ก้านมะยมในมือของป้าชื่นถูกฟาดลงกับพื้นดินเสียงดัง *แผละ* พร้อมกับเสียงหัวเราะคικคัคที่จงใจปล่อยออกมาให้ดังพอที่รินรดาซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาคัดแยกใบกะเพราป่าสีเขียวสดบนแครไม้ไผ่ได้ยินอย่างชัดเจน
"พวกผู้หญิงสมัยนี้นี่นะ หน้าตาอาจจะสะสวยแต่งตัวดูดี แต่ลับหลังทำมาหากินอะไรกันแน่ ใครจะไปรู้... อยู่ๆ ก็มีเงินซื้อปุ๋ยซื้อเมล็ดพันธุ์แพงๆ แถมยังมีผู้ชายอกสามศอกตัวโตอย่างผู้กองพันธกานต์มาวนเวียนช่วยซ่อมรั้วซ่อมเล้าไก่ให้ไม่เว้นแต่ละวัน"
เสียงนินทากลุ่มใหญ่ที่รวมตัวกันใต้ต้นฉำฉาข้างแปลงเกษตรดังลอยลมมา รินรดาชะงักมือเล็กน้อย ใบกะเพราป่าใบหนึ่งถูกนิ้วเรียวสวยวางลงในตะกร้าอย่างทะนุถนอม เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปต่อปากต่อคำทันที ทว่ารอยยิ้มเยдяเยาะบางเบaกลับผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่ามอง
ความอิจฉาริษยาของคนในหมู่บ้าน เป็นเรื่องที่เธอคาดเดาไว้แล้วตั้งแต่ตัดสินใจหวนกลับมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์บนผืนดินแห่งนี้ การที่เธอมีมิติลับในจิตวิญญาณ สามารถเพาะปลูกพืชพรรณหายากที่เจริญเติบโตเร็วกว่าปกติและมีกลิ่นหอมตลบอบอวลเป็นเอกลักษณ์ ย่อมตกเป็นเป้าสายตาของพวกชอบสอดรู้สอดเห็นเป็นธรรมดา ยิ่งบวกกับภาพลักษณ์ของพันธกานต์ นายทหารปลดประจำการผู้เงียบขรึมและมีร่างกายกำยำล่ำสัน ที่มักจะแบกจอบมาช่วยเธอพลิกหน้าดินอยู่เป็นประจำ ยิ่งทำให้ข่าวลือปากต่อปากเริ่มบิดเบือนไปในทางที่ต่ำตม
"ปล่อยให้พวกเขาสนุกปากไปเถอะครับ"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ของพันธกานต์ก้าวเข้ามาในรั้วไม้ไผ่ มือหนาทั้งสองข้างเปื้อนฝุ่นดินเล็กน้อยจากการซ่อมแซมโรงเรือนเพาะชำ ดวงตาคมกริบไม่ได้ทอดมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังซุบซิบ แต่กลับจดจ้องมองใบหน้าหวานของรินรดาด้วยแววตาห่วงใยและเด็ดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ "ฉันไม่ได้ใส่ใจหรอกครับ... เอ้ย... ฉันไม่ได้ใส่ใจหรอกค่ะ เอ๊ย ไม่ใช่สิ ฉันไม่ได้ใส่ใจหรอกค่ะ—อุ้ย ปากพาลจะเพี้ยนตามชาวบ้านเขาแล้ว" เธอยิ้มขำให้กับความเผลอตัวของตัวเอง
พันธกานต์หลุดหัวเราะพรืดออกมาเบาๆ ดวงตาที่เคยดุดันตามวิสัยทัศน์ของทหารผ่านศึกฉายแววอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด "ต่อหน้าผม คุณจะพูดคำไหนก็ตามสบายครับ แต่ถ้าไอ้พวกปากหอยปากปูข้างนอกนั่นทำให้คุณรำคาญใจ... ผมแค่ไปบอกให้พวกเขากลับไปจัดการแปลงผักของตัวเองน่าจะดีกว่า"
"อย่าเลยครับ" รินรดาส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับหยิบกะเพราป่าช่อใหญ่ขึ้นมาสูดดมกลิ่นหอมฉุนชวนน้ำลายสอ "คนพวกนั้นแค่ว่างงานและขาดแคลนความสุขในชีวิต การได้นินทาคนอื่นคืออาหารเสริมอย่างเดียวที่พวกเขามี ถ้าเราไปโต้เถียง รังแต่จะทำให้พวกเขาสสนุกปากมากขึ้น... สู้เราใช้ผลผลิตและฝีมือการทำอาหารตบหน้าพวกเขาด้วยความสำเร็จแบบเงียบๆ ไม่ดีกว่าหรือครับ?"
