เสียงปรบมือแปะๆ สองครั้งในความมืด พร้อมกับเงาร่างของคนที่ก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามา ไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับทำให้พื้นที่แคบๆ ในห้องทำงานอพาร์ตเมนต์ของคีย์ดิ่งลงเหวราวกับถูกกดด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาล
“ไง... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคีย์ น้องรัก...”
น้ำเสียงนั้น... มันทั้งกวนประสาทและแฝงความเยียบเย็นไว้ในที กวินยืนพิงวงกบประตูด้วยท่าทีสบายๆ สวมสูทเข้ารูปราคาแพงที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความตึงเครียดที่กำลังแผ่ซ่านอยู่กลางห้อง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องราวกับกำลังประเมินมูลค่าสินค้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของคีย์ที่ยืนหลังตรงเป็นไม้กระดาน และเรย์ที่ยืนกอดอกใบหน้าตึงเครียดอยู่ริมหน้าต่าง
ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
ความเงียบที่เข้าปกคลุมชั่วขณะนั้นมันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงตะโกนโวยวาย เรย์ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น The Muscle นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังผู้มาใหม่ด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ หากไม่ใช่เพราะเขากับคีย์กำลังอยู่ในช่วง "สงครามเย็น" ที่ไม่ได้คุยเปิดใจกันมานานร่วมสัปดาห์
“นายเข้ามาได้ยังไง รหัสผ่านประตูเปลี่ยนไปแล้วนี่” คีย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นชาจนแทบไม่เหลืออุณหภูมิในร่างกาย แต่คนที่ฟังอย่างเรย์กลับจับสังเกตได้ถึงความสั่นเทราวเสี้ยววินาทีในน้ำเสียงนั้น
“อ๋อเหรอครับ?” กวินหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาด้านในโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างสูงโปร่งเดินวนรอบโต๊ะทำงานของคีย์ราวกับเสือที่กำลังสำรวจอาณาเขตของเหยื่อ “สำหรับคนมีความสามารถด้านไอทีอย่างฉัน การแฮกเข้ามาในระบบรักษาความปลอดภัยกระจอกๆ ของนาย มันไม่ต่างจากการเปิดประตูบ้านตัวเองหรอกนะคีย์”
กวินหยุดยืนอยู่ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงเปิดหน้าโค้ดโปรเจกต์สำคัญทิ้งไว้—โปรเจกต์ที่พวกเขาเพิ่งโดนขโมยโค้ดต้นฉบับไปเมื่อไม่กี่วันก่อน และเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์และเรย์พังทลายลงจนถึงขีดสุด
“แกต้องการอะไร กวิน” เรย์เป็นฝ่ายทนไม่ไหว ก้าวเข้ามาขวาง1ระหว่างกวินกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ร่างสูงใหญ่ของเรย์แผ่แรงกดดันออกมาอย่างชัดเจน “ถ้าจะมาเพื่อเยาะเย้ย ก็เชิญไสหัวออกไปซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วซ้อมนายคาห้องนี้”
กวินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากยังคงประดับอยู่บนใบหน้า แต่แววตากลับวับ Waved ด้วยความเจ้าเล่ห์ เขาเหลือบมองเรย์สลับกับคีย์ด้วยความขบขัน
“ใจเย็นน่า หัวหน้าทีมเรย์... แหม, ทำเป็นดุไปได้ ฉันไม่ได้มาเพื่อหาเรื่องทะเลาะนะ แค่ผ่านมาแถวนี้ แล้วก็ได้ยินข่าวว่าโปรเจกต์ตัวความหวังของบริษัทกำลังจะล่มไม่เป็นท่า เพราะความไว้ใจที่ ‘พังทลาย’ ระหว่างคนสองคน”
คำพูดจี้ใจดำนั้นทำให้บรรยากาศในห้องทรุดฮวบลงไปอีก เรย์ชะงักไปนิด ใบหน้าคมคายฉายแววเจ็บปวดขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยความโกรธ เขาไม่ได้หันไปมองหน้าคีย์ แต่เขารู้ดีว่าประโยคเมื่อครู่มันพุ่งเป้าไปที่ความจริงอันเจ็บปวดที่เขากับคีย์กำลังเผชิญอยู่
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา... นับตั้งแต่เกิดเรื่องข้อมูลรั่วไหล ทั้งเขาและคีย์ต่างฝ่ายต่างเลือกที่จะ ‘เงียบ’
คีย์เลือกที่จะปิดกั้นตัวเอง ถอยร่นกลับไปอยู่ในเซฟโซน กำแพงน้ำแข็งที่เคยพยายามทลายลงมาหลายเดือนถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างแน่นหนา แววตาคู่นั้นไม่มองหน้าเขา ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำแก้ตัวหรืออธิบายใดๆ ส่วนเรย์... ด้วยความทิฐิและหัวเสียที่ไม่ได้รับความเชื่อใจจากคนที่ตัวเองรัก ก็เลือกที่จะประชดประชันและเดินหนีออกไปจากห้องนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส
การไม่คุยกัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างอึดอัด...
