช็คอินและเก็บกระเป๋าในห้องพักของแต่ละคนเรียบร้อยแล้ว (แน่นอนว่าห้องผมอยู่คนละชั้นกับรินตามแผนการจัดการห้องพักที่ผมแอบรีเควสท์กับทางโรงแรมไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล) พวกเราทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่บรรยากาศสุดชิลล์ริมแม่น้ำ เพื่อต้อนรับการมาถึงของแก๊งเพื่อนตัวแสบ
แสงไฟสีส้มอบอุ่นจากหลอดไฟวินเทจสะท้อนกับผิวน้ำระยิบระยับ เสียงเพลงแจ๊สเบาๆ คลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะของทุกคนบนโต๊ะอาหาร แต่บรรยากาศรอบตัวผมกับรินนี่ซิครับ มันช่างชวนให้หายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียเลย
ก็เพราะว่า... ไอ้เจ้าแผนชงเข้มของแก๊งเพื่อนริน มันดันเริ่มต้นขึ้นทันทีที่อาหารจานแรกวางลงบนโต๊ะ!
"คือนี้นะคะคุณอาทิตย์... ยัยรินเนี่ย เวลาอยู่ที่กรุงเทพฯ นางบ่นถึงคุณอาทิตย์ให้พวกเราฟังทุกวันเลยนะ ว่าตากล้องคนนี้ทั้งกวนประสาท ทั้งปากร้าย แต่ก็นะ..." มีนจงใจลากเสียงยาวพร้อมกับส่งสายตาเจ้าเล่ห์ "ปากบอกว่าเกลียด แต่ตอนที่ตกหน้าผาแล้วคุณอาทิตย์กระโดดไปคว้าตัวไว้ นางกลับนอนละเมอเพ้อพกถึงคุณอาทิตย์ทั้งคืนเลย!"
"Eมีน! แกหุบปากไปเลยนะ!" รินหวีดร้องลั่นโต๊ะ หน้าตาตื่นตระหนกสุดขีด มือเล็กๆ คว้าช้อนส้อมแทบไม่ทัน เธอหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิทจนหน้าดำหน้าแดง "ฉันไปละเมอตอนไหนฟะ! แกแต่งเรื่องขึ้นมาเองชัดๆ!"
ผมแกล้งทำเป็นเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างแปลกใจ ก่อนจะเหลือบมองใบหน้าที่แดงก่ำของรินด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ยากจะคาดเดา "อ้าว... ละเมอถึงผมด้วยเหรอครับเนี่ย? ไหนบอกว่าเกลียดผมไงครับคุณบล็อกเกอร์สาวสายลุย"
"ฉัน... ฉันเปล่านะคะ!" รินหันมาปฏิเสธเสียงแข็ง ดวงตากลมโตหลบวูบไม่กล้าสบตาผม "ยัยมีนมันโกหกค่ะคุณอาทิตย์! อย่าไปเชื่อเชียววนะคะ ปากแบบนี้ต้องโดนแกงเขียวหวานราดหัวสักรอบถึงจะหายพูดมาก!"
"อุ๊ย ตายแล้ว! โดนจับได้เข้าหน่อยทำเป็นโวยวายกลบเกลื่อนนะยะ" ตั้มหัวเราะชอบใจ พร้อมกับรินน้ำอัดลมใส่แก้วให้ผม "เอาล่ะๆ เพื่อเป็นการต้อนรับการรวมตัวกันครบแก๊ง และเพื่อเป็นการขอบคุณคุณอาทิตย์ที่ช่วยดูแลยัยรินจอมซุ่มซ่ามคนนี้มาตลอดทาง... เรามาดื่มฉลองกันหน่อยดีกว่าครับ!"
ทุกคนยกแก้วขึ้นชนกันเสียงดังสนั่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและความอบอุ่น รินยังคงค้อนใส่มีนและตั้มเป็นระยะๆ ส่วนผมก็นั่งมองภาพความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขแบบแปลกๆ ที่นานมากแล้วไม่ได้สัมผัส ตั้งแต่ผมเลือกที่จะแบกเป้เดินทางคนเดียวเพื่อหลบหนีความวุ่นวายในอดีต
แต่ดูเหมือนว่าความสงบสุขของผมกำลังจะหมดลงในไม่ช้า... เมื่อแผนชงเข้มขั้นต่อไปกำลังจะเริ่มขึ้น
"เอ่อ... คุณอาทิตย์คะ" ปอนด์ หนุ่มแว่นผู้เงียบขรึมจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังจนผิดสังเกต "พอดีพวกผมคุยกันแล้วว่า พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวชมวิวบนจุดชมวิวบนยอดเขาที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของที่นี่ แต่ว่า... ทางเดินขึ้นไปมันค่อนข้างแคบและชันมาก เดินได้ทีละคู่เท่านั้น..."
