"นายพูดว่าอะไรนะ... เกรท?"
เสียงของผมมันแหบพร่าไปหมด ความรู้สึกเหมือนถูกใครเอาลูกบาสเกตบอลเบอร์เจ็ดอัดเข้าที่ลิ้นปี่อย่างแรงจนจุกแน่น ประโยคที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของคู่ปรับตัวฉกาจเมื่อครู่ ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงก้องธรรมดา แต่มันคือเสียงระฆังเตือนภัยที่ดังระรัวจนสติแทบกระเจิง
การโอนยิตหน่วยกิตไปอเมริกา? พ่อเนี่ยนะ... เซ็นชื่ออนุมัติไปแล้วเมื่อชั่วโมงที่แล้ว?
บ้าชัดๆ! มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อผมเพิ่งทะเลาะกับท่านเรื่องโปรเจกต์ส่งตัวแทนนักกีฬาเยาวชนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และผมก็ยืนยันเสียงแข็งแล้วว่า ผมจะสู้ต่อทั้งเรื่องเรียนและเรื่องบาสที่นี่ ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่มี... คนสำคัญรออยู่
ดวงตาคมกริบของเกรทหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นนั้นช่างน่ารังเกียจเสียจนผมอยากจะพุ่งเข้าไปซัดให้คว่ำคานสนาม คราบเหงื่อไคลจากการซ้อมบาสเมื่อช่วงเย็นที่ยังซึมอยู่ตามไรผมเริ่มเย็นเฉียบ กลายเป็นความหนบหนับที่น่ารำคาญใจ
"หูหนวกหรือไง ธันวา?" เกรทหัวเราะในลำคออีกครั้ง น้ำเสียงเย้ยหยันบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ "หรือว่ามัวแต่เอาเวลาไปติวหนังสือวิชาประวัติศาสตร์วรรณกรรมกับคุณหนูพิมพ์ จนลืมไปว่าอนาคตที่แท้จริงของนายถูกขีดเส้นไว้โดยคุณพ่อท่านประธานบริษัทตั้งแต่เกิดแล้ววะ?"
ผมกำหมัดแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาวซีด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ แรงกดดันมหาศาลจากคำพูดของเกรทไม่ได้ทำให้ผมกลัว แต่มันทำให้ผม 'โกรธ' โกรธความบงการ โกรธความอึดอัดที่ครอบครัวไม่เคยฟังเสียงหัวใจของผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทว่า... ก่อนที่ผมจะทันได้ก้าวเท้าพุ่งเข้าใส่หน้าหร่อๆ ของไอ้คนปากเสีย มือบางนุ่มนวลคู่หนึ่งก็เอื้อมมาแตะที่ข้อศอกของผมเบาๆ แรงกดเพียงนิดเดียวนั้นกลับมีอานุภาพมหาศาลในการดึงสติอันกระเจิดกระเจิงของผมให้กลับคืนสู่ร่าง
ผมหันไปมอง... พิมพ์ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตากลมโตคู่สวยไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกอย่างที่ผมกังวลเลยสักนิด ในทางกลับกัน แววตาของเธอนิ่งสงบ เด็ดเดี่ยว และเต็มไปด้วยพลังใจที่ส่งผ่านมาถึงผมผ่านปลายนิ้วที่สัมผัสอยู่
พิมพ์ไม่ได้พูดอะไรสักคำกับเกรท เธอกลับหันมาสบตาผมตรงๆ มุมปากหยักสวยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ผมเห็นทีไรก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในอกท่ามกลางพายุฝน
"กลับกันเธอะครับ ธันวา" พิมพ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น ทรงพลังพอที่จะทำให้เกรทที่กำลังจะอ้าปากพูดต่อถึงกับชะงักค้างไป "ตรงนี้ไม่มีอะไรที่เราต้องฟังอีกแล้ว"
