กลิ่นอับชื้นของหินปูนผสมผสานกับคราบสนิมเหล็กเก่าแก่คละคลุ้งอยู่ในโพรงถ้ำใต้ดิน รัศมีสีส้มสั่นไหวจากตะเกียงคาร์ไบด์ในมือรวินท์สาดส่องกระทบผนังศิลาแลง เผยให้เห็นร่องรอยสลักนูนต่ำรูปอสุรกายตนนึงที่กำลังอ้าปากกรีดร้องอย่างทรมาน เงาของมันทอดยาวบิดเบี้ยวไปตามความขรุขระของผนังถ้ำราวกับมีชีวิต
"คุณกำลังเดินเร็วจนเกินไป ดร.นลิน"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ รวินท์หยุดฝีเท้าลงโดยไม่หันกลับมามอง เขายังคงใช้ปลายนิ้วสวมถุงมือหนังลูบไล้ไปตามร่องรอยอักษรโบราณบนผนังอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นกันรอยขีดข่วนกวาดตามองหาความผิดปกติของโครงสร้างธรณีวิทยา
"ถ้าเรามัวแต่ช้ากว่านี้ ทีมของนายทุนกลุ่มนั้นคงกวาดเอาหลักฐานทั้งหมดไปขายในตลาดมืดหมดแล้วครับ รวินท์"
นลินก้าวตามมาหยุดยืนเคียงข้าง แสงไฟจากตะเกียงสะท้อนแววตาแน่วแน่ของนักภาษาศาสตร์สาว เธอยกกระดานชนวนอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นบันทึกภาพอักษรภาพ (Pictogram) บนผนังอย่างเป็นระบบ นิ้วเรียวยาวกดสลับหน้าจอเพื่อเทียบเคียงกับฐานข้อมูลภาษาโบราณที่ถอดรหัสไว้จากบทก่อนหน้า ความเร่งรีบในการทำงานไม่ได้ทำให้ความละเอียดรอบคอบของเธอลดลงเลยแม้แต่น้อย
รวินท์เหลือบมองท่าทีนั้น มุมปากหยักลึกยกขึ้นนิดคล้ายรอยยิ้มเยาะ "คุณนี่ช่างศรัทธาในอุดมการณ์เสียจริง นลิน... ความจริงที่คุณพยายามไขปริศนา มันกินไม่ได้หรอกนะ แลกกับกระสุนปืนสักนัดหรือศพที่ถูกฝังกลบในซากปรักหักพัง คุณคิดว่าคุ้มกันไหมล่ะ"
"และคุณก็เป็นพวกมองโลกด้วยเลนส์สีเทาหม่นที่มองทุกอย่างเป็นผลกำไรเสมอ รวินท์" นลินตอบกลับทันควันโดยไม่ละสายจากหน้าจอ "ถ้าโลกนี้มีแต่คนคิดแบบคุณ ประวัติศาสตร์คงถูกบิดเบือนจนไม่เหลือความจริงให้ลูกหลานได้เรียนรู้... ระวังหน่อยครับ ตรงนั้นหินมันร่วน"
เธอยื่นมือไปคว้าข้อศอกของชายหนุ่มตามสัญชาตญาณเมื่อก้าวพลาดไปเหยียบเศษหินกรวด รวินท์ชะงักไปชั่วขณะ สัมผัสอุ่นผ่านเนื้อผ้าหนาทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงชั่วพริบตา เขาสบตาเธอนิ่งนานเกินความจำเป็น แววตาเย็นชาคู่นั้นไหววับด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่เขาจะดึงแขนกลับอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด
"ขอบคุณครับ... แต่ผมดูแลตัวเองได้" รวินท์หันกลับไปสนใจผนังถ้ำเบื้องหน้าต่อ "อีกอย่าง ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องอุดมการณ์ แต่ผมหมายถึงเสียงเมื่อครู่ต่างหาก"
นลินขมวดคิ้วมุ่น "เสียงอะไรครับ?"
"นั่นแหละคือปัญหา คุณไม่ได้ยินมันหรอก" รวินท์หรี่ตาลง บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที "ตั้งแต่เราก้าวเข้าสู่เขตโถงชั้นใน คุณเอาแต่ก้มหน้าแปลรหัส จนพลาดเสียงสะท้อนที่แปลกประหลาดไปหมด"
นลินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สมองอันเฉียบคมประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็ว "คุณกำลังจะบอกว่า... มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในผนังนี้อย่างนั้นหรือครับ?"