ผมหรี่ตามองปอนด์ทันที สมองของตากล้องหน้านิ่งประมวลผลอย่างรวดเร็ว "แล้วยังไงต่อครับคุณปอนด์?"
"ก็... เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการดูแลกันและกัน" มีนเสริมขึ้นมาต่อจากแฟนหนุ่มทันทีด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ "เราเลยจัดคู่ในการเดินขึ้นเขาพรุ่งนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ! ฉันกับตั้มเดินคู่กัน ส่วนปอนด์... เอ่อ ปอนด์ขอเดินคนเดียวเพราะอยากถ่ายรูปวิวแบบสโลว์ไลฟ์..."
ผมเลิกคิ้วสูงทันที "แล้วรินล่ะครับ?"
"ก็ต้องคู่กับคุณอาทิตย์สคะ!" มีนและตั้มประสานเสียงตอบพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย พร้อมกับส่งยิ้มกรุ้มกริ่มแบบมีเลศนัยสุดๆ
รินที่กำลังตักอาหารเข้าปากถึงกับสำลัก สำลักจนหน้าดำหน้าแดง ไอโขลกๆ ออกมาทันที "แคกๆๆ! พวกแก... บ้าหรือเปล่าเนี่ย!"
ผมมองหน้าคนที่กำลังไอหน้าดำหน้าแดงสลับกับแก๊งเพื่อนตัวแสบที่นั่งยิ้มแป้นแล้นด้วยความพอใจ หัวใจเจ้ากรรมในอกข้างซ้ายกลับเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย การต้องเดินเคียงคู่กับรินบนทางชันสองต่อสองท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม... มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญธรรมดาเสียแล้วสิครับ แต่นี่มันคือ "กับดัก" ชั้นดีที่เพื่อนๆ ของเธอจงใจขุดล่อไว้ชัดๆ
และที่สำคัญ... ผมไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะปฏิเสธมัน
ผมแอบยิ้มมุมปากเล็กน้อย ชำเลืองมองรินที่ตอนนี้กำลังพยายามส่งสายตาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากผม (แต่ในขณะเดียวกันใบหน้าของเธอก็แดงก่ำลามไปถึงใบหู) ก่อนจะเอ่ยปากตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มทุบที่ตั้งใจให้ได้ยินกันทั้งโต๊ะ
"ถ้าเพื่อนๆุตั้วใจจัดสรรให้ขนาดนี้แล้ว... ผมคงต้องรับหน้าที่ดูแลคุณรินอย่างเต็มที่แล้วล่ะครับพรุ่งนี้"
รินอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนเขินอาย เธออ้าปากพะงาบๆ เหมือนอยากจะเถียงแต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าุดมุดลงกับจานอาหารเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงซ่านของตัวเอง
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ทุกคนกำลังหัวเราะชอบใจกับชัยชนะของแผนชงเข้ม โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของผมก็สั่นครืดคราดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผมหยิบขึ้นมาดูหน้าจอด้วยความฉงน
หน้าจอแสดงข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชต์ยอดฮิต... และชื่อของคนที่ส่งข้อความเข้ามาในยามวิกาลแบบนี้ ก็ทำเอาผมถึงกับชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปกับตา ความหนาแน่นของอากาศรอบตัวเหมือนลดลงจนหายใจไม่ออก
มันเป็นข้อความจาก "คนในอดีต" ที่ผมพยายามหนีมาไกลถึงครึ่งซีกโลก... คนที่ควรจะจมหายไปกับกาลเวลา แต่กลับปรากฏชื่อขึ้นมาบนหน้าจอในวินาทีที่หัวใจของผมเริ่มจะเปิดรับใครบางคนเข้าสู่อีกครั้ง
*“อาทิตย์... พี่อยู่ที่นี่แล้วนะ พี่ตามหาคุณเจอจนได้...”*
ฝากกดหัวใจ กดเข้าชั้น และคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "แบกเป้ท่องโลก" คนนี้ด้วยนะครับ!
เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง•ตอนที่ 8
เมื่อเพื่อนตัวแสบตามมาสมทบ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!