ผมพยักหน้ารับช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ก่อนจะหันไปมองหน้าเกรทเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่เรียบเฉยที่สุด
"ขอบใจสำหรับข่าวดีปลอมๆ ของนายนะ เกรท" ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "แต่เรื่องของฉัน... ฉันเป็นคนตัดสินใจเอง ไม่ใช่พ่อ... และก็ไม่ใช่แก"
พูดจบ ผมก็หมุนตัวเดินเคียงคู่ไปกับพิมพ์ ทิ้งให้เกรตยืนหน้าเสียอยู่ตรงริมสนามบาสกลางแจ้งที่แสงอาทิตย์สีส้มอมแดงกำลังจะลาลับขอบฟ้า
***
ภายในร้านกาแฟเล็กๆ ใกล้คณะอักษรศาสตร์ บรรยากาศเงียบสงบและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วบด พิมพ์เลือกมุมที่นั่งลับตาคน เป็นโต๊ะไม้ตัวเล็กริมหน้าต่างกระจกที่มองเห็นแสงไฟจากเสาไฟฟ้าริมถนนเริ่มส่องประกายแข่งกับความมืดมิดยามค่ำคืน
บนโต๊ะมีชีทสรุปวิชาประวัติศาสตร์วรรณกรรมกองโต สมุดบันทึกเล่มหนา และปากกาเน้นข้อความหลายสีวางเกะกะเต็มไปหมด แต่วันนี้... สมาธิของผมมันกระจัดกระจายยิ่งกว่าข้าวของบนโต๊ะเสียอีก
ผมนั่งเท้าคาง ถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่สิบของชั่วโมง พิมพ์ที่กำลังก้มหน้าก้มตาจดโน้ตย่อสรุปเนื้อหาสำหรับสอบมิดเทอมสัปดาห์หน้า เงยหน้าขึ้นมองผม แววตาคู่สวยฉายแววเอ็นดูระคนเป็นห่วง
"ถอนหายใจอีกรอบ ฉันจะปรับเงินค่านั่งติวชั่วโมงละร้อยบาทแล้วนะ ธันวา" พิมพ์แกล้งเอ่ยแซובה ยิ้มบางๆ ที่มุมปากช่วยคลายความตึงเครียดในบรรยากาศลงไปได้โข
"โธ่ พิมพ์ครับ... คนกำลังเครียดจนสมองจะระเบิดอยู่แล้ว ยังจะมาซ้ำเติมกันอีกเหรอ" ผมทำหน้าหงิกงอใส่เธออย่างออดอ้อน
พิมพ์วางปากกาลงในมือ ประสานมือทั้งสองข้างวางไว้บนโต๊ะแล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้ผมขึ้นอีกนิด ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของผม "ฉันรู้ว่าเรื่องที่เกรย์พูดมันกวนใจคุณอยู่... เรื่องคุณพ่อ เรื่องการโอนยิตหน่วยกิต... มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยใช่ไหมล่ะ?"
ผมเม้มริมฝีปากแน่น เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยอมรับตามตรงด้วยความรู้สึกอัดอั้น "มันคือเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนี้เลยต่างหาก พิมพ์... พ่อผมคาดหวังไว้สูงมาก ท่านอยากให้ผมเรียนบริหารธุรกิจ จบแล้วไปบริหารบริษัทนำเข้าส่งออกต่อจากท่าน การที่ผมมาเล่นบาส ติดทีมมหาวิทยาลัย และเลือกเรียนคณะบริหารควบคู่ไปกับการทำตามความฝัน... สำหรับท่านแล้ว มันเหมือนเด็กเอาแต่ใจที่กำลังเล่นขายของอยู่"
ผมเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก้มมองมือตัวเองที่วางอยู่บนตัก "แล้วยิ่งไอ้เรื่องย้ายไปอเมริกา... ถ้าพ่อเซ็นอนุมัติจริงตามที่เกรทพูด ผมจะทำยังไงดีล่ะ? ทีมบาสกำลังจะแข่งรอบชิงชนะเลิศระดับมหาวิทยาลัยในอีกสองเดือนข้างหน้า... และที่สำคัญที่สุด..."
