หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานมืดสนิท มีเพียงแสงสีฟ้าจากโค้ดนับร้อยบรรทัดที่สะท้อนลงบนแว่นกรองแสงของคีย์ โปรแกรมเมอร์หนุ่มนั่งหลังตรงเป็นไม้บรรทัด นิ้วเรียวยาวเคาะแป้นพิมพ์รัวเร็วราวกับต้องการระบายความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่ในอกตลอดสามชั่วโมงที่ผ่านมา โปรเจกต์ระบบคลาวด์ที่เพิ่งโดนกวินเล่นตอดเล็กตอดน้อยยังไม่น่าปวดหัวเท่ากับความเงียบผิดปกติของคนนั่งโซฟาอีกมุมห้อง
ปกติแล้ว... เรย์ไม่มีทางอยู่นิ่งเงียบได้เกินห้านาที
ชายหนุ่มเจ้าของตำแหน่งหัวหน้าทีมโปรดักชั่นมักจะมีคำพูดกวนประสาท มีมตลกๆ จากอินเทอร์เน็ต หรือไม่ก็เสียงบ่นกระปอดกระแปดเรื่องกาแฟไม่อร่อยมาคั่นเวลาเสมอ แต่ในค่ำคืนนี้ หลังจากแผนการกู้เซิร์ฟเวอร์รอบล่าสุดผ่านพ้นไปแบบฉิวเฉียด เรย์ที่เคยปากเก่งและฉะฉานกลับเลือกที่จะทิ้งตัวลงนอนราบไปกับโซฟาหนังสีเข้ม ดึงฮู้ดสีดำขึ้นคลุมศีรษะ และเงียบหายเข้ากลีบเมฆราวกับคนละคน
คีย์เหลือบมองผ่านหางตา ลมหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอของอีกฝ่ายบอกให้รู้ว่าเรย์ยังไม่หลับ แต่กำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดของตัวเอง ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งสำหรับเสือยิ้มยากประจำออฟฟิศ
"ถ้าจะนอน กรุณากลับไปนอนที่ห้องตัวเองครับ ตรงนี้ไม่ใช่โรงแรม" คีย์เอ่ยทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำติดจะเย็นชาตามวิสัย แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าความคมกริบในน้ำเสียงนั้นลดระดับลงไปหลายส่วน
ไม่มีเสียงตอบรับจากคนบนโซฟา มีเพียงร่างโปร่งที่ขยับตัวพลิกตะแคงหันหลังให้ หูกางๆ ที่โผล่พ้นฮู้ดขึ้นมาเล็กน้อยขึ้นสีแดงระเรื่อจากความเหนื่อยล้าสะสม
คีย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะวิ่งเข้าไปปลอบใจใคร หรือมีคำพูดหวานหูไว้คอยเยียวยาบาดแผลทางใจให้ใครหน้าไหน ปมในอดีตสอนให้เขารู้ว่าความไว้วางใจคือสิ่งฟุ่มเฟือย และการยื่นมือไปยุ่งเรื่องของคนอื่นมักนำมาซึ่งความยุ่งเหยิงเสมอ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเงียบของเรย์ในตอนนี้มันสร้าง "ความรำคาญใจ" ชนิดที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
รำคาญจนไม่อาจโฟกัสกับบรรทัดโค้ดตรงหน้าได้
โปรแกรมเมอร์หนุ่มปิดหน้าจอโน้ตบุ๊กเสียงดัง "พับ" หนึ่งครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างโซฟา กลิ่นอายความกดดันที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความลังเลชั่วขณะ
"เป็นอะไรครับ" คีย์ถามเสียงเรียบ ยืนกอดอกมองร่างที่นอนขดอยู่ "ปกติเห็นเถียงผมฉอดๆ จนหูชา วันนี้หมดมุกหรือไง หรือว่าสมองกลับด้านไปแล้ว"
เรย์ค่อยๆ ดึงฮู้ดลงเผยให้เห็นใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบความเครียด ดวงตาคู่คมที่มักจะพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ในยามปกติ ตอนนี้กลับฉายแววอ่อนล้าอย่างปิดไม่มิด มุมปากที่ชอบยกยิ้มเยาะยวนใจบัดนี้เม้มเข้าหากันแน่น
"นายเคยรู้สึกว่า... ตัวเองพยายามแทบตาย แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่ตัวตลกในสายตาคนอื่นไหมล่ะ คีย์"
เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบาๆ เป็นประโยคที่ไม่มีความกวนประสาทเจือปนแม้แต่น้อย มันคือความเปราะบางที่เรย์ไม่เคยแสดงให้ใครเห็น และการที่มันถูกเปิดเผยออกมาต่อหน้าคีย์—คนที่ขึ้นชื่อเรื่องความไร้เยื่อใย—ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นไปอีก
คีย์ชะงักไปเล็กน้อย ภาพของกวินที่หัวเราะเยาะในห้องประชุมเมื่อช่วงบ่ายลอยเข้ามาในหัว ชายหนุ่มเม้มปากเป็นเส้นตรง ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของความเย็นชาค่อยๆ
"คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อตลกให้ใครหัวเราะครับเรย์" คีย์ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ให้ระดับสายตาอยู่ในระนาบเดียวกันกับคนบนโซฟา น้ำเสียงของเขาไม่ได้อ่อนโยน แต่มันมีความหนักแน่นและจริงจังจนเรย์ต้องช้อนตาขึ้นมอง "ถ้าพวกมันมองไม่เห็นคุณค่าของงานที่คุณทำ นั่นแปลว่าวิสัยทัศน์ของพวกมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินกว่าจะเข้าใจต่างหาก"
