"ผมให้เวลาคุณถึงสิ้นเทอมนี้ ธันวา... ถ้าเกรดเฉลี่ยของคุณยังดึงไม่ขึ้น และยังเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทิ้งไว้บนพื้นสนามปาร์เกต์เก่าๆ นั่น เตรียมตัวเก็บกระเป๋าไปเรียนต่อบริหารที่บอสตันได้เลย"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของท่านประธานธนาคารชื่อดังยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าผมจะเดินออกมาจากห้องทำงานส่วนตัวที่หรูหรานั้นนานนับสิบนาทีแล้วก็ตาม กลิ่นอายของกาแฟราคาแพงและกระดาษเอกสารนับร้อยฉบับยังติดอยู่ที่ปลายจมูก ทว่าสิ่งที่หนักอึ้งยิ่งกว่าคือความรู้สึกเหมือนมีหินผาก้อนมหึมามาถ่วงไว้ที่กลางอก
สนามบาสเกตบอลกลางแจ้งของมหาวิทยาลัยยามเย็นในเวลานี้เงียบสงบ ไม่มีเสียงรองเท้าผ้าใบเสียดสีกับพื้นปาร์เกต์ ไม่มีเสียงลูกบาสกระทบห่วงเหล็ก มีเพียงผมที่ยืนถือลูกบาสเกตบอลสีส้มเก่าๆ ไว้ในมือ ฝ่ามือข้างที่ใช้ชู้ตลูกตัดสินชัยชนะมานับครั้งไม่ถ้วนกลับชื้นเหงื่อและความสั่นเทาเล็กๆ ที่ผมเกลียดชันมันเหลือเกิน
ความกดดันไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม ในฐานะกัปตันทีมบาสเกตบอลมหาวิทยาลัย และในฐานะลูกชายคนเดียวของตระกูลที่ถูกคาดหวังให้สืบทอดอาณาจักรธุรกิจ ผมชินกับการต้องแบกความคาดหวังของทุกคนไว้บนบ่าเสมอ แต่ครั้งนี้... สายตาของพ่อไม่ได้มองผมด้วยความคาดหวังอีกต่อไปแล้ว ท่านมองผมด้วยความผิดหวัง และนั่นคือสิ่งที่คมกริบยิ่งกว่าใบมีด
"ธันวา..."
เสียงเรียกแผ่วเบาที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสอุ่นๆ ที่แตะลงบนหัวไหล่ขวา พิมพ์ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย เธอถือแก้วชาอุ่นๆ ในมือ สภาพชุดนักศึกษาที่เรียบร้อยตัดกับบรรยากาศตึงเครียดรอบตัวเราได้อย่างสิ้นเชิง
ผมรีบซ่อนความอ่อนล้าไว้ภายใต้รอยยิ้มกว้างตามสไตล์ที่ทุกคนคุ้นเคย พยายามดึงพลังงานบวกของตัวเองกลับมาให้เร็วที่สุด แม้ว่าข้างในจะพังทลายลงมาครึ่งหนึ่งแล้วก็ตาม
"อ้าว พิมพ์... เลิกเรียนแล้วเหรอครับ ทำไมยังไม่กลับหอพักล่ะ เดี๋ยวนี้เริ่มดึกแล้วอันตรายนะ" ผมหันไปหาเธอ พยายามทำเสียงให้ร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้
พิมพ์ไม่ได้ยิ้มตอบเหมือนทุกครั้ง เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของผม ผู้หญิงคนนี้มักจะอ่านใจผมออกเสมอ แม้ว่าผมจะพยายามสร้างกำแพงรอยยิ้มหนาเตอะแค่ไหนก็ตาม เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางแก้วชาลงบนม้านั่งหินอ่อนข้างสนาม แล้วเอื้อมมือมาดึงลูกบาสเกตบอลออกจากมือผมอย่างนิ่มนวล
"เลิกทำเป็นเข้มแข็งสักวันจะได้ไหมคะ... ธันวา"
น้ำเสียงของพิมพ์นุ่มนวลแต่จริงจังจนผมสะอึก รอยยิ้มที่ผมพยายามประคับประคองไว้หลุดรุ่ยลงทันที หัวใจที่พยายามแข็งแกร่งมาตลอดเกิดรอยร้าวลึกขึ้นมาอีกจุด เมื่อเจอความอ่อนโยนของเธอกะเทาะเปลือกนอกออก
"ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย..." ผมหลบสายตา มองไปที่แป้นบาสเกตบอลเก่าๆ เบื้องหน้า "ก็แค่... คิดอะไรเพลินๆ น่ะครับ"
"คุณโกหกไม่เก่งเลยรู้ไหมคะ" พิมพ์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กที่เธอใช้ช่วยให้ประสาทตึงเครียดของผมผ่อนคลายลงเล็กน้อย "มินนี่เล่าให้ฟังหมดแล้ว... เรื่องที่คุณพ่อของคุณมาหาที่คณะเมื่อบ่ายนี้ และเรื่องที่คุณเกรทพยายามเอาเรื่องนี้ไปพูดแซะคุณในกลุ่มนักศึกษาปีสี่"
ไอ้เกรท... ผมกัดกรามแน่นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาผสมโรงกับความเครียดเรื่องพ่อ เกรทไม่เคยปล่อยให้โอกาสไหนหลุดมือที่จะเหยียบย่ำผม ยิ่งตอนนี้มันรู้ว่าผมกำลังมีปัญหาเรื่องครอบครัว มันยิ่งใช้ทุกวิถีทางในการเป่าหูคนในทีมว่าผมไม่มีสมาธิพอจะเป็นกัปตันต่อ
"ช่างมันเถอะครับ" ผมถอนหายใจยาวเหยียด ทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง "พ่อผมก็แค่... อยากให้ผมเรียนบริหารอย่างจริงจัง ท่านมองว่าบาสเกตบอลมันเป็นแค่เรื่องเล่นๆ ของเด็กวัยรุ่น ไม่ใช่เส้นทางชีวิต... ท่านบอกว่าถ้าผมยังดึงเกรดไม่ขึ้นและยังดื้อดึงจะเล่นบาสต่อไป ผมอาจจะต้องไปเรียนต่อที่บอสตัน... ไปไกลจากที่นี่... ไกลจากทีม... และ..."
