"ถ้าคุณยังคีบเนื้อย่างชิ้นนั้นเข้าปากแล้วส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาอีกทีเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังจีบผมแบบไม่ให้เกียรติกระทะหมูกระทะตรงหน้าแล้วนะครับ ริน"
ผมเอ่ยดักคอขึ้นทันที พร้อมกับใช้ตะเกียบเคาะลงเบาๆ บนขอบเตาถ่านที่กำลังส่งเสียงฉู่ฉี่ ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาผสมกับกลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อวัวย่างเกรียมกำลังดี ท่ามกลางบรรยากาศร้านอาหารริมทางในย่านเมืองเก่าที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่เชื่อเถอะครับว่า ในรัศมีสามเมตรจากโต๊ะของเราสองคน เสียงรอบข้างแทบไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับเสียงหัวใจของผมที่เต้นผิดจังหวะมาตั้งแต่ตอนที่เธอยอมเดินตามผมต้อยๆ เข้ามาในร้านนี้แล้ว
คนถูกทักชะงักมือที่กำลังถือตะเกียบ ตากลมโตของบล็อกเกอร์สาวสายลุยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเชิดขึ้นตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว
"หลงตัวเองไปหน่อยหรือเปล่าคุณอาทิตย์ ใครเขาจีบคุณกัน ทุเรศมาก... ฉันแค่หิวจนตาลายต่างหากเล่า เนื้อนี่ต่างหากที่กำลังเรียกชื่อฉัน ไม่ใช่หน้าหน้ามึนๆ ของคุณสักหน่อย" รินเถียงเสียงแข็ง แต่ใบเนียนใสที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อตรงพวงแก้มตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กลับหักล้างคำพูดของเธอเสียจนหมดสิ้น
ผมอมยิ้มบางๆ พลางรินน้ำชาอุ่นๆ ลงในแก้วของเธอ "ครับ... เนื้อคงเรียกชื่อคุณแหละครับ แต่ทำไมเวลาคุณกิน ถึงชอบมองหน้าผมสลับกับชิ้นเนื้อด้วยล่ะครับ หรือว่าหน้าผมมันอร่อยกว่าเนื้อย่างร้านนี้?"
"อีตาบ้า!" รินค้อนใส่ผมวงใหญ่จนตาแทบคว่ำ เธอยกแก้วชาซดอึกๆ เพื่อดับความร้อนบนใบหน้า ก่อนจะพึมพำลอดไรฟัน "ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ชาตินี้คุณคงหาแฟนยากแน่ๆ อาทิตย์ เชื่อฉันเถอะ"
"อ้าว พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะครับคุณริน..." ผมวางตะเกียบลงแล้วเท้าคางมองเธอตรงๆ สายตาพินิจพิจารณาใบหน้ายามหงุดหงิดของเธออย่างนึกสนุก "ที่จริง... ผมก็ไม่ได้อยากหาแฟนหรอกครับ ผมแค่อยากหาเรื่องพาใครบางคนมากินข้าวด้วยกันทุกวันมากกว่า"
*ฉึก!*
ดูเหมือนลูกดอกคำพูดของผมจะปักเข้ากลางใจเธอบนเป้าพอดี รินสำลักน้ำชาเบาๆ จนต้องรีบคว้าทิชชูมาเช็ดปากพัลวัน ใบหน้าของเธอแดงลามไปถึงใบหู ดวงตาคู่สวยค้อนผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า อาการขัดเขินที่พยายามกลบเกลื่อนด้วยท่าทีโวยวายนั้น... น่ารักจนผมละสายตาไม่ได้เลยจริงๆ
บรรยากาศรอบโต๊ะอบอวลไปด้วยความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเนื้อย่างบนเตาและเสียงเพลงเบาๆ จากร้านค้าละแวกนั้นที่ยังคงดำเนินต่อไป รินก้มหน้าก้มตาคีบผักเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ เหมือนเด็กถูกขัดใจ ส่วนผมก็ได้แต่คอยคีบชิ้นเนื้อส่วนที่นุ่มที่สุดวางลงบนจานของเธอเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรซ้ำอีก ปล่อยให้ความเงียบที่มีบทสนทนาทางสายตาทำหน้าที่ของมันเอง
"นี่..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ หลังจากที่เธอจัดการกับอาหารในจานจนหมด รินเงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาซุกซนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความลังเลบางอย่าง "ถามจริงเถอะ... ทำไมคุณถึงใจดีกับฉันแปลกๆ ล่ะ"
"ใจดี?" ผมทวนคำ ยิ้มมุมปาก "ผมก็เป็นแบบนี้กับทุกคนแหละครับ"
"โกหก!" รินสวนกลับทันควัน ตาขวางใส่ "ตอนที่อยู่โรงแรม คุณดุฉันเรื่องแบกเป้หนักเกินไป ตอนที่เดินหลงทางคุณก็บ่นฉันเป็นชุดแถมยังบังคับให้กินน้ำเกลือแร่ จนถึงตอนนี้คุณก็ยังชอบแกล้งฉัน... แบบนี้เขาไม่เรียกว่าใจดี เขาเรียกว่า 'หาเรื่อง' ต่างหากเล่า!"
ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ กับคำนิยามที่เธอสรรหามามอบให้ "ก็เพราะว่า... ถ้าผมไม่ดุ คุณก็คงเป็นลมล้มพับไปตรงซอกตึกไหนสักแห่งแล้วล่ะครับ และถ้าผมไม่แกล้ง... ผมก็คงไม่ได้เห็นหรอกว่า เวลาที่คุณทำหน้าฮึดฮัดเหมือนแมวโดนเหยียบหางเนี่ย มันตลกและน่ารักขนาดไหน"
*ตลก... และน่ารัก*
คำพูดนั้นหลุดออกจากปากผมไปโดยไม่ทันได้ยั้งคิด บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ รินชะงักค้างไปจริงๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นกะพริบปริบๆ ราวกับประมวลผลคำพูดของผมไม่ทัน ใบหน้าที่เพิ่งจะหายแดงกลับระเบิดความร้อนขึ้นมาอีกระลอกใหญ่จนแทบจะกลายเป็นสีมะเขือเทศสุก
ผมเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป หัวใจใต้เสื้อเชيرลินินตัวเก่งเริ่มเต้นโครมครามจนกลัวว่าเธอจะได้ยินเสียงมัน ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด จนผมต้องเบือนสายตาหนีไปมองควันไฟบนเตาแทน เพื่อซ่อนความประหม่าของตัวเอง
มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กสั่นครืดขึ้นมาทำลายมนต์สะกดนั้นพอดี ผมหยิบมันขึ้นมาด้วยความโล่งอก ทว่าทันทีที่ก้มลงมองหน้าจอ ข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชตสีเขียวก็เด้งขึ้นมาพร้อมกับชื่อของรุ่นพี่ในกองบรรณาธิการนิตยสารท่องเที่ยวที่ผมร่วมงานด้วย
*[กองบก.พี่กรณ์]: "อาทิตย์... รูปชุดที่ส่งมาเซ็ตล่าสุดผ่านหมดนะ แต่ว่า... นายสนใจจะย้ายไปประจำสาขาต่างประเทศถาวรเลยไหมวะ เห็นว่าทางโน้นอยากได้ตากลุ่มมือดีไปร่วมโปรเจกต์ยาวๆ สักสองปี สนใจไหม?"*
ดวงตาของผมอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา ความนิ่งงันแล่นริ้วเข้ามาในอกอย่างกะทันหัน สัญชาตญาณแรกบอกให้ผมปฏิเสธทันที แต่พลองหันกลับไปมองริน—ผู้หญิงที่กำลังนั่งบ่นพึมพำกลบเกลื่อนความเขินอายอยู่ตรงข้าม—ความคิดมากมายก็ตีรวนขึ้นมาในหัวสมอง
ถ้าผมไป... การเดินทางของเราสองคนก็จะสิ้นสุดลงแค่ทริปนี้
แต่ถ้าผมอยู่... ผมก็ยังเป็นแค่ตากลุ่มฟรีแลนซ์กวนประสาทที่ไม่มีสถานะอะไรชัดเจนในชีวิตของเธอเลยสักนิด
ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ นิ้วโป้งขยับพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความหงุดหงิดใจบางอย่าง โดยลืมคิดไปว่าสมาร์ตโฟนเครื่องนี้มันไวต่อการสัมผัสแค่ไหน...
*[อาทิตย์]: "ผมไม่อยากไปไหนทั้งนั้นแหละครับพี่... ถ้าผมต้องไปไกลขนาดนั้น ผมก็คงอดเห็นรินทำหน้าบึ้งใส่ผมทุกวันน่ะสิครับ อีกอย่าง... ผม..."*
*ชิบหายแล้ว!*
ผมเผลอกดส่งข้อความนั้นเข้าห้องแชตส่วนตัวของ **"ริน"** แทนที่จะเป็นของพี่กรณ์ที่หน้าต่างแชตอยู่ใกล้กัน!
ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบยื่นมือไปคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะเพื่อจะกด "ยกเลิกข้อความ" ให้เร็วที่สุด แต่ทว่า... มันช้าไปเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นมาจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ตรงหน้าของรินพอดีเป๊ะ!
บล็อกเกอร์สาวชะงักกึก เธอก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองที่สว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับดวงตาที่ค่อยๆ เบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ขณะที่ผมได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ท่ามกลางความเงียบงันที่น่ากลัวกว่าเสียงระเบิดปรมาณู
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปพร้อมกันนะครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง•ตอนที่ 6
กินข้าวด้วยกันทีไรหัวใจทำงานหนัก
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!