หน้าจอมอนิเตอร์สามจอสะท้อนแสงสีฟ้าสลัวลงบนใบหน้าตึงเครียดของคีย์ นิ้วเรียวยาวบนคีย์บอร์ดกลนรัวรวดเร็วราวกับกำลังเล่นเปียโนเพลงซิมโฟนีแห่งความพินาศ ขณะที่เรย์ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน แววตาดุดันคู่นั้นมองตามโค้ดที่รันบนหน้าจอด้วยความหงุดหงิดเต็มประดาระดับแม็กซ์
“นายกำลังทำบ้าอะไรอยู่คีย์? วิธีนี้มันเหมือนกับการเอาหน้าไปให้กวินตบกลางสี่แยกไฟแดงชัดๆ!”
เสียงห้าวเจือความเกรี้ยวกราดของเรย์ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันในห้องเซิร์ฟเวอร์มืดๆ นี้จนหมดสิ้น คีย์หยุดมือ เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยแววตานิ่งสนิทที่แฝงความเหนื่อยล้า แต่ทว่าดื้อรั้นจนน่าหมั่นไส้
“แล้ววิธีที่นายเสนอมา มันต่างอะไรกับการยอมก้มหัวให้มันเหยียบซ้ำสองล่ะเรย์?” คีย์ย้อนถาม เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน “เราไม่มีเวลามาเล่นเกมคุณธรรมกับมันแล้ว นายก็รู้ว่าข้อมูลโปรเจกต์ทั้งหมดกำลังจะหลุดออกไป”
“แต่การแฮกเข้าระบบสำรองของมันแบบนี้ มันผิดกฎหมายเต็มประตูนะเว้ย!” เรย์ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ลลมหายใจร้อนผ่าวปะทะเข้ากับกรอบหน้าคมคายของคนตรงข้าม “ถ้าตำรวจเทคบุกมาตอนที่เรากำลังซămซะเล่ะ นายคิดว่าใครจะซวยที่สุด? ฉันไม่อยากให้นายต้องมาติดคุกเพราะอีโก้บ้าๆ ของนายนะคีย์!”
“ห่วงตัวเองก่อนเถอะน่าเรย์!” คีย์ลุกพรวดขึ้นยืนจนเก้าอี้กระแทกพื้นดังสนั่น แรงปะทะระหว่างความดื้อดึงและความเป็นห่วงพุ่งชนกันจนอากาศรอบตัวร้อนระอุ “ฉันจัดการเองได้ นายไม่ต้องมายุ่ง!”
“จัดการเอง? หึ...” เรย์แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไหววับด้วยความเจ็บปวดลึกๆ “นายเคยเห็นหัวฉันเป็นหุ้นส่วนในโปรเจกต์นี้บ้างไหมคีย์? หรือนายเห็นฉันเป็นแค่ตัวปัญหาที่คอยขัดขวางนายตลอดเวลาวะ!”
คำพูดนั้นทำเอาคีย์ชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่วิสัยคนปากแข็งอย่างเขาเลือกที่จะซ่อนมันไว้ใต้หน้ากากความเย็นชา
“ถ้าคิดว่าฉันเป็นตัวปัญหา... ทำไมไม่เดินออกไปจากห้องนี้ซะล่ะ” คีย์พูดเสียงเรียบ แต่หัวใจกลับเต้นรัวราวกำลังจะกระโดดออกมานอกอก
เรย์จ้องหน้าคีย์เขม็ง ดวงตาสสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธขึง มือหนากำหมัดแน่นข้างลำตัวจนเส้นเลือดปูดโปน ความเงียบงันที่น่าอึดอัดโรยตัวคั่นกลางระหว่างเขaทั้งคู่ ไม่มีใครยอมหลบตา ไม่มีใครยอมถอย
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาาทีก่อนหน้านี้... ประโยคท้าทายของกวินยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“ดูเหมือนว่า ‘แขกที่ไม่ได้รับเชิญ’ ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวแล้วล่ะคีย์... แต่เป็น ‘เขาคนนั้น’... คนที่นายหวาดกลัวที่สุด กำลังยืนรออยู่หน้าตึกนี้เอง”*
คำพูดของกวินเป็นดั่งชนวนระเบิดที่จุดชนวนความหวาดระแวงในใจของคีย์ให้พุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาสติหลุด พยายามจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดโดยไม่สนคำเตือนของใครทั้งสิ้น—รวมถึงเรย์
“นายกลัวสินะ...” อยู่ๆ เรย์ก็ลดเสียงลง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างกะทันหัน แต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ “นายกลัวว่าไอ้คนคนนั้นจะกลับมาพังโลกที่นายสร้างขึ้นมาใช่ไหมคีย์?”