ผมหยุดชะงักไปดื้อๆ คำว่า *'ไกลจากคุณ'* มันจุกอยู่ที่คอจนพูดไม่ออก ผมเพิ่งจะได้หัวใจดวงนี้มาครอบครอง เพิ่งจะได้เรียนรู้ความหมายของการชู้ตลูกให้ลงกลางใจใครสักคนอย่างแท้จริง แต่ตอนนี้ โชคชะตากลับกำลังจะพรากทุกอย่างไปจากผมทีละน้อย
พิมพ์นั่งลงข้างๆ ความอบอุ่นจาก4ตัวของเธอส่งผ่านมาถึงผมผ่านเนื้อผ้าของเสื้อเชير เธอไม่ได้พูดคำปลอบใจหวานเลี่ยนแบบที่คนอื่นชอบทำ เธอกลับคว้ามือใหญ่ทั้งสองข้างของผมขึ้นมาจับไว้ ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบเล็กน้อยแต่กลับกุมมือผมไว้แน่นมั่นคง
"จำวันที่เราแข่งรอบคัดเลือกได้ไหมคะ?" พิมพ์เงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาของเธอมุ่งมั่นและเต็มไปด้วยความเชื่อ
ผมพยักหน้าน้อยๆ "จำได้สิครับ วันนั้นคุณมาเชียร์ผมจนเสียงแหบเลยนี่"
"วันนั้นคุณบอกฉันว่ายังไงคะ... คุณบอกว่า 'ตราบใดที่ลูกบาสยังอยู่ในมือ และเสียงหัวใจยังเต้นอยู่ เราไม่มีวันแพ้จนกว่าเสียงนกหวีดหมดเวลาจะดังขึ้น' ไม่ใช่เหรอ?"
คำพูดของเธอเหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง กระตุ้นไฟในตัวที่เกือบจะมอดดับให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง รอยยิ้มจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพิมพ์ รอยยิ้มที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาตลอดชีวิตการเป็นนักกีฬา
"พิมพ์..." ผมพึมพำชื่อเธอเบาๆ ความรู้สึกอัดMอั้นในอกเริ่มคลายตัวลง ผมดึงเธอเข้ามากอดไว้แน่นซบใบหน้าลงกับลาดไหล่เล็กเพื่อสูดความอบอุ่นและพลังใจจากเธอ "ขอบคุณนะครับ... ขอบคุณที่อยู่ข้างๆ ผมเสมอตลอดเวลาที่ผมแย่ที่สุด"
"ฉันไม่เคยไปไหนหواกค่ะ ธันวา" พิมพ์กอดตอบผมแน่นไม่แพ้กัน ฝ่ามือเรียวลูบหลังผมเบาๆ อย่างปลอบโยน "เราจะสู้ไปด้วยกันนะคะ ไม่ว่าปัญหาของคุณพ่อจะยากแค่ไหน หรือนายเกรทจะหาเรื่องอะไรมาป่วนอีก พวกเรา... จะผ่านมันไปด้วยกัน"
บรรยากาศรอบตัวเราอบอวลไปด้วยความรักและความเข้าใจ ความมืดมิดของอนาคตดูเหมือนจะถูกแสงสว่างจากความห่วงใยของพิมพ์ขับไล่ให้จางลง ผมสัญญากับตัวเองในใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ทั้งเรื่องบาสเกตบอล และเรื่องของเราสองคน
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของเรากำลังประสานเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง
"แหม... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริงครับ กัปตันธันวาผู้ไร้เทียมทาน"
เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากมุมมืดใต้อัฒจันทร์ พร้อมกับร่างสูงโปรดของเกรทที่ก้าวออกมาจากเงาสลัว รอยยิ้มเยาะเย้ยฉาบอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาแต่นัยน์ตากลับเย็นชาไร้ความรู้สึก ในมือของเขามีซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะกำไว้แน่น
ผมผุดลุกขึ้นยืนบังพิมพ์ไว้ข้างหลังทันสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบจ้องมองคู่ปรับตลอดกาลด้วยความระแวดระวัง
"แกมาทำอะไรที่นี่ เกรท?" ผมถามเสียงเย็น
เกรทหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองผมสลับกับพิมพ์ด้วยแววตาสสมเพชเจือความเจ้าเล่ห์ "ฉันก็แค่มารับบรรยากาศยามเย็น... และเอา *'ข่าวดี'* มาบอกนายไงล่ะ ธันวา... ข่าวที่ว่า พ่อของนายเพิ่งเซ็นชื่ออนุมัติเรื่องการโอนย้ายหน่วยกิตไปอเมริกาเมื่อชั่วโมงที่แล้วเองนะ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ธันวาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันนะครับ
Dunk into Your Heart: ชู้ตให้ลงกลางใจเธอ•ตอนที่ 46
รอยร้าวในใจ
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Dunk into Your Heart: ชู้ตให้ลงกลางใจเธอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!