ผมเงยหน้าขึ้นสบตาพิมพ์ ดวงตาของผมไหวระริกอย่างปิดไม่มิด "ผมยังไม่อยากไปไหนทั้งนั้น... ผมไม่อยากไปจากที่นี่ ที่ที่มีคุณอยู่"
หัวใจของผมเต้นแรงระรัว ไม่ใช่เพราะความโกรธเหมือนตอนอยู่สนามบาส แต่เป็นเพราะความกลัว... ความกลัวที่จะสูญเสียช่วงเวลาที่มีค่าเหล่านี้ไป พิมพ์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอลึกล้ำเกินกว่าที่ผมจะคาดเดาได้ เธอยื่นมือเรียวบางมาวางทับลงบนหลังมือของผมที่วางอยู่บนโต๊ะสัมผัสอุ่นๆ นั้นทำให้ความหนาวเหน็บในใจผมมลายหายไปในพริบตา
"ธันวาฟังฉันนะ..." พิมพ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง ชวนให้รู้สึกเชื่อมั่นอย่างไร้เงื่อนไข "คุณจำวันที่เราตกลงกันว่าจะช่วยกันเรียน ช่วยกันซ้อมได้ไหม?"
ผมพยักหน้ารับช้าๆ
"ปัญหาของคุณตอนนี้ ไม่ใช่การเลือกระหว่าง 'เรียน' กับ 'บาส' หรือแม้แต่การเลือกระหว่าง 'ครอบครัว' กับ 'ความฝัน' หรอกนะ..." พิมพ์เลื่อนสมุดบันทึกเล่มหนามาตรงหน้าผม ในนั้นมีการวางแผนตารางเวลาชีวิตประจำวันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยลายมือตัวบรรจงสวยงาม
"แต่มันคือการ 'จัดการเวลา' และการ 'สื่อสาร' ต่างหากที่คุณยังขาดความสมดุล" พิมพ์ใช้นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ลงบนตารางในสมุด
ผมก้มลงมองตารางนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ในนั้นถูกแบ่งสัดส่วนไว้อย่างชัดเจน
- 06:00 - 08:00 น. : วอร์มอัพร่างกายและทบทวนบทเรียนตอนเช้า
- 09:00 - 16:00 น. : เวลาเรียนและทบทวนตำรากับพิมพ์
- 16:30 - 19:00 น. : ซ้อมบาสเกตบอลกับทีม
- 20:00 - 22:00 น. : เคลียร์การบ้าน ทบทวนวิชาการ และ... 'เวลาพูดคุยอัปเดตชีวิตกับคุณพ่อ'
ผมเงยหน้าขึ้นมองหน้าพิมพ์ด้วยความทึ่ง "นี่... นี่เธอทำตารางนี้ให้ผมเหรอ?"
"ฉันทำตั้งแต่วันที่คุณบอกว่าเริ่มเครียดเรื่องเกรดตกแล้วล่ะ" พิมพ์ยิ้มหวานจนตาหยี รอยยิ้มนั้นทำเอาใจผมละลายยวบ "ธันวาเป็นกัปตันทีมบาสที่เก่งและมีความรับผิดชอบสูงมาก แต่บางครั้งคุณก็ชอบแบกทุกอย่างไว้คนเดียว คิดว่าตัวเองต้องแข็งแกร่งตลอดเวลาจนลืมมองว่า ตัวเองก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน"
เธอบีบมือผมเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ "ส่วนเรื่องคุณพ่อ... ฉันเชื่อว่าท่านไม่ได้อยากบังคับให้คุณไม่มีความสุขหรอก ท่านแค่อาจจะยังไม่เห็น 'หลักฐาน' ที่ชัดเจนว่าคุณสามารถทำทั้งสองอย่างได้ดีพร้อมๆกัน ถ้าคุณพิสูจน์ให้ท่านเห็นด้วยเกรดเฉลี่ยที่ดีขึ้น และความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลดลง... ท่านไม่มีทางใจร้ายตัดอนาคตในทีมบาสที่คุณรักหรอก"
คำพูดของพิมพ์เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องทะลุกลุ่มเมฆหมอกหนาทึบในหัวของผม ทุกอย่างมันกระจ่างชัดเจนขึ้นมาในสมอง ความกดดันที่แบกไว้บนบกเริ่มเบาบางลงเหลือเพียงความฮึกเหิมที่จะลุยต่อ
ผมระบายยิ้มกว้างออกมาได้เต็มที่อีกครั้ง ขยับตัวเข้าไปใกล้เธอจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมสลวย
"มีที่ปรึกษาคนสำคัญแบบนี้... สงสัยผมต้องจ้างเธอด้วยหัวใจตลอดชีวิตซะแล้วล่ะมั้งครับเนี่ย" ผมแกล้งหยอดคำหวานใส่เธอด้วยแววตาระยิบระยับ
