โลหิต... สีชาดเข้มข้นที่รินไหลลงตามร่องศิลา ไม่ได้ขับเน้นความน่าสะพรึงกลัวของค่ายกลโลหิตหมื่นพิษ หากแต่กลับขับให้ความเงียบงัน ณ หุบเขาผาอสูรนี้ดิ่งลึกลงจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของความตาย
"เหอเจี้ยน... เจ้ายังคงใช้วิธีการสกปรกเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน"
น้ำเสียงของมู่หยางราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่เหลือบมองควันสีม่วงอมดำที่แผ่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินรอบกาย ค่ายกลนี้หาใช่ค่ายกลธรรมดา หากแต่หลอมรวมด้วยโลหิตของยอดฝีมือถึงเก้าสิบเก้าคน เพื่อแปรเปลี่ยนเป็น 'พิษสลายวิญญาณเก้าสัณฐาน' ที่ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ หากพลาดท่าสูดดลมลพิษนี้เข้าไปแม้แต่น้อย เส้นชีพจรปราณทั่วร่างจะถูกแช่แข็งและเน่าเปื่อยภายในสามลมหายใจ
จ้าวสำนักเหอแห่งสำนักกระบี่มารโลหิตหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของมันแหบพร่าคล้ายเสียงโลหะเสียดสีกัน "ฮ่าๆๆ... มู่หยาง เจ้าเด็กโง่ วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของข้า วิถีกระบี่เดียวดายของตระกูลมู่สูญสิ้นไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน เจ้ายังดึงดันจะฟื้นคืนชีพซากศพขึ้นมาทำไมกัน? ยอมจำนนแต่โดยดี แล้วข้าจะไว้ชีวิตให้เจ้าตายอย่างสบายสักหน่อย!"
มู่หยางไม่ตอบคำถาม ร่างกายของเขายังคงตั้งตรงดั่งต้นสนกลางพายุ ปราณกระบี่สีครามจางๆ หมุนวนรอบตัวเป็นชั้นบางๆ เพื่อต้านทานแรงกดดันจากค่ายกล แต่มู่หยางย่อมรู้ดีแก่ใจ... ปราณคุ้มกายนี้ต้านพิษได้ไม่เกินหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) เป็นแน่
*ฟึบ!*
ผู้อาวุโสสำนักกระบี่มารโลหิตผู้หนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาจากเงาดำ รวดเร็วดั่งอสุนีบาต คมกระบี่อาบพิษสีเขียวมรกตพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายบริเวณหว่างคิ้วของมู่หยางอย่างไร้ความปรานี
มู่หยางหรี่ตาลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวดีดเข้าที่ด้ามกระบี่บินข้างเอวเบาๆ เสียง "กริ๊ง" ใสราวน้ำค้างแข็งดังขึ้น พร้อมกับประกายกระบี่ที่วาดออกเป็นเสี้ยวจันทร์เสี้ยวหนึ่ง ปะทะเข้ากับคมกระบี่มารอย่างแม่นยำ
*เคร้ง!*
ประกายไฟแตกกระจายสว่างวาบ ทว่า ในจังหวะที่กระบี่ทั้งสองปะทะกันนั้นเอง ละอองพิษละเอียดดั่งหมอกควันสีม่วงที่ซ่อนอยู่ปลายกระบี่ของศัตรู กลับอาศัยจังหวะลมปราณสะท้อน ซัดเข้าสู่ใบหน้าของมู่หยางโดยตรง!
"แย่แล้ว..." มู่หยางขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกเย็นเยียบวาบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเข้าสู่หัวใจในชั่วพริบตา พิษเหมันต์ไร้เสียงนี้กัดเซาะเส้นชีพจรลมปราณของเขาจนชาด้าน เขารู้สึกได้ถึงรสชาติคาวเลือดที่ตีตื้นขึ้นมาที่ลำคอ ร่างกายเซถอยหลังไปสามก้าว พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นจุลภายใต้แรงกระแทก
จ้าวสำนักเหอยิ้มเยาะด้วยความสะใจ "สมเป็นวิถีกระบี่เดียวดาย... น่าเสียดายที่ความเย่อหยิ่งของเจ้า จะกลายเป็นสิ่งแรกที่ส่งเจ้าลงสู่ขุมนรก!"
