ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 19

รหัสที่ซับซ้อนขึ้น

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
เสียงโลหะเนื้อเย็นเฉียบกระทบเข้ากับพื้นศิลา ก้องกังวานอยู่ในห้องใต้ดินทึบตันของอารามร้าง รวินท์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่ร่วงหล่น เขาเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วเขี่ยเศษดินออกจากร่องลึกบนแผ่นศิลาโบราณ ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกฮู้ดกวาดมองคราบออกซิเดชันสีเขียวจัดที่กัดกินเนื้อสัมผัสของโลหะ จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมของศาสตราวุธ "ถ้าคุณยังมัวแต่สนใจความคุ้มค่าในตลาดมืดของมีคมพวกนั้น เกรงว่าเราคงไม่ได้ออกจากที่นี่ก่อนที่ออกซิเจนจะหมดหรอกครับ รวินท์" น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเฉียบคมดังขึ้นจากมุมมืด ดร.นลินขยับกรอบแว่นสายตาที่ขึ้นฝ้าบางๆ จากความชื้นใต้ดิน แสงสลัวจากตะเกียงเจ้าพายุสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของเธอ เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่แววตากลับยังคงสุกใสและเต็มไปด้วยประกายแห่งความกระหายใคร่รู้ เธอไม่ได้มองหน้าเขา นลินกำลังจ้องมองแผ่นจารึกหินขนาดใหญ่ตรงหน้า สมุดบันทึกปกหนังในมือเธอถูกเปิดค้างไว้ หน้ากระดาษเต็มไปด้วยตัวอักษรยึกยือที่เธอร่างขึ้นด้วยหมึกกันน้ำ รวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและเยียบเย็น "ตลาดมืดไม่ได้ให้ราคาความหมายทางประวัติศาสตร์ที่คุณกำลังไขคว้าหรอกนะ นลิน สมบัติพวกนี้มันพูดไม่ได้ แต่มันซื้อกระสุนและลมหายใจในโลกภายนอกได้ต่างหาก" "แต่มันกำลังบอกเล่าเรื่องราวของความตายที่พวกคุณพยายามวิ่งหนีอยู่" นลินโต้กลับทันควัน น้ำเสียงของเธอไม่มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความดื้อรั้นแบบนักวิชาการที่ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ เธอขยับเข้าไปใกล้แท่นศิลาอีกก้าว ปลายปากกาในมือชี้ไปยังร่องรอยสลักเสลาที่แปลกประหลาด "นี่ไม่ใช่ภาษาพิธีกรรมทั่วไป... มันคือระบบสัทอักษรโบราณที่ถูกดัดแปลงเพื่อซ่อนคำสั่งบางอย่าง นักบวชกลุ่มนี้ไม่ได้แค่บันทึกคำสวด พวกเขากำลังเข้ารหัสคำเตือน" บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความกดดัน กลิ่นอับชื้นของดินปืนและซากปรักหักพังผสมปนเปกับกลิ่นอายความเก่าแก่หลายพันปี รวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้าไปประชิดด้านหลังของหญิงสาวอย่างเงียบเชเชียบ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเธอ เขาก้มลงมองข้ามไหล่บางไปยังสมุดบันทึก แขนแกร่งข้างหนึ่งยันกับขอบแท่นหินโดยไม่ได้ตั้งใจ กักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างเขากับกำแพงศิลา นลินชะงักไปเล็กน้อย เธอนิ่งค้างไปเสี้ยววินาทีเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่เจืออยู่บนตัวชายหนุ่ม แต่เธอก็ไม่ได้ถอยหนี เธอยังคงจดจ่ออยู่กับตัวอักษรบนหิน "แล้วรหัสที่นักบวชพวกนั้นทิ้งไว้ มันบอกอะไรล่ะ?" รวินท์กระซิบชิดใบหูของเธอ เสียงทุ้มต่ำนั้นเจือความเย้ยหยัน แต่นัยน์ตากลับกวาดมองตัวอักษรเหล่านั้นด้วยความระแวดระวังอย่างยิ่งยวด "บอกทางออก... หรือบอกวิธีตาย?" "มันบอกเงื่อนไข" นลินตอบโดยไม่สะทกสะท้าน แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะจากระยะประชิดที่อันตรายต่อความมั่นคงทางจิตใจ เธอยกปลายนิ้วเรียวยาวขึ้นแตะเบาๆ บนตัวอักษรตัวหนึ่งบนแผ่นศิลา "ดูนี่สัญลักษณ์ตัวนี้... ในภาษายุคสำริดตอนปลาย มันแปลว่า 'ความเงียบ' แต่ถ้าเราพลิกมุมมองตามหลักไวยากรณ์ของนิกายนี้ มันคือคำกริยา... 