"บอกว่าอย่าเดินเร็วจไง ยัยเต่าถึก! เดี๋ยวก็สะดุดรากไม้ล้มหัวทิ่มบ่ออีกหรอก"
เสียงทุ้มติดจะกวนประสาทของอาทิตย์ดังขึ้น พร้อมกับฝ่าหนาที่เอื้อมมาฉุดข้อแขนผม... เอ๊ย ข้อแขนของรินไว้ทันก่อนที่เธอจะก้าวพลาดตกคันนาขั้นบันไดในความมืด แสงไฟฉายคาดหัวของหมอนั่นส่องกราดไปทั่วผืนป่าสนบนดอยสูงจนเกิดเงาสลักไหววับ แต่สิ่งที่สว่างยิ่งกว่าไฟฉายกระบอกไหนๆ ในค่ำคืนนี้ กลับเป็นรอยยิ้มมุมปากที่ผมรู้ดีว่ามันกำลังซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ขนาดไหน
"ใครเต่าถึกวะคุณอาทิตย์! ฉันแค่วิ่งแข่งกับเวลาต่างหากเล่า ท้องฟ้าเริ่มเปิดแล้วนะ เห็นไหมนั่น ทางช้างเผือกกำลังจะมา" รินสะบัดแขนออกเบาๆ (แต่ไม่ได้ถอยห่าง) เธอหันไปโวยวายใส่ตากล้องหนุ่มที่ตอนนี้สวมเสื้อกันหนาวตัวโคร่งจนดูเหมือนเด็กใส่เสื้อพ่อ แต่ปากคอเราะรายกลับไม่เคยลดระดับลงเลยแม้แต่นองเดียว
พวกเรากำลังยืนอยู่บนจุดชมวิวที่สูงที่สุดของหมู่บ้านชาวเราะห์อึย ท่ามกลางอุณหภูมิเลขตัวเดียวที่ทำให้ลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจางๆ เบื้องหน้าคือทะเลหมอกที่สงบนิ่งราวกระจกสะท้อนแสงดาวนับล้านดวงบนฟ้า เป็นความงามระดับล้านแปดที่เหนื่อยแทบตายจากการเดินเท้าขึ้นมาสามชั่วโมงก็คุ้มค่าเกินคุ้ม
"นั่งลงได้แล้วครับคุณบล็อกเกอร์ เดี๋ยวขาตั้งกล้องก็ล้มพับไปหรอก ขืนกล้องราคาหลักแสนของผมพัง เธอต้องเอาตัวเข้าแลกใช้หนี้ด้วยการแบกเป้ให้ผมไปตลอดชีวิตนะจะบอกให้" อาทิตย์พูดหน้าตาย พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งยองๆ จัดขาตั้งกล้อง DSLR ตัวเก่งของเขาอย่างคล่องแคล่ว ปล่อยให้รินค้อนควับวงใหญ่ใส่แผ่นหลังกว้างนั้น
"ฝันไปเถอะ! ชาตินี้ทั้งชาติอย่าหวังว่าฉันจะยอมเป็นเบ๊นายเลย ยัยรินคนนี้รักอิสระยิ่งกว่าชีพเว้ย" รินบ่นอุบอิบก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงแค่คืบเดียว ไหล่ชนกันเบาๆ ทุกครั้งที่ลมหนาวระลอกใหญ่พัดผ่าน
ความเงียบเข้ามาแทนที่บทสนทนาชั่วขณะ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมและเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนทั้งคู่ ดวงตากลมโตของรินแหงนมองท้องฟ้ากว้าง เธอเงียบไปนานจนอาทิตย์อดเหลือบมองไม่ได้ ปกติแล้วยัยนี่ต้องมีปากมีคำเถียงเขาทุกสามวินาที แต่นี่กลับนั่งนิ่งเงียบจนผิดวิสัย
"เป็นอะไรครับ หนาวจนสมองแข็งคิดคำด่าไม่ออกแล้วรึไง" อาทิตย์เอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงเจือความห่วงใยเจือจางที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดกวนๆ
รินหันมามองหน้าเขา แสงดาวสลัวสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สวยคู่นั้น มันสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของอากาศบนยอดดอย แต่เป็นเพราะบางสิ่งที่อัดแน่นอยู่ข้างในอกซ้ายตลอดการเดินทางหลายวันที่ผ่านมา
"อาทิตย์..." เสียงของเธอเบาราวกับเสียงกระซิบ มากกว่าทุกครั้งที่เคยคุยกัน
"หึ?" เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หันมาสบตาตรงๆ
"นาย... เคยคิดไหมว่า ทำไมเราถึงบังเอิญเดินมาเจอกันในทริปนี้วะ ทั้งที่ชีวิตจริงเราโคจรอยู่คนละโลกเลยแท้ๆ นายเป็นตากล้องอินดี้ชอบปลีกวิเวก ส่วนฉันเป็นมนุษย์คอนเทนต์ที่ชีวิตมีแต่เดดไลน์กับยอดวิว"
อาทิตย์เงียบไปครู่หนึ่ง เขาส่งยิ้มบางๆ ที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนเคย รอยยิ้มนั้นอบอุ่นเสียจนคนมองรู้สึกร้อนผ่าวที่หัวใจอย่างประหลาด
"บางที... โลกอาจจะไม่ได้บังเอิญหรอกครับริน" มือหนาเอื้อมออกไปปัดปอยผมที่ปลิวมาปรกลงข้างแก้มเนียนของหญิงสาวอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้รินสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นรัวแรงจนกลกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน "โลกอาจจะตั้งใจเหวี่ยงเธอมาให้ผมรำคาญเล่น... ตั้งแต่แรกอยู่แล้วก็ได้"