คำว่า "ครับ" ที่หลุดออกจากปากของรินรดาทำเอาพันธกานต์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกยิ้มขึ้น "คุณนี่นะ... นานวันเข้า เริ่มติดนิสัยพูดจาตรงไปตรงมาแบบทหารอย่างผมเข้าไปทุกทีแล้ว"
"ใครติดคุณกันล่ะ" รินรดาค้อนให้วงใหญ่ แต่ใบหน้ากลับขึ้นสีเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ บรรยากาศรอบตัวของคนทั้งคู่ราวกับมีม่านใสๆ แยกขาดจากโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยเสียงนินทา ทว่าความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโหวตเหวกของลุงเนตร ผู้ใหญ่บ้านจอมเจ้าเล่ห์และเป็นญาติห่างๆ ที่จ้องจะฮุบที่ดินแปลงนี้ดังแทรกเข้ามา
"รินรดา! อยู่บ้านหรือเปล่า พ่อแม่เธอไม่ได้สั่งสอนหรือไง ถึงปล่อยให้ผู้ชายเข้าออกบ้านเรือนยามวิกาลแบบนี้ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสียหายหมด!"
ลุงเนตรเดินดุ่มๆ เข้ามาในเขตที่ดิน พร้อมกับชาวบ้านอีกสามสัปดาห์คนที่ถูกจ้างวานมาเป็นพยาน ใบหน้าย่นๆ ของผู้ใหญ่บ้านเต็มไปด้วยความถือดี สายตากวาดมองไปทั่วแปลงเกษตรที่เขียวขจีราวกับสวนสวรรค์ด้วยความโลภปนอิจฉา
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะต่างกันมาก แต่แววตาสตรองและนิ่งสงบของเธอกลับทำให้ลุงเนตรชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
"เรื่องส่วน and และความเป็นส่วนตัวในที่ดินของฉัน ผู้ใหญ่มีสิทธิ์อะไรมารบกวนครับ... เอ๊ย มีสิทธิ์อะไรมารบกวนคะ?" รินรดาแกล้งแซวตัวเองในใจเบาๆ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้จริงจังและเฉียบขาดขึ้น "ที่ดินแปลงนี้เป็นชื่อของฉัน ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และการที่ผู้กองพันธกานต์มาช่วยฉันทำงาน ก็เป็นการจ้างวานและเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ไม่ทราบว่าไปหนักส่วนไหนของคุณผู้ใหญ่หรือครับ ถึงต้องเดือดร้อนวิ่งแจ้นมาถึงนี่?"
"ปากดีนักนะนังเด็กคนนี้!" ลุงเนตรหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธที่ถูกเด็กสาวต่อปากต่อคำต่อหน้าลูกบ้าน "แกอย่าลืมนะว่าตระกูลของแกเคยเกือบจะเสียที่ดินแปลงนี้ให้ฉันเพราะจำนองไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันใจดี... ป่านนี้แกคงไม่มีที่ซุกหัวนอน! และถ้าแกยังทำตัวเสื่อมเสียแบบนี้ ฉันในฐานะผู้ใหญ่บ้านมีสิทธิ์ที่จะทบทวนสิทธิ์การครอบครองที่ดินของแก!"
บรรยากาศรอบบริเวณพลันเยียบเย็นลงทันที พันธกานต์ก้าวเท้าขนาบข้างรินรดา ร่างกายกำยำแผ่รังสีคุกคามแบบทหารสนามรบออกมาอย่างชัดเจน จนลุงเนตรและชาวบ้านด้านหลังต้องถอยกรูดโดยสัญชาตญาณ
"ผู้ใหญ่พูดเรื่องสิทธิ์การครอบครอง... ระวังคำพูดหน่อยจะดีกว่านะครับ" พันธกานต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "เอกสารสิทธิ์ทั้งหมดอยู่ในมือผม และผมเองที่เป็นคนช่วยเคลียร์หนี้สินทั้งหมดให้รินรดาถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ หากใครยังกล้าปล่อยข่าวลือเสียหาย หรือคิดจะใช้อำนาจมิชอบมาฮุบที่ดินชาวบ้าน... ผมคงต้องใช้วิธีของทหารนอกราชการมาเคลียร์ให้เข้าใจตรงกัน"
สายตาดุดันที่มองมาทำให้ลุงเนตรกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้จะอยากต่อปากต่อคำ แต่บารมีและความน่ากลัวของพันธกานต์ในคราบชายหนุ่มบ้านไร่แต่แววตาเด็ดเดี่ยว ทำให้ผู้ใหญ่บ้านไม่กล้าท้าทายอำนาจมืดตรงหน้า
"ฝ... ฝากไว้ก่อนเถอะแก!" ลุงเนตรสะบัดหน้าหนีด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะต้อนชาวบ้านล่าถอยออกไปจากรั้วทันที
รินรดาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ร่างกายที่เกร็งเครียดผ่อนคลายลง เธหันไปมองหน้าพันธกานต์ด้วยความรู้สึกขอบคุณลึกซึ้ง "ขอบคุณมากนะครับผู้กอง ถ้าไม่ได้คุณ... ผมคงต้องเสียเวลาเถียงกับคนพวกนั้นอีกนาน"
"เรียกผมว่าพันธกานต์เฉยๆ ดีกว่าครับ" ชายหนุ่มระบายยิ้มอบอุ่น มือหนายื่นออกไปปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนกลุ่มผมนุ่มของหญิงสาวอย่างเป็นธรรมชาติ "เรื่องแค่นี้เอง... ว่าแต่ เมื่อกี้คุณบอกว่าอยากจะตบหน้าพวกเขาด้วยผลผลิตและฝีมือการทำอาหารไม่ใช่หรือครับ? ตอนนี้พวกเขายังยืนออกันอยู่แถวรั้วบ้านหลังนู้น... เรามาทำเมนูเด็ดที่กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วหมู่บ้านกันดีกว่าไหม?"
