ปลายนิ้วของเกrทที่พยายามเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของพิมพ์ ต้องชะงักค้างกลางอากาศ เมื่อฝ่ามือหนาอีกข้างหนึ่งเข้ามายึดข้อมือของเขาไว้ด้วยแรงบีบที่หนักหน่วงจนกระดูกลั่นเบาๆ
ธันวาไม่ได้ใช้กำลังกระชาก แต่ดวงตาคมกริบที่มักจะมีประกายขี้เล่นเสมอในยามปกติ ตอนนี้กลับว่างเปล่าและเย็นเยียบราวกับพื้นสนามบาสเกตบอลในคืนฤดูหนาว ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพื้นที่หน้าคณะอักษรศาสตร์ในเสี้ยววินาทีนั้น จนเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปบนถนนใหญ่ยังฟังดูไกลออกไป
"ถ้าคุณเกรทไม่อยากให้มือถือหลุดจากมือจนจอแตก ผมแนะนำให้ถอยหลังไปสามก้าวครับ" เสียงทุ้มต่ำของธันวาเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ แต่ทุกคำพูดเคลือบไว้ด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวเหมือนจะเบาบางลง
เกรทกัดฟันกรอด ดวงตาคู่คมฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด เขาสบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของธันวาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน "อ้าว นึกว่าใคร... กัปตันทีมบาสผู้แสนดีนี่เอง นึกว่าจะมัวแต่ไปวุ่นวายเรื่องปัญหาครอบครัวจนไม่มีเวลามาดูแลคนของตัวเองซะอีกนะธันวา"
ชื่อของ 'พ่อ' ที่ถูกพ่นออกมาจากปากของเกrท ทำให้ธันวาขยกกรามแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นเล็กน้อย ภาพความกดดันจากห้องทำงานของบิดาเมื่อตอนบ่ายยังคงวนเวียนอยู่ในหัว สมองของเขาประมวลผลความตึงเครียดทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน ทั้งปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกที่บ้าน และไอ้ท่าทางคุกคามที่เกrทแสดงออกต่อพิมพ์
แต่ก่อนที่ธันวาจะทันได้ตอบโต้อะไร มือเรียวบางของพิมพ์ก็เอื้อมมาแตะที่แขนเสื้อด้านซ้ายของเขาเบาๆ
สัมผัสที่แผ่วเบานั้นทรงพลังยิ่งกว่าการตะโกนห้ามปราม ธันวาก้มลงมองพิมพ์ ชั่วพริบตาที่สบตากัน ความเกรี้ยวกราดในแววตาของนักกีฬาหนุ่มก็มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเหนื่อยล้า พิมพ์ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่แววตาสีเข้มคู่นั้นกำลังบอกเขาว่า *'พอเถอะนะ อย่าเอาตัวไปเกลือกกลุ้มกับคนแบบนี้เลย'*
"ดอกไม้นี่... คุณเก็บกลับไปเถอะค่ะเกรท" พิมพ์หันไปสบตากกับเกรทด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่มั่นคง ไม่มีแววหวาดกลัวหรือสั่นเครือแม้แต่น้อย "แล้วก็... กรุณาให้เกียรติชีวิตส่วนตัวของฉันด้วยค่ะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันมากไปกว่าเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย"
เกรทหน้าเสียไปชั่วขณะเมื่อเจอคำพูดตัดเยื่อใยต่อหน้าธันวา เขากำช่อดอกไม้ในมือแน่นจนกระดาษห่อเริ่มยับยู่ยี่ ก่อนจะโยนมันลงถังขยะใกล้ๆ อย่างหัวเสีย "แล้วเธอจะเสียใจที่เลือกเด็กมีปัญหาอย่างมัน พิมพ์!" พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินกระแทกเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศรอบตัวกลับคืนสู่ความปกติ แต่ความเหนื่อยล้ายังคงเกาะกุมหัวใจของธันวา เขาถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ ปล่อยไหล่ที่เกร็งตึงให้ผ่อนคลายลง ก่อนจะเสมองไปทางอื่นด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อยากให้พิมพ์ต้องมาเห็นมุมแย่ๆ ของตัวเอง
"เหนื่อยมากไหมครับ..." เสียงหวานนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ธันวาหันกลับมามอง พิมพ์กำลังยืนมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่างเหินที่ลดลง และถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ก้าวถอยหนีเหมือนทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้ในยามวิกฤต
"ผม... ดูแย่มากเลยใช่ไหมครับพิมพ์" ธันวาฝืนยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่มักจะสดใสเสมอในตอนนี้กลับดูฝืนจนน่าใจหาย "ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องมาเห็นเรื่องวุ่นวายพวกนี้... ทั้งเรื่องที่เกrทมากวนใจ แล้วก็เรื่อง... ที่คุณพ่อของผม"
