"พิษสลายโลหิตเจ็ดทวาร… ช่างเป็นไมตรีอันยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขารกร้าง มู่หยางไม่แม้แต่จะชายตามองซากศพของมือสังหารเดนตายที่นอนบิดเร้าด้วยความทรมานอยู่เบื้องเท้า ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือขวาของเขายังคงหยดหยาดโลหิตสีดำคล้ำลงสู่พื้นดิน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายความตายที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศยามวิกาล
ห่างออกไปเพียงสามก้าว ไป๋หลิงยืนตระหง่านราวกับรูปสลักหยกขาว ร่างอรชรในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องแสงจันทร์นวลผ่อง ทว่ารอบกายกลับแผ่ไอความเย็นยะเยือกที่ทำให้สรรพสิ่งรอบตัวจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง นางไม่ได้มองมู่หยาง สายตาคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งกำลังจดจ้องไปยังเงาดำนับสิบที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนยอดไม้เบื้องบน
"ไม่ใช่ฝีมือของพรรคอสูรโลหิต" ไป๋หลิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก แต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น "วิชาตัวเบาเช่นนี้ เป็นวิชาเงาอัสนีของสำนักลับพยัคฆ์เมฆา… ดูท่าว่าการเดินทางมายังแดนเหนือของเราในครั้งนี้ จะมีคนจงใจต้อนรับขับสู้เป็นพิเศษ"
"ต้อนรับหรือส่งวิญญาณ ล้วนไม่ต่างกันนักหรอกครับ"
มู่หยางแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบกวาดตามองความเคลื่อนไหวในความมืด เขารู้ดีว่าศัตรูระลอกนี้ไม่ใช่พวกปลายแถวเหมือนกลุ่มแรก กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากความมืดมิดนั้นอยู่ในขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสูงอย่างน้อยเจ็ดคน และยังมีผู้อยู่ในขอบเขตราชันย์ยุทธ์อีกหนึ่งคนคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง
ซู่ว!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกันราวกับนัดหมาย ลูกดอกเคลือบยาพิษนับร้อยดอกพุ่งแหวกความมืดเข้าใส่จุดตายทั่วร่างของทั้งสองดวงในพริบตาเดียว ความเร็วของมันปานสายฟ้าแลบและไร้ซึ่งเสียงแหวกอากาศ
ไป๋หลิงขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย นางสะบัดแขนเสื้อราวนางพญาโบยบิน ไอเย็นยะเยือกพวยพุ่งออกมาราวกับคลื่นสึนามิสีขาวโพลน ลูกดอกนับร้อยดอกหยุดชะงักกลางอากาศในทันที ก่อนจะถูกแช่แข็งและร่วงหล่นลงมากระทบพื้นแตกละเอียดเป็นผุยผง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งวาบทะลวงม่านน้ำแข็งเข้ามาอย่างไร้เสียง พริบตานั้นดาบสั้นเคลือบพิษสีม่วงเข้มก็จ้วงแทงเข้าที่จุดชีพจรหัวใจของไป๋หลิงอย่างเหี้ยมเกรียม รวดเร็วและไร้ซึ่งความปรานี
*เร็วมาก!*
ต่อให้เป็นเซียนสาวผู้คุมกฎแห่งยอดเขาหมอกหิมะ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกวูบ นางเร้นกายถอยหลังด้วยเคล็ดวิชาตัวเบาขั้นสูง แต่ความเร็วดาบนั้นกลับล้ำหน้ากว่าหนึ่งก้าว ปลายดาบอยู่ห่างจากผิวเนื้อของนางเพียงครึ่งนิ้วเท่านั้น!
เคร้ง!
ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด กระบี่ไร้ลักษณ์ของมู่หยางเข้าขวางกั้นไว้ได้ทันท่วงที แรงปะทะอันมหาศาลทำให้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองยุบตัวลงเป็นแอ่งกระทะ มู่หยางก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อสลายแรงกระแทก ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของมือสังหารสวมหน้ากากเหล็กผู้นั้น
"คิดหรือว่าข้าจะมาคนเดียว?" มือสังหารผู้นั้นกล่าวด้วยเสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายเสียดสีกัน "เป้าหมายของนายท่านมิใช่แค่หัวของนางมารน้ำแข็งผู้นี้ แต่คือเคล็ดวิชากระบี่เดียวดายของเจ้าด้วย!"