ทว่า ในวินาทีที่มู่หยางเกือบจะพลาดท่าและกำลังจะชักกระบี่เล่มหลักออกจากฝักเพื่อแลกชีวิต อุณหภูมิโดยรอบก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ราวกับฤดูใบไม้ผลิถูกแช่แข็งด้วยความหนาวเหน็บแห่งแดนเหนือในชั่วพริบตา!
เกล็ดน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์นับหมื่นโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้ายามค่ำคืน ทั้งที่ไม่มีแม้แต่ก้อนเมฆฝน เสียงดนตรีคล้ายเสียงพิณโบราณดังแว่วมาตามสายลม เย็นเยือก บาดลึก และกดขี่จิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้นให้สั่นสะท้าน
ผู้อาวุโสสำนักกระบี่มารโลหิตที่กำลังจะพุ่งเข้ามาซ้ำเติมพลันชะงักงด ร่างกายของมันแข็งค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด เมื่อก้มลงมองที่เท้า... พบว่าน้ำแข็งสีขาวโพลนกำลังลุกลามขึ้นมาตามข้อเท้าและแช่แข็งโลหิตในกายมันจนหยุดไหลในพริบตา!
"ใครกัน!?" จ้าวสำนักเหอคำรามลั่นด้วยความตื่นตระหนก กวาดสายตามองไปยังจุดสูงสุดของหน้าผา
ณ ที่นั้น... บนกิ่งไม้สนที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา ปรากฏร่างระหงของสตรีชุดขาวบริสุทธิ์นางหนึ่งยืนอยู่ นางถือร่มกระดาษน้ำ油สีขาว ปอยผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้ารูปไข่ซ่อนอยู่หลังผ้าแพรบางเบา ทว่า ดวงตาคู่คู่นั้นกลับเย็นชาดั่งน้ำแข็งหมื่นปี ทรงอำนาจและสง่างามจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา
ไป๋หลิง... นางเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ ก้าวลงมาจากยอดเขาหมอกหิมะแล้ว
สายตาคู่เย็นชาของนางกวาดมองกลุ่มคนของสำนักกระบี่มารโลหิตเพียงแวบเดียว ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของมู่หยางที่กำลังคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นเพื่อสะกดพิษในกาย นางขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ
"ผู้ชายโง่เขลา... เจ้าคิดจะตายอยู่ที่นี่จริงๆ หรือไง?" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันทั้งหมดลงในประโยคเดียว
มู่หยางเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง มุมปากหยักยิ้มฝืนๆ แม้พิษร้ายจะกัดกินหัวใจ แต่นัยน์ตาของเขายังคงทระนง "ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก... ข้ายังไม่ได้จัดการหนี้โลหิตพวกนี้"
ไป๋หลิงแค่นเสียง "หึ" เบาๆ ในลำคอ ร่มในมือหมุนวนช้าๆ ปราณเหมันต์มหาศาลระเบิดออกรอบตัวนาง รัศมีความเย็นแผ่ขยายออกไปพันลี้จนค่ายกลโลหิตหมื่นพิษสั่นสะท้านและเริ่มร้าวราน
"ถ้าเช่นนั้น... ผู้ใดที่กล้าแตะต้องเขา..." นางกวาดสายตามองจ้าวสำนักเหอและพรรคพวกด้วยจิตสังหารที่แท้จริง "วันนี้... ต้องถูกฝังกลบไว้ใต้ธารน้ำแข็งแห่งนี้ทั้งหมด"
ดวงตาของจ้าวสำนักเหอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อสัมผัสได้ว่าลมปราณของสตรีเบื้องหน้าตนอยู่ในขอบเขตที่เหนือกว่าพวกมันนับก้าวใหญ่ๆ นี่ยังไม่ใช่จุดจบ... เพราะในวินาทีที่ไป๋หลิงยกมือขึ้นวาดร่มในมือออกไป อักขระเหมันต์โบราณนับพันก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับเงาร่างลึกลับอีกนับสิบที่สวมหน้ากากเงินปรากฏตัวปิดล้อมเส้นทางถอยหลังของสำนักกระบี่มารโลหิตไว้จนหมดสิ้น!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความหนาวเหน็บนี้ไปด้วยกันนะครับ
- เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ นางเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 2
พิษเหมันต์ที่ไร้เสียง
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ นางเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