พิมพ์ส่ายหัวช้าๆ แววตาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสิ่งที่ธันวาต้องแบกรับ "คุณไม่ได้ดูแย่หรอกค่ะธันวา... เพียงแต่คุณชอบแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวต่างหาก"
คำพูดนั้นสะดุดเข้ากลางใจของธันวาอย่างจัง เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มองใบหน้าหวานที่ฉายแววความเห็นใจอย่างลึกซึ้ง พิมพ์สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนได้กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอ
"ฉันอาจจะไม่ได้รู้เรื่องบาสเกตบอล หรือเข้าใจโลกของผู้ชายที่ต้องแข่งขันกันตลอดเวลาหรอกนะคะ..." พิมพ์เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น มือเรียวประสานกันไว้ด้านหน้า "แต่ฉันรู้ว่า... การต้องทำตามความคาดหวังของคนที่เรารัก แต่มันไม่ใช่ทางที่เราอยากเดิน มันอึดอัดแค่ไหน"
ธันวาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เขาไม่เคยเล่าเรื่องลึกซึ้งในครอบครัวให้พิมพ์ฟังโดยละเอียด แต่เธอกลับเข้าใจมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"คุณพ่อของคุณ... ท่านคงรักคุณในแบบของท่านนะคะธันวา" พิมพ์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาสุกใสสะท้อนภาพเงาของเขาอยู่ข้างใน "เพียงแต่วิธีการของท่านมันอาจจะทำร้ายจิตใจคุณ... แต่จำไว้เถอะนะคะว่า ต่อให้คนทั้งโลกจะมองว่าคุณต้องชนะ ชูตให้ลง หรือต้องเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา... แต่ถ้าวันไหนที่คุณเหนื่อยจนชูตไม่ไหว..."
พิมพ์หยุดพูดไปชั่วขณะ เธอกลืนน้ำลายลงคอเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะเบาๆ ที่หลังมือหนาของธันวาที่กำไว้ข้างลำตัว สัมผัสอุ่นซ่านส่งผ่านผิวเนื้อเข้าสู่หัวใจของนักกีฬาหนุ่มอย่างรวดเร็ว
"...คุณไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ค่ะ ธันวาในแบบที่เป็นตัวคุณเอง... ก็มีค่ามากพอแล้ว"
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนในวินาทีนั้น หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความเครียดจากสนามบาสและแรงกดดันจากครอบครัว กลับเต้นเป็นจังหวะใหม่ที่อบอุ่นและหนักแน่น ธันวารู้สึกได้ถึงขอบตาที่ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกพรั่งพรูที่อัดอั้นมานานนับเดือน ถูกปลดปล่อยออกมาผ่านสายตาที่มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ
เขาอยากจะดึงเธอเข้ามาสวมกอดไว้แน่นๆ เพื่อขอบคุณสำหรับพลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะได้ขยับไปสัมผัสตอบรับความรู้สึกนั้น...
"พี่ธันวาคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!"
เสียงตะโกนกระหืดกระหอบดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบงัน พร้อมกับร่างของรุ่นน้องในทีมบาสเกตบอลที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหยุดยืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้า สีหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด
ธันวาสดุ้งเล็กน้อย รีบดึงสติกลับมาแล้วหันไปมองรุ่นน้องด้วยความตกใจ "มีอะไรวะไอ้จ่อย? ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ พูด"
รุ่นน้องกอบโกยอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของธันวาเย็นเฉียบลงในพริบตา
"โค้ช... โค้ชวุฒิประกาศลาออกจากทีมแล้วครับ! แถม... แถมตอนนี้คุณพ่อของพี่ธันวากำลังอยู่ที่ห้องประชุมใหญ่ กำลังคุยกับทางอธิการบดีเรื่อง... เรื่องยุบชมรมบาสเกตบอลครับ!"
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ธันวาและพิมพ์ก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปด้วยกันนะครับ!
Dunk into Your Heart: ชู้ตให้ลงกลางใจเธอ•ตอนที่ 45
พิมพ์ช่วยพูด
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Dunk into Your Heart: ชู้ตให้ลงกลางใจเธอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!