"ไม่ใช่แค่เคลื่อนไหว แต่มันกำลัง 'พูด'" รวินท์วางตะเกียงลงบนโขดหินใกล้ตัว ย่อตัวลงแนบหูเข้ากับรอยแตกของศิลาแลงที่เย็นเฉียบ "เสียงต่ำๆ คล้ายคลื่นความถี่ต่ำที่มนุษย์แทบไม่ได้ยิน มันก้องกังวานมาจากอุโมงค์ระบายอากาศโบราณด้านหลังผนังนี้... และมันไม่ใช่เสียงธรรมชาติ"
นลินจ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่ม เธอรู้ดีว่ารวินท์ไม่ใช่คนที่จะมาพูดจาเพ้อเจ้อเพื่อขู่ให้เธอกลัว ประสบการณ์โชกโชนในหลุมขุดค้นอันตรายทั่วโลกทำให้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเขาเฉียบคมกว่าใคร ยิ่งไปกว่านั้น รวินท์ยังผ่านเหตุการณ์สูญเสียครอบครัวในซากอารยธรรมโบราณมาแล้ว ความระแวงภัยของเขาจึงอยู่เหนือคนทั่วไปหลายเท่า
"ภาพหลอนจากการขาดออกซิเจนหรือเปล่าครับ รวินท์?" นลินเอ่ยถามด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้สำนวนวิชาการ น้ำเสียงของเธออ่อนลงเล็กน้อย "เราอยู่ในที่อับมาหลายชั่วโมงแล้ว ค่าอากาศในกระบอกวัดอาจจะ..."
"ผมไม่ได้สติฟั่นเฟือน, นลิน" รวินท์หันกลับมาสบตา น้ำเสียงของเขาจริงจังและเฉียบขาดจนเธอนิ่งอึ้ง "ตั้งสติแล้วเงี่ยหูฟังให้ดีสิครับ... คุณไม่ได้ยินหรอกหรือ เสียงที่เหมือนกับเหล็กขูดกับหิน... และเสียงกระซิบเป็นภาษากลุ่มน้อยที่สูญพันธุ์ไปแล้ว"
นลินก้าวเข้าไปใกล้ ชะوตัวลงแนบหูชิดกับผนังถ้ำตามคำแนะนำ ความเย็นยะเยือกของหินแผ่ซ่านผ่านผิวแก้ม ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะเมื่อความเงียบงันถูกแทนที่ด้วยเสียงลึกลับบางอย่างจริง ๆ
*ครูด... แกร็ก... ครืด...*
มันไม่ใช่เสียงลมพัดผ่านโพรงถ้ำ แต่มันคือเสียงโลหะเสียดสีกับผนังหินอย่างช้าๆ สม่ำเสมอ และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับมีคนนับสิบกำลังท่องคาถาโบราณอยู่หลังกำแพงศิลานั้น เสียงนั้นแหบพร่า เย็นเยียบ และสะท้อนก้องในโสตประสาทจนขนลุกซู่
"นั่น... ภาษาอารยธรรมลุ่มน้ำสาละวินโบราณ..." นลินพึมพำออกมาด้วยความตกตะลึง ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่เริ่มกัดกินจิตใจ "มันเป็นบทสวดบูชาความตาย... บทที่ควรจะถูกทำลายไปตั้งแต่เมื่อสองพันปีก่อนแล้วนี่ครับ!"
รวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือซ้ายเอื้อมไปปลดซองพกปืนพกสั้นที่ต้นขาอย่างรวดเร็ว สายตาคมกราบกรานไปยังความมืดมิดของอุโมงค์เบื้องหน้า สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวเต็มที่ กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งเครียดพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน
"ดูเหมือนว่า... เราไม่ได้เป็นแขกกลุ่มแรกที่เข้ามาเยือนห้องโถงนี้" รวินท์กระซิบเสียงลอดไรฟัน ดวงตาหรี่มองเงาดำที่เริ่มเคลื่อนไหวผ่านแสงไฟสลัวจากมุมมืดของทางแยกถ้ำเบื้องหน้า "และคนที่อยู่หลังผนังนั่น... เขาไม่ได้ตั้งใจจะต้อนรับเราในฐานะนักโบราณคดีแน่ครับ"
ทันใดนั้น เสียงกรอบแกรบของฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้นจากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ประตูหินกลกลไกโบราณที่ซ่อนอยู่เริ่มหมุนวนด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ปิดกั้นทางหนีทีไล่ทั้งหมดในพริบตาเดียว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดและค้นหาความจริงไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 7
เสียงกระซิบจากผนังถ้ำ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!