สิ้นเสียง มือสังหารอีกหกคนก็ระเบิดพลังปราณออกมาพร้อมกัน ก่อเกิดเป็นค่ายกลกระบี่สังหารโลหิตล้อมรอบตัวมู่หยางและไป๋หลิงไว้ตรงกลาง ไอสังหารพวยพุ่งเสียดฟ้า เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวมาบดบังแสงจันทร์ทันที ราวกับสวรรค์กำลังเป็นใจให้กับการสังหารหมู่ในค่ำคืนนี้
มู่หยางสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในตันเถียน พลังปราณกระบี่โคจรหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เขาก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายแผ่รังสีอำมหิตที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่งให้แหลกเป็นจุล แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เหลือบสายตาไปมองหญิงสาวข้างกายที่กำลังรวบรวมลมปราณเหมันต์เพื่อเตรียมใช้กระบวนท่าไม้ตาย
"แม่นางไป๋" มู่หยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ามั่นคงยิ่ง "ค่ายกลนี้แปลกประหลาดนัก หากบุกสเปะสปะ เกรงว่าจะตกหลุมพรางของพวกมัน ร่วมมือกันทำลายจุดตายทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเสียก่อน ดีหรือไม่ครับ?"
ไป๋หลิงหันมาสบตาเขา แววตาคู่สวยที่เคยเย็นชาไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับฉายประกายระยิบระยับคล้ายดวงดาวในคืนเดือนมืด มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและงดงามจนสามารถทำให้บุรุษทั่วหล้าลืมหายใจ
"ตามใจท่านสิ… หากเจ้าตายก่อนจะถึงยอดเขาหมอกหิมะ ข้าคงต้องเหงาไปชั่วชีวิต"
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับแฝงด้วยความไว้วางใจอันลึกซึ้งที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดได้ มู่หยางพยักหน้ารับเบาๆ ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น เสียงคำรามของกระบี่ดังสะท้อนก้องกังวานราวกับพยัคฆ์คำรามหาเหยื่อ
"ถ้าเช่นนั้น… ลุย!"
ทั้งสองร่างทะยานพุ่งออกไปพร้อมกันราวกับสายฟ้าสองสายที่ตัดผ่านความมืดมิด พลังปราณกระบี่และไอพิษเหมันต์ผสานหลอมรวมกันอย่างไร้รอยต่อ ก่อเกิดเป็นอานุภาพทำลายล้างที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา มือสังหารกลุ่มนั้นถึงกับใบหน้าถอดสีเมื่อพบว่าการโจมตีของตนไม่สามารถต้านทานพลังอันเกรี้ยวกราดนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่า ในขณะที่กระบวนท่ากระบี่ของมู่หยางกำลังจะทะลวงผ่านใจกลางค่ายกลศัตรู จู่ๆ ท้องฟ้าเบื้องบนก็คำรามลั่นด้วยเสียงอสุนีบาต พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินไหว เงาดำปริศนาร่างหนึ่งก็ร่อนลงมาจากยอดผาสูงชันอย่างไร้สุ้มเสียง พร้อมกับซัดฝ่ามือประทับเข้าที่แผ่นหลังของมู่หยางอย่างกะทันหัน!
พรวด!
มู่หยางกระอักโลหิตคำโตออกมาทันที ร่างกายเซถอยหลังไปหลายก้าว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวที่แฝงมากับฝ่ามือนั้น
"สหายเก่า… เจ้ายังกล้าโผล่หัวมาเหยียบดินแดนแห่งนี้อีกหรือ?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความหนาวเหน็บนี้ไปด้วยกันนะครับ
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ นางเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 3
ความลับใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ นางเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