"ย่ะ! หยอดเก่งนักนะพ่อคุณ พ่อหนุ่มนักรักแห่งชาติ!" รินแกล้งทำเป็นโวยวายกลบเกลื่อนความเขินที่พุ่งทะยานจนใบหน้าร้อนผ่าว เธอเบนหน้าหนีไปมองกลุ่มดาวบนฟ้าแทน แต่หัวใจเจ้ากรรมดันทรยศด้วยการเต้นผิดจังหวะซะนี่
"ก็ไม่ได้หยอดกับใครนี่ครับ... พูดให้ฟังเฉยๆ" อาทิตย์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนกลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกลิ่นไอแดดและไอน้ำค้างลอยเข้าจมูก "แล้วไหนล่ะ บอกว่าจะมาดูดาวตกด้วยกันอธิษฐาน... ไหนวะ ไม่เห็นมีสักดวง"
"นั่นไง! ขวานั่นไงคุณ! มาแล้วๆๆ อธิษฐานเร็ว!" รินอุทานเสียงหลง ชี้มือชี้ไม้ไปยังเส้นแสงสีขาวที่พาดผ่านท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองคนรีบหลับตาปี๋ประสานเสียงอธิษฐานในใจพร้อมกัน บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของกันและกันที่ยืนยันว่าช่วงเวลานี้มันคือเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน
ผ่านไปเนิ่นนานจนลืมตาขึ้นมาพร้อมกัน อาทิตย์มองหน้าหญิงสาวนิ่งๆ สายตาคู่นั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำมาบรรยาย
"เธออธิษฐานว่าอะไรเหราริน" เขาเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อน
"ไม่บอกหรอก เดี๋ยวไม่ศักดิ์สิทธิ์" รินแลบลิ้นใส่ ทำท่าทางกวนประสาทกลบเกลื่อนความประหม่า "แล้วนายล่ะ อธิษฐานว่าอะไร ยัยปอบทวงหนี้เหรอ"
"ผมอธิษฐานว่า..." อาทิตย์เว้นจังหวะ ทอดเสียงต่ำนุ่มนวลจนคนฟังต้องกลั้นหายใจ "ขอให้ทริปนี้... อย่าเพิ่งจบลงในสัปดาห์หน้าเลย"
รินชะงัก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คำพูดนั้นไม่มีลูกเล่น ไม่มีคำกวนประสาท มีเพียงความจริงใจที่พรั่งพรูออกมาจากแววตาคู่คมคู่นั้นอย่างไม่ปิดบัง และมันก็ตรงกับความรู้สึกในใจของเธอราวกับนัดกันไว้
บรรยากาศรอบตัวหวานละมุนขึ้นมาทันตาเห็น ความเงียบงันเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาอีก รินเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก ความกล้าที่สะสมมานานทำให้เธอนึกอยากจะพูดอะไรออกไปสักอย่างเพื่อทำลายกำแพงความลังเลนี้
"นี่... อาทิตย์ ถ้าเกิดว่า... ฉันบอกว่า..." รินสูดหายใจเข้าลึก
"บอกอะไรเหรอครับ?" อาทิตย์เอียงคอรอฟังอย่างตั้งใจ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับล้อกับแสงดาว
ในวินาทีที่รินกำลังจะอ้าปากเอ่ยประโยคสำคัญที่เก็บซ่อนไว้ก้นบึ้งของหัวใจ เสียงแจ้งเตือนข้อความในสมาร์ทโฟนของอาทิตย์ก็ดังขึ้น **"ติ๊ง!"** ทำลายบรรยากาศโรแมนติกทิ้งราบเป็นหน้ากลอง
อาทิตย์ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ควโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูหน้าจอแวบหนึ่งเพื่อจะกดปิดเสียง แต่พอนิ้วเรียวยาวกวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ ที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ OLED สว่างวาบ... ร่างกายของเขาก็แข็งค้างไปในทันที สีหน้าที่เคยผ่อนคลายและเปี่ยมด้วยรอยยิ้มกลับเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
รินสังเกตเห็นความผิดปกติจึงขมวดคิ้ว "ใครทักมาดึกดื่นดื่นดื่นป่านนี้เนี่ย หน้าตานายเหมือนคนเจอเจ้าหนี้ตามทวงเงินสดๆ เลยนะ"
อาทิตย์ไม่ได้ตอบคำถาม เคว้งคว้างอยู่ชั่วขณะก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับริน ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ถือสมาร์ทโฟนสั่นเทาเล็กน้อย
"ริน..." เสียงของเขาแหบพร่าและจริงจังจนน่ากลัว "เราร่วมทริปต่อไม่ได้แล้ว..."
ฝากกดหัวใจ กดเข้าชั้น และคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "แบกเป้ท่องโลก" คนนี้ด้วยนะครับ!
เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง•ตอนที่ 22
คืนที่ดาวสวยกว่าทุกวัน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!