ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 18

อากาศที่ขาดแคลน

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
แรงดันน้ำมหาศาลไม่ได้มีเสียงคำราม แต่มันมาพร้อมกับความเงียบงันที่บีบกระดูกให้แหลกสลายได้ นลินรับรู้ถึงความจริงข้อนั้นเมื่อผิวน้ำเบื้องบนปิดสนิทราวกับฝาโลงเหล็ก "คุณรวินท์..." คำพูดถูกกลืนหายไปกลายเป็นฟองอากาศพวยพุ่งพ้นริมฝีปากที่ซีดเผือด ความมืดมิดของห้องใต้ดินโบราณแห่งนี้ถูกแทนที่ด้วยสีดำสนิทของน้ำที่เอ่อท่วมสูงขึ้นจนเกือบถึงเพดานโค้ง ช่องลมระบายอากาศตัวสุดท้ายถูกบล็อกด้วยกลไกปริศนาตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่พวกเขาก้าวพลาดเหยียบลงบนแผ่นศิลาสลักรูปงู Ouroboros ในพื้นที่คับแคบขนาดไม่ถึงสี่ตารางเมตร อากาศถูกบีบอัดจนเหลือปริมาตรน้อยนิด นลินพยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะ นิ้วเรียวของนักภาษาศาสตร์ผู้เคยจับแต่ปากกาและตำราโบราณ บัดนี้ขูดข่วนไปตามผนังหินชื้นแฉะอย่างไร้ความหมาย ความเย็นเฉียบของน้ำบาดาลกัดกินอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว ปอดของเธอกำลังกรีดร้องขอออกซิเจน ขณะที่สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ความกลัวไม่ได้มาในรูปแบบของเสียงกรีดร้อง แต่มันคือความตระหนักรู้ว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบและเด็ดขาด ทว่า ในความมืดมิดนั้นเอง แสงไฟฉายกันน้ำลำแสงหนึ่งก็เจาะทะลวงผ่านผิวน้ำเข้ามา รวินท์ไม่ได้ว่ายน้ำหนีขึ้นไปตามช่องว่างอากาศที่เหลืออยู่เพียงคืบเดียว เขากลับพุ่งดิ่งสวนกระแสน้ำลงมา ร่างสูงใหญ่ในชุดสนามชุ่มโชกเคลื่อนไหวอย่างเด็ดเดี่ยวในความมืด ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นดำน้ำสะท้อนประกายแสงไฟฉายที่สาดส่องไปยังข้อเท้าของนลิน ซึ่งถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่สนิมเขรอะที่หลุดออกมาจากร่องพื้นหิน *ไอ้เวรเอ๊ย* รวินท์สบถในใจอย่างดุเดือด เขาประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณของนักล่าสมบัติผู้ผ่านความตายมาโชกโชน ถ้าใช้คีมตัดเหล็กตอนนี้ เวลาจะไม่พอสำหรับทั้งคู่ อากาศในปอดของนลินน่าจะหมดลงในอีกไม่ถึงสามสิบวินาที รวินท์พุ่งเข้ามาประชิดตัวนลิน มือหนาคว้าเอวบางของเธอไว้แน่นเพื่อดึงไม่ให้เธอสำลักน้ำ นลินที่กำลังตื่นตระหนกเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะประชิด แววตาของนักภาษาศาสตร์ผู้เคยเย่อหยิ่งและยึดมั่นในกฎระเบียบ บัดนี้ฉายแววเว้าวอนและยอมจำนนต่อความอ่อนแออย่างถึงที่สุด รวินท์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ในวินาทีที่ความตายหายใจรดต้นคอ เขากลับตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด—เขาประกบปากลงบนเรียวปากที่สั่นเท่าของเธอ ส่งผ่านอากาศที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในปอดของตนเองให้นลิน ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดผ่านลมหายใจท่ามกลางความหนาวเหน็บราวกับกระแสไฟฟ้าที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง นลินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ชั่วขณะหนึ่ง สัญชาตญาณการป้องกันตัวปะทะเข้ากับความจำเป็นในการมีชีวิตรอด เธอลืมตาโพรงในน้ำ เห็นใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นและสมาธิอันแน่วแน่ของชายผู้ซึ่งเธอมักมองว่าเห็นแก่ตัวและไร้หัวใจ รวินท์ผละริมฝีปากออกเล็กน้อย มือข้างหนึ่งง้างขึ้นสุดแรงเกิด แล้วใช้สันมือกระแทกเข้าที่ข้อต่อกลไกสนิมเขรอะที่ยึดโซ่ไว้อย่างแม่นยำและไร้ความปรานี เสียงเหล็กกระทบหินใต้น้ำดังทึบๆ ครั้งที่หนึ่ง... โซ่สั่นสะเทือน ครั้งที่สอง... รอยร้าวปรากฏขึ้นบนกลไกโบราณ และในครั้งที่สาม ร่างกายของเขาก็กระแทกซ้ำลงไปจนสลักหักสะบั้น! อิสรภาพมาถึงพร้อมกับแรงดันน้ำที่กระชากทั้งคู่หมุนคว้าง รวินท์คว้าข้อมือนลินไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้เธอหลุดมือไปในกระแสน้ำวนเบื้องล่าง