ความเงียบฆ่าความรู้สึกทีละน้อย ราวกับเอามีดกรีดลงบนแผลที่ยังไม่ทันตกสะเก็ด
“ออกไปซะ” คีย์พูดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่มันเต็มไปด้วยความกร้าวร้าวที่ถูกกดทับไว้ใต้ความนิ่ง “ฉันบอกให้แกออกไป”
“ฮึ... ปากเก่งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะคีย์” กวินแค่นหัวเราะ ยื่นมือเข้าไปแตะคีย์บอร์ดบนโต๊ะของคีย์อย่างถือวิสาสะ “แต่ก็นั่นแหละ... นายจะปากเก่งได้อีกนานแค่ไหน ในเมื่อพรุ่งนี้เช้า บอร์ดบริหารจะเรียกประชุมด่วนเพื่อถอดถอนชื่อนายออกจากโปรเจกต์นี้ และแน่นอน... คนที่จะเสียบแทน ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ไกลตัวหรอกนะ”
เรย์หรี่ตาลงทันที “แกหมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความว่า...” กวินหันมาส่งยิ้มหวานหยดที่ชวนให้อยากซัดหน้าสักหมัดให้เรย์ “ฉันนี่แหละที่จะเป็นคนเทคโอเวอร์โปรเจกต์ทั้งหมด... พร้อมกับกวาดผลงานชิ้นนี้ไปเป็นของบริษัทฉันแบบเบ็ดเสร็จ ส่วนพวกนายสองคน? ก็แค่หมาหัวเน่าที่แพ้ภัยตัวเอง... โดยเฉพาะนาย คีย์ โปรแกรมเมอร์อัจฉริยะที่แม้แต่คนใกล้ตัวยังไม่ยอมเชื่อใจ”
เปรี้ยง!
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางห้อง คีย์สะอึกไปเล็กน้อย ร่างโปร่งเซถอยหลังไปชนกับชั้นหนังสือด้านหลังเบาๆ ดวงตาคู่สวยไหววูบอย่างเห็นได้ชัด คำว่า ‘คนใกล้ตัวยังไม่ยอมเชื่อใจ’ มันแทงทะลุเข้าไปในหัวใจของคีย์อย่างจัง เพราะลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรย์เองก็แสดงออกชัดเจนว่าระแวงสงสัยในตัวเขาไม่ต่างจากคนนอก
ในขณะเดียวกัน เรย์ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ หัวใจก็กระตุกวูบ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดที่ตีรันเข้ามาในอกอย่างรุนแรง เขาหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคีย์ที่ตอนนี้ซีดเผือด ไร้สีเลือด
มือหนาของเรย์ขยับเข้าหาคีย์โดยสัญชาตญาณ เขากำลังจะเอื้อมไปคว้ามือเรียวที่กำหมัดแน่นจนสั่นเทาเพื่อบอกว่าเขาไม่ได้คิดแบบนั้น... แต่ทว่า คีย์กลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ระยะห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตรระหว่างพวกเขากลับกว้างขึ้นราวกับอยู่คนละฟากโลก
สายตาที่คีย์ใช้มองเรย์ในเสี้ยววินาทีนั้น... มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความผิดหวัง และความว่างเปล่า
มันคือสายตาที่บอกว่า *‘นายก็คิดแบบนั้นเหมือนกันใช่ไหม... ว่าฉันเป็นคนขายข้อมูล’*
เรย์ชะงักค้างกลางอากาศ มือที่กำลังจะเอื้อมไปคว้าอีกฝ่ายร่วงตกลงข้างลำตัวทันที ความจุกแน่นตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก คำพูดนับร้อยที่อยากอธิบายถูกกลืนหายลงคอไปจนหมดสิ้น เมื่อเห็นกำแพงน้ำแข็งในแววตาของคีย์ถูกก่อตัวขึ้นสูงเสียดฟ้าอีกครั้ง และครั้งนี้... มันดูหนาทึบจนแทบไม่มีทางทะลายลงได้เลย
กวินมองภาพนั้นแล้วยิ้มเยาะอย่างพอใจในผลงาน “โอ๊ะ... บรรยากาศช่างน่าประทับใจเสียจริง งั้นฉันไม่กวนเวลา ‘เคลียร์ใจ’ ของพวกนายแล้วดีกว่า เชิญตามสบายเลยนะ... พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่ห้องประชุมใหญ่ หวังว่าจะยังตั้งสติกันได้นะ”
พูดจบ กวินก็หมุนตัวเดินยิ้มร่าออกจากห้องไปอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้ความเงียบอันน่ากลัวและอึดอัดเข้าปกคลุมพื้นที่ตรงนี้ไว้อีกครั้ง
ประตูปิดลงสนิท...