ดวงตากลมโตของรินรดาเป็นประกายขึ้นมาทันที ความคิดสร้างสรรค์ในฐานะเชฟมืออาชีพพุ่งพล่าน เธอยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ "ความคิดเยี่ยมมากครับ... ถ้าอย่างนั้น วันนี้เราจะทำ **'ผัดกะเพราป่าเนื้อตุ๋นพริกแห้งโบราณ'** กัน!"
รินรดาก้าวเข้าไปในครัว เปิดมิติลับหยิบเนื้อวัวชั้นดีที่หมักด้วยสมุนไพรพิเศษจากในมิติ ออกมาเตรียมพร้อม พร้อมกับเด็ดใบกะเพราป่าสีเขียวเข้มที่ส่งกลิ่นหอมฉุนรุนแรงเป็นเอกลักษณ์ เธอก่อไฟในเตาถ่านจนไฟลุกโชน ตั้งกระทะเหล็กใบเก่งจนร้อนจัด เสียง *ฉ่า!* ดังสนั่นเมื่อก้อนมันเนื้อละลายลงไป ตามด้วยการโขลกพริกขี้หนูสวนกับกระเทียมไทยจนแหลกละเอียดแล้วโยนลงไปผัดจนกลิ่นหอมฟุ้งทะลุทะลวงอากาศ
กลิ่นหอมเผ็ดร้อนของใบกะเพราป่าผสานกับกลิ่นเนื้อตุ๋นเข้มข้นลอยล่องไปตามกระแสลม พัดผ่านกิ่งไม้และทุ่งนาตรงไปยังกลุ่มของลุงเนตรที่ยังยืนหน้าบึ้งอยู่ไม่ไกล กลิ่นหอมเย้ายวนนั้นรุนแรงเสียจนคนที่กำลังนินทาอยู่ถึงกับต้องหยุดชะงัก กลืนน้ำลายเอื้อมมือมาลูบท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว
รินรดาตักผัดกะเพราป่าสีสันน่ารับประทานใส่จาน ราดลงบนข้าวสวยร้อนๆ ที่หุงจากข้าวไร่หอมมะลิใหม่ ท็อปด้วยไข่ดาวกรอบนอกนุ่มในที่ไข่แดงเยิ้มกำลังดี เธอยื่นจานแรกให้พันธกานต์
"ชิมฝีมือฉันหน่อยสิครับ... เอ๊ย ฝีมือฉันหน่อยค่ะ!" เธอยิ้มร่า
พันธกานต์รับจานข้าวมา ตักคำแรกเข้าปาก ความเผ็ดร้อน หอมกลิ่นใบกะเพราป่า และความนุ่มละมุนของเนื้อทำให้รสชาติระเบิดในปากอย่างยอดเยี่ยม เขาสบตากับเธอด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ "อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองเลยครับ... รับรองว่ากลิ่นนี้ต้องทำให้คนข้างนอกนั่นนอนไม่หลับไปทั้งคืนแน่ๆ"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความสุขและกลิ่นหอมเย้ายวน เสียงเคาะประตูรั้วดังขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง
รินรดากับพันธกานต์หันไปมองพร้อมกัน ร่างของหญิงสาววัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐานผู้หนึ่งก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก และคำพูดที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของรินรดาต้องแข็งค้างทันที
"สวัสดีจ่ะ... หลานรัก ไม่คิดเลยสินะว่าฉันจะมาเยี่ยมถึงที่นี่?"
--------------------------------------------------------------
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ฟาร์มเมอร์สุขใจ" มาโดยตลอดนะครับ
กับดักกะเพราป่ากับสามีนักรบผู้หวงที่ดิน•ตอนที่ 10
ข่าวลือที่น่ารำคาญ
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักกะเพราป่ากับสามีนักรบผู้หวงที่ดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!