เรย์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาไหววับ "นายพูดเหมือนง่ายนะ คีย์ นายมันพวกเก่งกาจ ไร้พ่าย ทำอะไรก็สำเร็จไปหมด ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของคนที่เกือบจะคว้าชัยชนะได้แล้วโดนไอ้กวินมันเตะตัดขาหรอก"
"ใครบอกว่าผมไม่เคยเข้าใจครับ"
คีย์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาสสีเข้มคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเรย์ ประกายความเจ็บปวดในอดีตแวบผ่านเข้ามาในเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความนิ่งสงบตามเดิม
"ผมเคยโดนหักหลัง เคยโดนขโมยโค้ดโปรเจกต์แรกในชีวิตโดยคนที่ผมเชื่อใจที่สุด... ตอนนั้นผมก็คิดว่าโลกนี้มันเฮงซวย และผมคงเป็นไอ้โง่ที่ดีแต่ก้มหน้าทำงานไปวันๆ เหมือนกัน" คีย์เว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้สึกระหว่างเขaทั้งคู่ "แต่ผมเรียนรู้ว่า การที่เราจะลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่การมานั่งทอดอาลัยตายอยากอยู่บนโซฟาแบบนี้... แต่เป็นการลุกขึ้นไปเขียนโค้ดชุดใหม่ให้ดีกว่าเดิมจนพวกมันไม่มีปัญญาตามทันต่างหาก"
เรย์นิ่งอึ้ง คำพูดของคีย์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันไม่มีคำหวานซึ้ง ไม่มีคำปลอบประโลมแบบนางเอกละคร แต่มันคือความจริงอันดิบกระด้างที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา และที่สำคัญที่สุด... มันมาจากปากของคนที่ปิดตายตัวเองจากโลกภายนอกอย่างคีย์
ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาในอกอย่างประหลาด ความตึงเครียดที่เกาะกุมหัวใจของเรย์มาตลอดทั้งวันค่อยๆ คลายตัวลง รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะดูเหนื่อยอ่อนแต่ก็จริงใจกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
"ให้ตายสิ..." เรย์พึมพำเบาๆ พร้อมกับส่ายหัวด้วยความระอาปนเอ็นดู "นายนี่มันเป็นพวกปลอบใจคนได้ห่วยแตกสิ้นดีเลยรู้ตัวไหมคีย์"
"ผมไม่ได้ปลอบใจครับ ผมแค่พูดความจริง" คีย์ตอบหน้าตาย ขยับตัวจะลุกขึ้นยืน แต่ทว่า...
หมับ!
มือเรียวของเรย์คว้าเข้าที่ข้อแขนของคีย์ไว้เสียก่อน แรงดึงเพียงเล็กน้อยประกอบกับความเผลอตัว ทำให้ร่างสูงของโปรแกรมเสียหลักเซถลาลงไปบนโซฟาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้าหากันในความมลัวของห้องทำงาน ปลายจมูกเกือบจะชนกันอยู่รำคาญ เรย์เบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าตัวเองดึงอีกฝ่ายลงมาใกล้ชิดเกินความจำเป็นขนาดนี้ ขณะที่คีย์นิ่งค้าง สายตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันของคนใต้ร่างอย่างลืมตัว
หัวใจในอกของทั้งสองคนเต้นระรัวราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างหู เคมีบางอย่างที่เคยซ่อนเร้นภายใต้การปะทะฝีปาก บัดนี้มันระเบิดออกมาอย่างชัดเจนจนแทบหยุดหายใจ
เรย์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก อยากจะเอ่ยปากแซวเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์ชวนใจเต้นนี้ แต่คำพูดทุกคำกลับติดอยู่ที่ลำคอเมื่อดวงตาคู่คมของคีย์พุ่งตรงมาที่เขาด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่ร้อนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าจะควบคุม
"เรย์..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบา ราวกับกระซิบอยู่ที่ข้างหู
ก่อนที่คีย์จะทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดผางเสียงดังสนั่น พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ
"คีย์! เรื่องเซิร์ฟเวอร์สำรอง— อุ๊ps!"
หวังว่ารี้ดทุกท่านจะลุ้นไปกับปมร้อนๆ ในตอนนี้ทุกลมหายใจนะครับ ดาร์กไนท์จะรีบกลับมาเฉือนคมอารมณ์กันต่อในตอนหน้าครับ
เซฟโซนของนายวายร้ายสายเทค•ตอนที่ 10
ความเห็นอกเห็นใจ
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายวายร้ายสายเทค นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!