เสียงเคาะโลหะกระทบหินทรายดังเป็นจังหวะกังวาน ท่ามกลางความเงียบงันอันกดดันของซากปรักหักพังแห่งนครสูญหาย "การันต์" เม็ดทรายสีทองละเอียดร่วงหล่นลงตามคมมีดพกสเตนเลสที่รวินท์ใช้ขูดคราบตะกรันออกจากร่องจารึกบนแผ่นศิลาโบราณ สายตาคมกริบภายใต้ปีกหมวกปีกกว้างจ้องมองตัวอักษรลิ่มเหล่านั้นราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจ ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมหยิบตลับตวงทองเหลืองขึ้นมาประเมินขนาดและน้ำหนักอย่างเงียบเชียบ
"คุณกำลังประเมินว่ามันคุ้มค่าพอจะตัดแบ่งขายเป็นกี่ท่อน หรือคำนวณว่าตระกูลโบราณคดีของคุณจะเหลือศักดิ์ศรีให้รักษาอีกเท่าไหร่กันแน่ รวินท์"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดังขึ้นจากด้านหลัง ดร.นลินยืนกอดอกพิงผนังหินที่ผุกร่อน แว่นตากรอบทองของเธอสะท้อนแสงไฟฉายคาดหัววับแวม ดวงตาคู่สวยคู่นั้นไม่ได้มองมาที่ตัวแผ่นศิลา แต่มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา คล้ายกำลังอ่านรหัสลับที่ซับซ้อนกว่าอักษรโบราณตรงหน้า
รวินท์ชะงักมือเล็กน้อย เขายังไม่ละสายตาจากวัตถุตรงหน้า ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบผ่านรอยสลักอย่างเบามือ "คุณเป็นนักวิชาการ ดร.นลิน คุณมองหาความจริงทางประวัติศาสตร์เพื่อเขียนลงในวารสารหนาเตอะที่ไม่มีใครอ่านนอกจากแวดวงแคบๆ ของคุณ แต่ผม... ผมมองหาตัวเลขที่จะทำให้เราเดินออกจากทะเลทรายนี้ไปได้โดยไม่ต้องเอาชีวิตทิ้งไว้ที่นี่ ความต่างมันอยู่ตรงที่ คุณมีอุดมการณ์ไว้ประดับเกียรติ ส่วนผมมีลมหายใจไว้แลกกับความอยู่รอด"
รวินท์หันกลับมาสบตาเธอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างจงใจ สัญชาตญาณดิบเถื่อนและประสบการณ์จากสนามรบและหลุมขុសค้นที่ผ่านมาสอนเขาว่า ความโรแมนติกทางประวัติศาสตร์ไม่เคยซื้อน้ำมันเติมรถแลนด์โรเวอร์ได้สักหยดเดียว
นลินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้น ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกาย ท่ามกลางลมทะเลทรายที่เริ่มเย็นเยียบยามอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เธอย่อตัวลงในระดับเดียวกัน ปลายจมูกแทบจะชนกับแนวคิดที่แตกต่างสุดขั้วของเขา
"คุณคิดว่าสิ่งที่พวกเรากำลังขุดคุ้ยอยู่นี้เป็นแค่สินค้าโภคภัณฑ์หรือไงคะ... อภัยด้วยครับ ผมหมายถึง... เป็นแค่สินค้าโภคภัณฑ์อย่างนั้นหรือ รวินท์?" นลินแก้คำพูดตัวเองอย่างรวดเร็วเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงจริงจังจนลืมตัว เธอยื่นปลายนิ้วไปแตะที่ขอบแผ่นศิลาห่างจากมือเขาเพียงคืบ "ศิลาแผ่นนี้ไม่ได้ถูกสลักขึ้นมาเพื่อให้คุณเอาไปชั่งกิโลขายให้พวกนายทุนตลาดมืด มันถูกสร้างขึ้นเพื่อบอกเล่าว่าครั้งหนึ่งเคยมีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ล่มสลายลงเพราะความโลภของผู้คน... ซึ่งดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยอีกครั้ง ผ่านท่าทางของคุณในตอนนี้"
กลิ่นอายเฉพาะตัวของดินปืนและเหงื่อไคลจากการเดินทางผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าทะเลทรายจากตัวของหญิงสาว มันเป็นความขัดแย้งที่ดึงดูดใจอย่างประหลาด รวินท์รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่อันตรายยิ่งกว่ากับดักโบราณเสียอีก เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้อันตรายต่อความตั้งใจอันเย็นชาของเขา เธอมีความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์นักวิชาการผู้เรียบร้อย และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขายากจะละสายตา
"ความโลภเหรอครับ ดร.นลิน?" รวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าเล็กน้อย "คุณเรียกการพยายามมีชีวิตรอดว่าความโลภงั้นหรือ? คุณไม่เคยเห็นคนที่คุณรักต้องตายคาหลุมขุดค้นเพียงเพราะความงกงันของสถาบันที่ส่งพวกคุณมาด้วยงบประมาณอันน้อยนิด... คุณไม่รู้หรอกว่าความหิวโหยและความตายในซากโบราณสถานมันมีกลิ่นอย่างไร"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง บทสนทนาที่เฉือดเฉือนด้วยเหตุผลและปมในอดีตทำให้ความเงียบงันของทะเลทรายดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น นลินนิ่งงันไปชั่วขณะ แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงวูบหนึ่ง เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอันดำมืดที่ซ่อนอยู่หลังเกราะป้องกันอันเย็นชาของชายหนุ่ม แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอยอมจำนนต่อตรรกะเห็นแก่ตัวของเขา
"ความสูญเสียของคุณไม่ได้ให้สิทธิ์คุณในการทำลายมรดกของมนุษยชาติ รวินท์" นลินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคง ไม่มีแววหวาดกลัวในดวงตานั้นเลยแม้แต่น้อย "ถ้าเราเริ่มขายอดีตเพื่อแลกกับอนาคตส่วนตัว เราก็ไม่ต่างอะไรกับพวกซากศพที่เดินได้ในดินแดนรกร้างแห่งนี้หรอกค่ะ"
ก่อนที่รวินท์จะได้สวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบยิ่งกว่า เสียงบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
*แกร็ก...*
เสียงโลหะกระทบหินดังมาจากโถงทางเดินมืดทึบเบื้องหลัง เป็นจังหวะที่คุ้นเคยเกินไป เสียงฝีเท้าที่ก้าวอย่างระมัดระวังและจงใจอำพราง รวินท์หุบสีหน้าเยาะเย้ยลงในเสี้ยววินาที ร่างกายพุ่งเข้าประชิดตัวนลินตามสัญชาตญาณ มือหนาคว้าเอวบางของเธอแล้วดึงหลบเข้าหาซอกเสาหินอับทึบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมืออีกข้างชักปืนพกสั้นขึ้นมาขึ้นลำกล้องในความมืดโดยไม่มีเสียงเล็ดลอด
นลินตกใจแต่ถูกมืออุ่นของเขากดศีรษะให้แนบกับแผงอกเพื่อป้องกันกระสุนหรือเศษหิน ใบหน้าของเธอแนบชิดกับเสื้อแจ็คเก็ตที่เปื้อนฝุ่นและกลิ่นกายเฉพาะตัวของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันในระยะประชิด
ดวงตาของรวินท์หรี่ลง จ้องมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้าผ่านช่องว่างของเสาหิน แสงไฟฉายขนาดเล็กส่องกราดผ่านผนังศิลาเข้ามาใกล้เรื่อยๆ และสิ่งที่ปรากฏขึ้นภายใต้แสงไฟนั้นไม่ใช่เงาของสัตว์ป่าหรือลมพายุทราย
มันคือรอยเท้าใหม่เอี่ยมบนพื้นฝุ่นหนาเตอะ... รอยเท้าที่สวมรองเท้าคอมแบทแบบทหารรับจ้างรุ่นล่าสุด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ บนพื้นหินใกล้กับแผ่นศิลาที่พวกเขากำลังถกเถียงกัน มีกระสุนปืนไรเฟิลขนาด 7.62 มิลลิเมตร ตกอยู่หนึ่งนัด ยังมีปลอกกระสุนที่ยังใหม่สด ไอร้อนยังคงลอยกรุ่นขึ้นมาจากดินปืน
รวินท์ก้มมองกระสุนนัดนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับนลินในความมืด แววตาของเขาสื่อความหมายชัดเจนว่าสถานการณ์ไม่ได้มีแค่พวกเขา "นักล่า" อีกกลุ่มมาถึงเร็วกว่าที่คาดคิด และเป้าหมายของพวกมันไม่ใช่แค่สมบัติ... แต่คือชีวิตของพวกเขา
แล้วขบวนการไลล่าในเขาวงกตแห่งความลับก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ... ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดและค้นหาความจริงไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 6
ความต่างในมุมมอง
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!