คีย์สะท้อนเฮือก ดวงตาไหววับไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม “นายรู้อะไร... ถอยไปเรย์ ฉันต้องรีบเคลียร์ระบบ”
“ฉันไม่ถอย!” เรย์พุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเรียวของคีย์ไว้แน่น บีบตรึงไม่ให้อีกฝ่ายขยับหนีไปไหน “ถ้าวันนี้นายยังดื้อรั้นจะทำตามใจตัวเอง ฉันนี่แหละจะขัดขวางนายด้วยวิธีที่นายคาดไม่ถึงเลยคีย์”
“ปล่อยนะเรย์!” คีย์พยายามสะบัดข้อมือออก แต่เรย์กลับออกแรงดึงรั้งร่างบางเข้ามาประชิดตัวมากกว่าเดิม ระยะห่างที่หายใจรดต้นคอทำให้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยปะปนกับกลิ่นความตึงเครียดในอากาศ
หัวใจของคีย์เต้นรัว ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่อันตรายเกินไป... กลิ่นอายความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของที่เรย์แผ่ออกมามันทรงพลังเสียจนเขากลัวว่ากำแพงที่สร้างไว้จะพังทลายลงในไม่ช้า
“ทำไม? กลัวหรือไงที่ฉันเข้าใกล้?” เรย์โน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหูด้านซ้าย น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยความตัดพ้อและแรงปรารถนาที่ซ่อนเร้น “นายคิดว่าตัวเองเก่งนักรึไงคีย์? คิดว่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวแล้วเท่มากมั้ง?”
“เรื่องของฉัน...” คีย์เค้นเสียงตอบ ลมหายใจร้อนผ่าวของเรย์ที่ปัดผ่านต้นคอทำให้ขนลุกชันไปทั้งร่าง เขากัดริมฝีปากแน่น พยายามผลักอกอีกฝ่ายออก แต่เรย์กลับคว้าเอวบางไว้แน่นด้วยมืออีกข้าง ดึงเข้าหาตัวจนแนบชิดอย่างไร้ช่องว่าง
ดวงตาคมกริบของทั้งคู่สบประสานกันในระยะประชิด ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นกระแสความร้อนรุ่มที่แผดเผาผิวกาย เคมีอันตรายของคู่กัดสายคลั่งรักกำลังทำงานอย่างเงียบเชียบแต่รุนแรง ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
เรย์มองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของคีย์ แววตาอ่อนลงชั่วขณะ มือหนาที่บีบข้อมือเปลี่ยนเป็นคลายออกอย่างเบามือ นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ที่ผิวเนื้อเนียนอย่างเผลอไผล
“เลิกดื้อกับฉันสักครั้ง... แล้วเชื่อใจฉันบ้างไม่ได้หรือไงคีย์” เรย์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงเจือความอ้อนวอนที่หาได้ยากยิ่งจากผู้ชายปากจัดคนนี้ “นายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะวะ... มีฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน”
คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางใจของคีย์อย่างจัง กำแพงความเย็นชาที่สร้างมานานนับปีสั่นคลอนอย่างรุนแรง ดวงตากลมโตไหวระริก ปากเรียวอ้าออกเล็กน้อยคล้ายอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมาเพื่อทำลายความเงียบนี้
แต่ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะเปลี่ยนจากสงครามประสาทเป็นความหวานล้ำที่น่าหลงใหล เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเซิร์ฟเวอร์...
*แอ๊ด...*
เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทำให้ร่างทั้งสองร่างที่กอดกันอยู่สะดุ้งสุดตัว คีย์รีบผลักเรย์ออกห่างทันที ทั้งคู่หันขวับไปมองยังทางเข้าพร้อมกันด้วยความตกใจ
เงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาในแสงสลัว รอยยิ้มเยือกเย็นและแววตาท้าทายที่คุ้นเคยดีทำให้ลมหายใจของคีย์สะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ไม่ใช่แค่กวิน... แต่เป็นร่างของชายหนุ่มอีกคนในชุดสูทเนี๊ยบที่ก้าวตามเข้ามาติดๆ พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ทำให้คีย์จำฝังใจไปตลอดกาล
“ไง... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคีย์ น้องรัก...”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ดาร์กไนท์" มาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
เซฟโซนของนายวายร้ายสายเทค•ตอนที่ 21
รอยร้าวของความเข้าใจ
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายวายร้ายสายเทค นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!