เขากวาดแขนอีกข้างแหวกว่ายพาร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเธอมุ่งตรงไปยังช่องระบายอากาศที่เขาใช้ด้ามปาร์กเกอร์ขัดกลไกค้างไว้ก่อนหน้านี้ พรวด! เสียงหอบหายใจอย่างกระหายอากาศดังประสานกันสนั่นห้องใต้ดิน ร่างทั้งสองร่างหลุดพ้นจากปากอุโมงค์น้ำขึ้นมาบนพื้นทางเดินหินแห้งสนิทของห้องโถงชั้นใน นลินล้มตัวลงนอนราบกับพื้นหิน ไอโขลกออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน น้ำตาผสมกับน้ำสกปรกไหลอาบแก้ม รวินท์นั่งชันเข่าอยู่ข้างๆ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วง หยดน้ำเกาะพราวตามไรผมและโครงหน้าคมสัน เขาดึงหน้ากากดำน้ำออก เหวี่ยงมันทิ้งลงพื้นอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่ยังคงพยายามสูดอากาศเข้าปอดราวกับคนอดอยาก "คุณ... คุณมันบ้า..." นลินเค้นเสียงลอดไรฟัน สำลักน้ำออกมาอีกระลอก "ทำไมไม่... หนีไปคนเดียว?" รวินท์แค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาเย็นชาคู่นั้นทอประกายบางอย่างที่อ่านยาก "ถ้าผมทิ้งคุณ โครงการแปลศิลาจารึกอักษรลิ่มมูลค่าสิบล้านของคุณคงไม่จบลงสวยงามแน่ ดร.นลิน... และที่สำคัญ ผมไม่ชอบทิ้งงานที่ยังทำไม่เสร็จ" คำพูดตัดเยื่อใยและปากแข็งตามสไตล์ของเขา แต่นลินสังเกตเห็นมือหนาที่กำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวเพื่อซ่อนอาการสั่นเทาเล็กน้อยจากความหนาวและภาวะเกือบตาย นั่นคือหลักฐานชิ้นเดียวที่บอกว่าชายผู้เย็นชาคนนี้ก็เป็นมนุษย์เนื้อหนังมังสาเช่นกัน "ขอบคุณ..." เสียงของเธอบดบังด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่มันชัดเจนพอที่จะทำให้รวินท์ชะงักไปชั่วขณะ บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเปลี่ยนไป ความหวาดระแวงและอุดมการณ์ที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรงถูกชะล้างออกไปด้วยความตายที่เพิ่งเดินเฉียดผ่าน พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันอีกเป็นนาที ปล่อยให้ความเงียบของซากโบราณสถานทำหน้าที่เป็นพยานของการรอดชีวิต แต่ความเงียบนั้นไม่ได้อยู่นานเกินไปนัก... ครืดดด—! เสียงหินขัดสีกันดังแว่วมาจากอุโมงค์มืดเบื้องหลังทางเดิน เป็นจังหวะเดียวกับที่ไฟฉายสำรองของรวินท์กะพริบติดๆ ดับๆ ก่อนจะสาดแสงสว่างวาบไปกระทบกับเงาตะคุ่มของใครบางคน ที่กำลังยืนกอดอกพิงเสาหินโบราณ มองตรงมาที่พวกเขาทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น "น่าประทับใจจริงๆ ครับ ภาพการช่วยเหลือกันแบบคู่รักนักสำรวจ..." เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยเอ่ยขึ้น พร้อมกับแสงไฟจากกระบอกไฟฉายอีกดวงที่สาดส่องตรงเข้ามาแยงตารวินท์และนลินอย่างจงใจ รวินท์หรี่ตาลงมองผู้มาเยือน สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวขึ้นทันทีเมื่อพบว่ากุญแจสำรองของห้องใต้ดินถูกถืออยู่ในมือของบุคคลที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่มากที่สุด "ไม่คิดเลยว่าคุณจะรอดขึ้นมาได้... ผู้กองสาริศ" รวินท์เอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงจนน่ากลัว นัยน์ตาคมกริบจดจ้องไปยังมือของนายตำรวจหนุ่มที่กำลังเล็งปากกระบอกปืนเก็บเสียงตรงมาที่กลางหน้าอกของเขาอย่างไม่ลังเล และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำพูดใดออกมาเพื่อต่อรอง เสียงกระชับไกปืนเบาหวิวก็ดังขึ้นตัดผ่านความเงียบงัน พร้อมกับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกเปิดเผยออกมาในวินาทีเป็นตายนั้นเอง "ต้องขอโทษด้วยนะรวินท์... แต่ความลับของอารยธรรมนี้ มันมีค่าเกินกว่าจะให้พวกคุณเอาออกไปแพร่งพราย" --- ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนที่ 18 แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ! บันทึกนักโบราณคดี
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%