"ถ้าเด็กฝึกงานคนนั้นยังมีสามัญสำนึกพอ จะรู้ว่าควรหยิบเอกสารพวกนั้นแล้วปิดปากเงียบถอยออกไป..."
เสียงทุ้มต่ำของธันวาเอ่ยขึ้นชิดริมฝีปากของผม ลมหายใจอุ่นๆ รดรดอยู่บนแก้มในระยะประชิดจนผมต้องเบือนหน้าหนีด้วยความหงุดหงิด แม้เหตุการณ์เมื่อครู่ที่เลขาฝึกงานหน้าใหม่จะเปิดประตูเข้ามาเจอตอนที่เรากำลังอยู่ในท่าทางล่อแหลมชิดกระจกจะจบลงด้วยการที่เด็กคนนั้นวิ่งเตลิดหนีออกไปพร้อมกับกระดาษที่กระจายเกลื่อน แต่ความระอุในห้องทำงานของท่านประธานยังคงคุกรุ่นราวกับเตาปฏิกรณ์ที่ยังไม่ได้ดับเครื่อง
ผมใช้มือดันแผงอกแกร่งของคนที่ฉวยโอกาสคร่อมร่างผมไว้ให้ออกจากพื้นที่ส่วนตัว แม้กระดุมเสื้อสูทของเขาจะถูกผมใช้กำปั้นทุบจนยับยู่ยี่ไปบ้างแล้ว แต่เจ้าตัวกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แถมยังส่งรอยยิ้มกวนประสาทกลับมาให้
"ปล่อยผมได้แล้วครับท่านประธาน คนอื่นเขาเข้าใจผิดกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว" ผมเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามจัดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของตัวเองให้เข้าที่
"เข้าใจผิดตรงไหน? ที่เห็นเมื่อกี้มันคือความจริงชัดเจนต่างหาก" ธันวาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ดวงตาคมกราบกรานมองสำรวจใบหน้าผมที่ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความหมั่นไส้ "หรือว่าคีย์อายที่เด็กมันเห็นว่าเรากำลัง... แสดงความสนิทสนมกันเกินหน้าที่เลขา"
"เขาเรียกว่าฉวยโอกาสครับ ไม่ใช่ความสนิทสนม" ผมสวนกลับทันควัน พลางก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารที่เหลือบนพื้นขึ้นมาวางบนโต๊ะทำงาน "ถ้าไม่มีงานอะไรด่วนแล้ว ผมขอตัวไปเคลียร์กองเอกสารข้างนอกต่อดีกว่าครับ ขืนอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ ผมเกรงว่าสมองส่วนหน้าที่ใช้คิดเรื่องงานจะถูกคุณทำลายจนหมดสิ้น"
ธันวาไม่ยอมขยับตัวตามที่ผมไล่ เขากลับเดินตามมาทิ้งสะโพกพิงขอบโต๊ะทำงาน กอดอกมองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้นมาทีละน้อย บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนผ่านจากความกวนประสาทมาสู่ความนิ่งสงบที่ชวนให้ใจเต้นผิดจังหวะ
"เลิกพูดเรื่องงานสักวันมันจะตายไหม?" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับไหววูบไปชั่วขณะ "เย็นนี้... ไปกินข้าวกัน"
ผมชะงักมือที่กำลังจัดเรียงปากกาบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ "ดินเนอร์? คุณก็รู้ว่าโปรเจกต์ใหญ่ปลายสัปดาห์นี้ยังมีรายละเอียดที่ต้องตรวจทานอีกเพียบ..."