ไม่มีใครขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เรย์ยืนนิ่งเป็นหิน ส่วนคีย์ยังคงหันหลังให้ ก้มหน้ามองพื้นห้องราวกับกำลังอดกลั้นบางอย่างสุดชีวิต บรรยากาศรอบตัวมันหนักอึ้งเสียจนแทบหายใจไม่ออก ความอึดอัดที่สะสมมาเจ็ดวันพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด ไม่มีคำแก้ตัว ไม่มีเสียงปลอบโยน มีเพียงความเงียบงันที่ดังอื้ออึงอยู่ในโสตประสาท
เรย์สูดหายใจเข้าลึก, รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ก้าวเข้าไปใกล้แผ่นหลังบางนั้นอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยเสียงพร่าต่ำด้วยความรู้สึกผิดที่อัดแน่นเต็มอก
“คีย์... เรื่องเมื่อกี้...”
“อย่าพูด” คีย์ตัดบทขึ้นทันควัน น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่สั่นเครือเล็กน้อย ร่างบางยังคงหันหลังให้ “ออกไปจากห้องฉันซะเรย์... ตอนนี้ฉันไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น”
เรย์ชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบราวกับร่วงลงไปในเหวลึก เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ทิฐิในใจพยายามบอกให้เขาเดินออกไปตามที่อีกฝ่ายต้องการ แต่สัญชาตญาณลึกๆ กลับตะโกนก้องว่า... ถ้ารอบนี้เขาเดินออกไปจากห้องนี้จริงๆ พวกเขาจะไม่มีวันได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกเลย
เรย์ตัดสินใจก้าวเข้าไปประชิดตัวคีย์อย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายเผลอ ก่อนจะใช้ท่อนแขนแข็งแรงรวบเอวบางเข้าหาตัวจากด้านหลัง กดร่างโปร่งให้แนบชิดกับแผงอกแกร่งของตัวเองโดยไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน!
“ปล่อยนะ!” คีย์สะดุ้งสุดตัว พยายามดิ้นรนขัดขืนและผลักไส “ฉันบอกให้ออกไปไงเล่า—!”
“ไม่ปล่อย!” เรย์สวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิมเล็กน้อย แต่มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและอารมณ์ดิบเถื่อนที่ถูกกดทับไว้ วงแขนแข็งแรงรัดแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา “ถ้าฉันปล่อย... นายก็จะหายไปอีกใช่ไหมคีย์! นายก็จะเอาแต่กอดตัวเองแล้วปิดตายทุกอย่างไว้คนเดียวอีกใช่ไหม?!”
คีย์ชะงักกิ้น การดิ้นรนหยุดลงชั่วขณะ ลมหายใจอุ่นร้อนของเรย์เป่ารดต้นคอขาวเนียน หัวใจของทั้งคู่เต้นรัวระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ท่ามกลางความเงียบที่กดดันและบรรยากาศที่เปราะบางถึงขีดสุด เรย์ซบหน้าลงกับไหล่บางของคีย์ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างใบหูด้วยความสั่นเครือที่คนฟังไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ฉันไม่ได้คิดว่านายเป็นคนทำ... คีย์... ได้โปรด... อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นอีกเลย”
คีย์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมากลางอก ทว่าในวินาทีที่เรย์กำลังจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เพื่อซบลงที่ลาดไหล่และกระซิบคำสารภาพบางอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจ...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับบิดลูกบิดเปิดเข้ามาโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต!
“พี่เรย์! พี่คีย์! แย่แล้วครับ! ระบบเซิร์ฟเวอร์หลักของบริษัทโดนเจาะ และตอนนี้... ข้อมูลลูกค้าทั้งหมดกำลังถูกลบสดๆ ร้อนๆ เลยครับ!”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงบทนี้นะครับ
---
เซฟโซนของนายวายร้ายสายเทค•ตอนที่ 22
ความเงียบที่น่ากลัว
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายวายร้ายสายเทค นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!