'การปิดปาก' หรือ 'การละทิ้งเสียง'" รวินท์ขมวดคิ้วมุ่น สายตาคมกริบพิจารณาตามรอยนิ้วมือของเธอ "พูดภาษาคนให้เข้าใจง่ายหน่อย นลิน" "ความหมายเชิงภาษาศาสตร์คือ ประตูนี้ไม่ได้เปิดด้วยกำลัง หรือรหัสผ่านที่เป็นตัวเลข" นลินหันกลับมาสบตาเขา ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบ ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเขาอย่างชัดเจน "แต่มันเปิดด้วยการกระทำ... การกระทำที่ยอมรับความตายโดยไม่ส่งเสียงร้องขอชีวิต" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพ้ำถ้ำที่ดังสะท้อนเป็นจังหวะราวกับนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง รวินท์มองลึกลงไปในดวงตาของเธอ เขาสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวที่สวนทางกับรูปร่างบอบบางนั้น ผู้หญิงคนนี้พร้อมจะแลกทุกอย่างแม้แต่ชีวิต เพื่อแลกกับความจริงที่ถูกฝังกลบ แต่มันช่างเป็นความดื้อรั้นที่ชวนให้คนมองรู้สึกทั้งหงุดหงิดและ... หลงใหลในเวลาเดียวกัน "คุณนี่มันบ้าสิ้นดี" รวินท์พึมพำ น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ "เอาชีวิตมาเดิมพันกับตัวอักษรตายๆ บนก้อนหินเนี่ยนะ" "และคุณก็บ้าไม่แพ้กันที่ยอมเสียเวลาปกป้องคนบ้าแบบฉัน แทนที่จะวิ่งหนีออกไปคนเดียว" นลินสวนกลับด้วยรอยยิ้มมุมปากที่หาได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ท้าทายและดึงดูดใจจนทำให้รวินท์ต้องเป็นฝ่ายเบนสายตาหนีก่อน ก่อนที่บทสนทนาเชิงจิตวิทยาอันตึงเครียดจะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงก๊องแก๊งเบาๆ ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดบริเวณทางเดินหลักที่พวกเขาเพิ่งเดินลัดเลาะเข้ามา มันไม่ใช่เสียงหยดน้ำ... และไม่ใช่เสียงลม รวินท์เปลี่ยนท่าทีในเสี้ยววินาที ร่างกายกำยำขยับบังร่างของนลินไว้ด้านหลังโดยสัญชาตญาณ มือหนาควักปืนพกสั้นออกจากซองพกข้างลำตัวอย่างรวดเร็ว ปลดเซฟด้วยนิ้วโป้งโดยไม่มีแม้แต่เสียงเล็ดลอด สายตาคมกริบเพ่งมองไปยังความมืดมิดที่กลืนกินทางเดินเบื้องหน้า "รวินท์...?" นลินกระซิบเรียก เสียงของเธอบ่งบอกถึงความตึงเครียดที่กลับมาเกาะกุมจิตใจอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไป "ชูส์..." รวินท์ส่งเสียงปรามสั้นๆ ปลายนิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเองเพื่อส่งสัญญาณเงียบ ในความมืดที่ไร้แสงสว่าง มีเสียงฝีเท้าฝ่าความชื้นย่างก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เป็นจังหวะที่มั่นคง หนักแน่น และไร้ความลังเล... และที่สำคัญที่สุด มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ที่เดินด้วยความระมัดระวัง แต่มันคือเสียงของเหล็กกล้าที่ลากครูดไปกับพื้นศิลา ราวกับกำลังประกาศการมาเยือนของบางสิ่งที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลุมศพ รวินท์หรี่ตาลงเมื่อแสงสะท้อนจากตะเกียงสาดเลยไปกระทบกับวัตถุบางอย่างที่ก้าวพ้นมุมมืด มันคือร่างของหุ่นกลไกโบราณขนาดยักษ์ที่ขับเคลื่อนด้วยฟันเฟืองทองเหลืองขึ้นสนิม แขนข้างหนึ่งถือดาบเล่มโตที่ยาวเกือบเท่าตัวมนุษย์ และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... บนหน้าอกของมันสลักสัญลักษณ์ตัวเดียวกับที่นลินเพิ่งแปลความหมายไปเมื่อครู่ "ดูเหมือนว่านักบวชพวกนั้น..." รวินท์กระซิบเสียงเย็นเยียบ ขณะที่ลำกล้องปืนเล็งตรงไปยังเป้าหมายเบื้องหน้าโดยไม่ลังเล "...จะไม่ยอมให้เราออกไปบอกใครด้วยวิธีง่ายๆ ซะแล้วล่ะครับ" ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%