พิมพ์หน้าแดงขึ้นสีระเรื่อทันที เธอยกหนังสือประวัติศาสตร์วรรณกรรมขึ้นมาเคาะหัวผมเบาๆ แก้เขิน "ปากหวานนักนะ กัปตัน! อ่านหนังสือต่อเลย เดี๋ยวฉันจะตรวจการบ้านวิชาคำนวณของคุณด้วย อย่าหวังว่าจะรอดเชียว"
เสียงหัวเราะเบาๆ ของเราสองคนดังเคล้าคลอไปกับเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ที่เปิดคลอในร้านกาแฟ บรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยพลังบวก ทำให้ค่ำคืนนี้กลายเป็นคืนที่ผมรู้สึกมีความสุขที่สุดในรอบหลายเดือน
ทว่า... ความสงบสุขมักอยู่กับเราได้ไม่นานนัก
ในจังหวะที่ผมกำลังก้มลงเปิดหน้าหนังสือตามที่พิมพ์บอก เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของผมก็สั่นครืดคราดขึ้นมาขัดจังหวะ หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของผมค้างเติ่งไปในทันที
**'คุณพ่อ'**
ผมชะงักค้าง มือที่กำลังถือปากกาอยู่สั่นเทาเล็กน้อย พิมพ์สังเกตเห็นความผิดปกติ เธอวางมือลงบนแขนผมและมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยแววตากังวล
ผมสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วกดรับสาย พร้อมกับเปิดสปีดเกอร์โฟนให้พิมพ์ได้ยินด้วยกัน
"ธันวา..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของพ่อดังลอดออกมาจากปลายสาย น้ำเย็นเยียบไหลผ่านสันหลังของผมทันที "พ่อรู้ว่าลูกอยู่ที่ร้านกาแฟใกล้คณะอักษร... กลับมาคุยกันที่บ้านเดี๋ยวนี้ เอกสารการโอนยิตไปอเมริกามาถึงโต๊ะทำงานพ่อเรียบร้อยแล้ว และพ่อได้นัดหมายกับทางมหาวิทยาลัยที่นู่นไว้เรียบร้อยแล้วด้วย... ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด"
ติ๊ด!
สายถูกตัดวางไปทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้เอ่ยปฏิเสธแม้แต่คำเดียว ความเงียบงันเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารของเราทั้งสองคนในเสี้ยววินาทีนั้น พิมพ์หน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองผมด้วยความตกใจ
ในขณะที่ผมกำลังจะอ้าปากพูดเพื่อปลอบใจพิมพ์ว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นด้านหลังโต๊ะของเรา พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมาบังแสงไฟจากหน้าต่างจนมืดมิด
ผมหันกลับไปมอง... และหัวใจก็แทบหยุดเต้น เมื่อพบว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'พี่ชายแท้ๆ' ของเกรท—ทนายความส่วนตัวของครอบครัวผม ที่บินกลับมาจากอเมริกาเพื่อจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ และในมือของเขามีซองเอกสารสีน้ำตาลตราประทับมหาวิทยาลัยต่างประเทศถือไว้อย่างมั่น
"สวัสดีครับ คุณธันวา... ทางเรามารับตัวคุณกลับไปเซ็นเอกสารรอบสุดท้าย ตามคำสั่งของคุณท่านครับ"
***
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "Dunk into Your Heart: ชู้ตให้ลงกลางใจเธอ" มาจนถึงตอนนี้นะครับ!
Dunk into Your Heart: ชู้ตให้ลงกลางใจเธอ•ตอนที่ 47
ที่ปรึกษาคนสำคัญ
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Dunk into Your Heart: ชู้ตให้ลงกลางใจเธอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!