"ผมไม่ได้ชวนประชุม และไม่ได้ใช้สถานะประธานบังคับ" ธันวายื่นมือมาดึงแฟ้มเอกสารออกจากมือผม วางมันลงบนโต๊ะก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวดันคางผมให้เงยขึ้นสบตา "นี่คือคำชวนส่วนตัว... จากผู้ชายคนหนึ่งที่อยากใช้เวลากับคุณโดยไม่มีเรื่องงานมาเกี่ยวข้องแม้แต่บรรทัดเดียว คีย์"
สรรพนามและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปทำให้ผมเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาคมกริบของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านายปากจัดและเอาแต่ใจในยามปกติ ตอนนี้กลับสะท้อนความอ่อนโยนบางเบาที่หาดูได้ยาก จนผมแทบจะหาข้ออ้างปฏิเสธไม่เจอ
ร้านอาหารที่ธันวาเลือกไม่ใช่ภัตตาคารหรูหราใจกลางเมืองที่มีเสียงเพลงบรรเลงเคล้าคลอจนอึดอัด แต่เป็นร้านอาหารริมน้ำบรรยากาศเรียบง่ายที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเป็นส่วนตัว แสงไฟสีส้มสลัวสะท้อนกับผืนน้ำระยิบระยับในยามค่ำคืน ช่วยขับเน้นให้ความวุ่นวายตลอดทั้งสัปดาห์มลายหายไปจนหมดสิ้น
เรานั่งอยู่ตรงโต๊ะมุมสุดติดกระจกใส อาหารตรงหน้าถูกเสิร์ฟมาอย่างพอดีคำ แต่ดูเหมือนว่าความสนใจของผมจะไม่ได้อยู่ที่รสชาติอาหารเสียแล้ว เมื่อคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเอาแต่จ้องหน้าผมโดยไม่ยอมตักอะไรเข้าปากเลยสักคำ
"มองอะไรนักหนาครับ หน้าผมมีเม็ดข้าวติดอยู่หรือไง" ผมอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม พร้อมกับตักปลาแซลมอนย่างเข้าปาก
"เปล่า แค่คิดว่าเวลาที่คุณไม่ได้ถือปากกา ไม่ได้ถือแท็บเล็ตตรวจงาน หน้าตาคุณดูผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ในออฟฟิศเป็นกอง" ธันวาเท้าคางมองผม รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นจางๆ "น่ารักกว่าตอนทำหน้าดุใส่ผมเยอะ"
"ถ้าชมเพื่อให้ผมตายใจแล้วยอมยกเลิกเรื่องประชุมพรุ่งนี้ บอกเลยว่าฝันไปเถอะครับ" ผมหรี่ตามองอย่างรู้ทัน
ธันวาหัวเราะร่วนออกมาเบื้องหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นฟังดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน บรรยากาศระหว่างเราดำเนินไปอย่างเรียบง่าย บทสนทนาสลับกันรับส่งด้วยความกวนประสาทและรอยยิ้ม เป็นมื้อค่ำที่แปลกใหม่สำหรับเราสองคน—คนที่มักจะปะทะคารมกันทุกครั้งที่หายใจเข้าออก แต่วันนี้กลับยอมลดทอนกำแพงลงเพื่อเรียนรู้จังหวะหัวใจของอีกฝ่ายในอีกมุมหนึ่ง
"คีย์..." เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ขณะที่พนักงานกำลังเก็บจานอาหารมื้อสุดท้ายออกไป ธันวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดบางอย่างในใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผมตรงๆ "เรื่องวันนั้น... ที่ผมเคยพูดไป..."
ผมชะงักค้าง มือที่กำลังหยิบแก้วน้ำวางนิ่งสนิท หัวใจกระตุกวูบเมื่อนึกถึงคำพูดสารภาพความในใจที่ค้างคาอยู่หลายครั้ง
ทว่า... ก่อนที่ธันวาจะได้พูดประโยคสำคัญจนจบ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูตรของผมก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังเป็นใจ
ผมขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ควักโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏชื่อของ 'ผู้จัดการฝ่ายบุคคล' โชว์หรี่วาบอยู่ พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนด่วนที่ส่งเข้ามาซ้อนทับกันรัวๆ
"ขอโทษทีครับ..." ผมเงยหน้ามองธันวาที่กำลังส่งสายตาไม่พอใจมายังโทรศัพท์ในมือผม "ผมขอตัวรับสายนี้แป๊บเดียวนะครับ เรื่องด่วนจริงๆ"
ผมลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกไปคุยโทรศัพท์ที่มุมระเบียงด้านนอกร้าน ลมเย็นพัดผ่านผิวกายเรียกสติให้กลับมาจดจ่อกับเรื่องงานตรงหน้า แต่เพียงแค่กดรับสายและฟังเสียงปลายสายได้ไม่ถึงสามประโยค เลือดในกายของผมก็เย็นเฉียบลงทันที
*"คุณคีย์ครับ! แย่แล้วครับ... ตอนนี้มีคนปล่อยคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดในห้องทำงานท่านประธาน หลุดว่อนไปทั่วกรุ๊ปไลน์พนักงานบริษัทแล้วครับ!"*
ผมเบิกตากว้าง สมองขาวโพลนขึ้นมาในทันที ภาพเหตุการณ์ตอนที่ธันวาคร่อมร่างผมชิดกระจกเมื่อช่วงบ่ายฉายวาบขึ้นมาในหัว
และก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยปากถามรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับแรงดึงที่ข้อแขนก็ทำให้ผมต้องหันขลับไปมอง ธันวายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดดุดล แววตาคมกริบกวาดมองผมด้วยความตกใจไม่แพ้กัน พร้อมกับหน้าจอโทรศัพท์ในมือของเขาที่กำลังเปิดภาพวิดีโอตัวปัญหาอยู่คาตา!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่เริ่มเดือดพล่านขึ้นทุกที แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
กับดักรักร้ายคุณชายปากจัด•ตอนที่ 17
ดินเนอร์มื้อลับ
ผลงานโดย ชาโดว์ฮันเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาโดว์ฮันเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักร้ายคุณชายปากจัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!