กับดักรักร้ายคุณชายปากจัด•ตอนที่ 18

ของขวัญที่ไม่ได้คาดหวัง

ผลงานโดย ชาโดว์ฮันเตอร์
แรงดึงกระชากที่ข้อแขนจากบทสนทนาก่อนหน้า ส่งผลให้ร่างของผมเซถลาเข้าไปประชิดแผงอกกว้างของธันวาโดยไม่ทันตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับไอความร้อนจากตัวเขาพุ่งปะทะเข้าจมูกทันที หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของท่านประธานหนุ่มยังคงสว่างวาบ ภาพวิดีโอตัวปัญหาที่แสดงเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อครู่ฉายซ้ำไปซ้ำมาสะท้อนอยู่ในดวงตาคมกริบคู่นั้น "ปล่อยผมนะคุณธันวา ดึงแรงขนาดนี้แขนผมจะหลุดอยู่แล้ว!" ผมตวัดเสียงลอดไรฟันพร้อมกับบิดข้อมือออกจากการกุมยึด แต่มือหนากลับกระชับแน่นขึ้นราวกับคีมเหล็ก ดวงตาคมดุจเหยี่ยวของคนตัวสูงกว่ากวาดมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะลากกลับมาจ้องเขม็งที่ใบหน้าของผมด้วยความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด "ຢ่าเพิ่งโวยวายได้ไหมคีย์ เข้ามาคุยข้างในนี้ก่อน!" ธันวาไม่รอให้ผมได้ทันอ้าปากเถียงต่อ เขากลับใช้วิธีรวบเอวผมแล้วดันตัวผมให้ถอยร่นเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด ก่อนจะปิดประตูกระจกล็อกกลอนด้วยความเร็วสูง เสียงล็อกดังกริ๊กสะท้อนความตึงเครียดในอากาศได้เป็นอย่างดี ผมสะบัดแขนหลุดจากการเกาะกุมได้สำเร็จ รีบถอยกรูดไปยืนเว้นระยะห่างทันที สองมือยกขึ้นกอดอกเพื่อสร้างเกราะกำบัง พร้อมกับส่งสายตาพิฆาตไปให้เจ้านายปากหมาที่ยืนหน้าเครียดอยู่หน้าประตู "คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย? อยู่ๆ ก็ลากตัวผมมาแถมทำท่าทางลับๆ ล่อๆ แบบนี้ กลัวคนอื่นเขาไม่รู้หรือไงว่าคุณกำลังสติแตกเรื่องวิดีโอตัวนั้น?" ผมพ่นคำพูดใส่หน้าเขาด้วยความโมโห ปมเรื่องคลิปฉาวในงานอีเวนต์ยังเคลียร์ไม่จบ นี่เขายังมาเพิ่มความซวยด้วยการกระชากลากถูผมกลางทางเดินอีก ธันวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือหนายกขึ้นเสยผมสีเข้มที่เริ่มยุ่งเหอนิดๆ อย่างคนหัวเสีย เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับเดินดุ่มๆ ไปที่โต๊ะทำงาน คว้าถุงกระดาษแบรนด์เนมสีเข้มใบโตที่วางทิ้งไว้บนโซฟาขึ้นมาถือไว้ แล้วก้าวเข้ามาหาผมทีละก้าวอย่างคุกคาม ผมก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ ธันวาหยุดยืนห่างออกไปแค่คืบเดียว รังสีความกดดันจากตัวเขากลบรัศมีของผมจนแทบมิด "ใครสติแตก? ผมไม่ได้สติแตก... ผมแค่ไม่อยากให้ใครมาเห็นคุณตอนนี้ก็เท่านั้นแหละ" น้ำเสียงของเขาเข้มจัด ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจใบหน้าและเสื้อผ้าของผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความไม่พอใจ "แล้วดูสภาพคุณสิ เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ากระเซิง โดนรุมทึ้งขนาดนั้นยังจะมีหน้ามาลอยหน้าลอยตาเถียงฉอดๆ อีกเหรอ" "ผมจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของผม! ไม่ใช่หน้าที่ที่คุณจะต้องมาใส่ใจ... อ๊ะ!" ผมยังพูดไม่ทันจบประโยค ธันวาก็โยนถุงกระดาษแบรนด์เนมใบโตนั่นใส่ตักผมทันที แรงกระแทกเบาๆ ทำให้ผมต้องรีบใช้มือคว้าจับก้นถุงไว้ตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้มันร่วงหล่นลงพื้น ผมก้มมองถุงกระดาษในมือสลับกับใบหน้าบึ้งตึงของท่านประธานหนุ่มด้วยความงุนงง "นี่มันอะไรอีกเนี่ย? อย่าบอกนะว่านี่คือวิธีขอโทษของประธานบริษัทจอมเผด็จการ ที่ลากลูกน้องมาปล้นกลางวันแสกๆ?" ธันวาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที ใบสันกรามคมชัดขึ้นจากการขบฟันแน่น หูทั้งสองข้างของเขาแดงเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามทำเป็นตีหน้าขรึมกลบเกลื่อนก็ตาม "เปล่า... ใครจะไปซื้อของงี่เง่าแบบนั้นง้อคุณ" เสียงของเขาห้วนจัดและเบาลงกว่าปกติจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ "พอดี... พอดีว่าผมสั่งซื้อของขวัญชิ้นนี้มาให้ลูกค้ารายใหญ่ แต่บังเอิญว่าดีไซน์มันดันไม่ตรงกับความต้องการของเขา... เรียกว่าสั่งมาเกินโควตาแล้วของมันเหลือจะดีกว่า" ผมหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างจับผิด สมองประมวลผลคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ นั่นอย่างรวดเร็ว "สั่งเกินโควตา? ของเหลือ? คุณเนี่ยนะท่านประธานธันวา ผู้บริหารระดับท็อปที่ตรวจสต็อกสินค้าละเอียดยิบทุกกระเบียดนิ้วเนี่ยนะ จะสั่งของแบรนด์เนมราคาเหยียบแสนเกินมาแบบไม่มีปักษ์ไม่มีขลุ่ย?" "ก็... ก็คนมันผิดพลาดกันได้! สั่งผ่านออนไลน์แล้วกดจำนวนเลขศูนย์เกินไปตัวหนึ่ง มันแปลกนักหรือไง!" ธันวาหันขวับกลับมาเถียงกลับเสียงดังกลบเกลื่อน ความพิรุธพรั่งพรูออกมาจากทุกอณูรูขุมขนจนผมเกือบจะหลุดขำ "อ๋อ... กดศูนย์เกินไปตัวหนึ่งเหรอครับ?" ผมลากเสียงยาวอย่างหมั่นไส้ ก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวเขาบ้างเพื่อต้อนให้จนมุม "แล้วทำไมป้ายราคาด้านในมันถึงจ่าหน้าชื่อรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวานนี้ล่ะครับ? แถมสินค้าตัวนี้ต้องจองคิวล่วงหน้าสามเดือนถึงจะได้มาครอง... คุณธันวานี่มือเติบขนาดสั่งของเหลือทิ้งเหลือขว้างเล่นๆ เลยเหรอครับ?" ธันวากลืนน้ำลายลงคออึดใหญ่ ดวงตาคมกริบหลบตาทันที ไม่กล้าสบตาผมตรงๆ มือหนากำหมัดเข้าหากันแน่นข้างลำตัว อาการลุกลี้ลุกลนแบบนี้มันช่างน่าเอ็นดูเสียจนผมแทบจะต้องกลั้นยิ้มไว้สุดชีวิต "ก็... ก็ผมรวยไง! เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกน่า จะทิ้งๆ ขว้างๆ หรือเอามาให้คนปากจัดแถวนี้ใช้เช็ดหน้าเช็ดตาแทนผ้าขี้ริ้วมันก็เรื่องของผม!" "ปากแข็งชะมัด..." ผมพึมพำเบาๆ แต่จงใจให้ได้ยิน ช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าคมคายที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงลามไปถึงต้นคอ "ถ้ามันเป็นของเหลือใช้จริงๆ ทำไมคุณต้องทำหน้าเหมือนคนกำลังจะถูกประหารชีวิตตอนที่ยื่นมันให้ผมด้วยล่ะครับ?" "ใครหน้าเหมือนจะถูกประหาร? ผมแค่ว้าวุ่นใจเพราะงานบริษัทมันรุมเร้าต่างหาก!" ธันวาเถียงเสียงแข็ง พยายามดันตัวผมให้ออกจากพื้นที่ส่วนตัว แต่ผมกลับก้าวเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนหน้าอกแทบจะแนบชิดกัน ผมยื่นถุงกระดาษในมือกลับไปตรงหน้าเขา "ถ้ามันเป็นของเหลือที่ไม่ต้องการ ผมก็ไม่รับไว้หรอกนะครับ เชิญคุณเอาไปแจกแม่บ้านหรือเก็บไว้ใช้เองเถอะ" ทันทีที่ผมทำท่าจะหันหลังเดินหนີ มือหนากลับคว้าข้อมือผมไว้อีกครั้ง แรงดึงครั้งนี้ไม่ได้รุนแรงเหมือนก่อนหน้า แต่มันเต็มไปด้วยความลังเลและ... ความกลัว? ธันวากลั้นหายใจชั่วครู่ ก่อนจะดึงผมกลับมาเผชิญหน้ากันตรงๆ แววตาคมดุจเหยี่ยวในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่หาดูได้ยากยิ่ง ประโยคต่อมาที่หลุดออกจากริมฝีปากหยักได้รูป ทำให้หัวใจผมกระตุกวูบไปชั่วขณะ "เออ... ยอมรับก็ได้วะ ว่าไม่ได้สั่งเกิน... และไม่ได้เหลือทิ้งที่ไหนทั้งนั้น" ธันวาถอนหายใจยาว ยอมจำนนต่อหลักฐานและสายตาจับผิดของผมอย่างหมดสภาพ "ตั้งใจซื้อให้... ตั้งใจเลือกอันที่คิดว่าคุณน่าจะชอบที่สุด... พอใจหรือยังเล่า!" ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ในห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่ดังประสานกัน ใกล้จนได้กลิ่นความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ผมก้มมองถุงกระดาษในมืออีกครั้ง ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมาจุกอกอย่างห้ามไม่อยู่ รอยยิ้มบางๆ เผลอผุดขึ้นที่มุมปากโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว คนปากจัด เอาแต่ใจ และชอบสั่งโน่นสั่งนี่ แต่อย่างน้อย... เขาก็ไม่เคยโกหกความรู้สึกของตัวเองเวลาที่จนมุม "ปากแข็งแบบนี้ไปนานๆ สิครับ..." ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แกล้งเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "ถ้าไม่ยอมสารภาพ ผมคงเข้าใจผิดคิดว่าคุณรสนิยมแย่เอาของเหลือมาให้ผมจริงๆ ซะอีก" ธันวาแค่นเสียงหึในลำคอ ใบหน้าคมคายกลับมาเชิดขึ้นด้วยความถือดีตามนิสัยเดิม แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยประกายความหวานที่ปิดไม่มิด มือหนายื่นมาฉวยถุงกระดาษในมือผมคืนไป ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะทำงานอย่างเบามือ แล้วก้าวเข้ามาประชิดตัวผมจนแผ่นหลังติดกับผนังอีกรอบ พื้นที่ระหว่างเราแคบลงจนแทบไม่มีอากาศหายใจ "งั้นถือว่านี่เป็นค่าปิดปาก... เรื่องวิดีโอตัวปัญหาเมื่อครู่ และเรื่องที่คุณแอบยิ้มให้ผมเมื่อกี้ด้วย" ธันวาโน้มใบหน้าลงมา กระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพร่ามัวที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด ไม่งั้น... ผมจะจูบปิดปากคุณตรงนี้จริงๆ ด้วย" ผมเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวระส่ำราวกับตีกลองชุดเมื่อปลายจมูกโด่งของเขาเฉียดผ่านแก้มเนียนไปนิดเดียว ความใกล้ชิดที่เกินเส้นแบ่งเขตเจ้านายกับลูกน้องทำให้สติผมเริ่มกระเจิง และก่อนที่ผมจะได้อ้าปากโต้เถียงเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืนมา เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงตะโกนร้อนรนของเลขาหน้าห้องที่ดังทะลุเข้ามา "ท่านประธานครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! ทางบอร์ดบริหารเรียกประชุมด่วนตอนนี้เลยครับ!" ธันวาชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนกลับมาเคร่งเครียดในเสี้ยววินาที เขาถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งอย่างเสียดาย ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมด้วยความรู้สึกที่ยังค้างคา "เวรเอ้ย..." สบถเบาๆ ออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันไปคว้าสูทสีดำพาดบ่า แล้วหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้าย "อยู่รอในนี้ ห้ามไปไหนเด็ดขาด... เรื่องของเรายังไม่จบแค่นี้แน่ คีย์" พูดจบ ธันวาก็หมุนตัวผลุนผลนเปิดประตูเดินออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้ผมนยืนใจเต้นแรงอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบงัน ทว่า... ในจังหวะที่ประตูห้องกำลังจะปิดสนิทลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครอีกคนที่ก้าวสวนทางเข้ามา พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นหูที่เอמהทักทายธันวาหน้าห้อง ก็ทำให้เลือดในกายของผมเย็นเฉียบลงในพริบตา... *(ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ชาโดว์ฮันเตอร์" เสมอมานะครับ)*
สารจากนักเขียน (ชาโดว์ฮันเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักร้ายคุณชายปากจัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%