ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 8

กับดักกลไกโบราณ

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
"ถ้าคุณก้าวขาซ้ายไปอีกเพียงครึ่งนิ้ว แขนข้างนั้นของคุณคงต้องถูกทิ้งไว้ให้มดปลวกแทะเล่นในผนังหินศิลาแลงนี่แทนสมุดบันทึกเลعแล้วล่ะครับ ดร.นลิน" เสียงกระซิบที่ราบเรียบแต่เฉียบขาดดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของอุโมงค์ใต้ดิน รวินท์คว้าต้นแขนเรียวของหญิงสาวกระชากถอยหลังเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วจนแผ่นหลังของเธอกระแทกเข้ากับอกอุ่นของเขา แรงปะทะนั้นทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้ว แต่นลินไม่มีเวลาแม้แต่จะส่งเสียงประท้วง เพราะเสี้ยววินาทีถัดมา... เสียง *'คลิก'* แผ่วเบาราวกับเสียงดีดนิ้วของมัจจุราชก็ดังขึ้นที่พื้นเบื้องหน้า *ฟึ่บ!* กลุ่มลูกศรอาบยาพิษนับสิบรอดพ้นจากช่องลับบนผนังพุ่งผ่านอากาศด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงแหวกอากาศหวีดหิว ลูกศรดอกหนึ่งเฉี่ยวชายเสื้อโค้ตหนาของรวินท์ไปปักฝังลงบนผนังฝั่งตรงข้ามจนมิดด้าม ของเหลวสีม่วงเข้มไหลเยิ้มซึมออกมาจากหัวลูกศร กัดกร่อนหินปูนส่งเสียงฟอดแฟดและไอระเหยฉุนกึกที่แผดเผาประสาทสัมผัสจนแสบจมูก ความเงียบงันกลับมาปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของคนทั้งคู่ที่ยืนแนบชิดกันในความมืด ดร.นลินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเธอเพ่งมองร่องรอยการกัดกร่อนบนผนังหินนั้น สติปัญญาอันเฉียบแหลมของนักภาษาศาสตร์ระดับปริญญาเอกกำลังประมวลผลกลไกโบราณที่เพิ่งทำงานพลาดเป้าไปอย่างหวุดหวิด สมองของเธอทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อหาเหตุผลทางประวัติศาสตร์มารองรับความตายที่เพิ่งเดินผ่าน "กลไกถ่วงน้ำหนัก... ต่อด้วยระบบสปริงกระดูกสัตว์และฟันเฟืองสำริด" นลินเอ่ยเสียงกระซิบ ร่างกายยังคงแนบชิดอยู่กับแผงอกของชายหนุ่มโดยไม่ได้ขยับหนี "ไม่ใช่กลไกของอาณาจักรขอมยุคเมืองพระนคร แต่เป็นเทคโนโลยีของชนเผ่าโบราณทางตอนใต้ที่ถูกผนวกเข้ามาทีหลัง... ฉันประเมินจังหวะของแผ่นศิลาที่พื้นพลาดไป สามเซนติเมตรนั้นคือความต่างระหว่างประวัติศาสตร์กับความตาย" "คุณประเมินความโลภและสัญชาตญาณของมนุษย์โบราณต่ำไปต่างหากครับ ดร.นลิน" รวินท์ผ่อนลมหายใจยาวเหยียด แต่ทว่ามือแกร่งที่บีบต้นแขนของเธอยังคงไม่ยอมปล่อย เขายังคงรั้งเธอไว้ในตำแหน่งที่ปลอดภัย "โบราณวัตถุไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนรุ่นหลังชื่นชมความงาม แต่มันถูกสร้างมาเพื่อปกป้องความลับ... และฆ่าคนที่บังอาจมารบกวน" ในความมืดที่สลัวรางจากคบเพลิงสำริดที่ปักไว้ไกลออกไป นลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอมิได้มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ มีเพียงประกายความดื้อรั้นและท้าทายที่มักจะจุดชนวนความหงุดหงิดปนความหลงใหลในใจของรวินท์ได้เสมอ "ถ้าฉันกลัวตาย ฉันคงนั่งตรวจเอกสารอยู่ในห้องแอร์ที่มหาวิทยาลัยแล้วครับ... เอ๊ด ไม่สิ ฉันหมายถึง ฉันคงไม่มาเสี่ยงชีวิตอยู่ในที่อับชื้นแบบนี้กับคุณหรอก รวินท์" เธอย้อนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ซ่อนรอยยิ้มหยันไว้ที่มุมปาก "เรียกผมให้ถูกคนหน่อยก็ดีนะครับ ผมไม่ใช่เด็กฝึกงานของคุณ" รวินท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แนบชิดใบหูจนเธอรู้สึกวูบวาบอย่างประหลาด ก่อนที่เขาจะค่อยๆ คลายมือออกจากการจับกุมอย่างสุภาพ แต่ยังคงยืนขวางหน้าเธอไว้เพื่อเป็นโล่กำบัง หากมีลูกศรชุดที่สองพุ่งออกมา นี่คือบทเรียนแรกของพวกเขา... การร่วมมือกันระหว่างนักแกะรอยผู้มองโลกด้วยสัญชาตญาณดิบและการเอาตัวรอด กับนักภาษาศาสตร์ผู้ใช้สมองถอดรหัสอดีตเพื่อค้นหาความจริง อุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่าง *'การเก็บกวาดเพื่อผลกำไร'* กับ *'การรักษาเพื่อมวลมนุษยชาติ'* กำลังถูกทดสอบด้วยความเป็นความตายในทุกย่างก้าว รวินท์ก้มตัวลงใช้มีดพกสเตนเลสเนื้อดีเขี่ยเศษซากกลไกที่พื้นอย่างระมัดระวัง แสงจากไฟฉายคาดหัวส่องกระทบเข้ากับแผ่นศิลาจารึกขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้ร่องกลไก "หยุดขยับ" รวินท์เอ่ยเตือนเมื่อเห็นนลินกำลังจะก้าวเข้าไปใกล้ "ตรงนี้มีปมเงื่อนทางภาษาที่คุณน่าจะสนใจ... ดร.นลิน ขยับมาดูนี่สิครับ" นลินขยับเข้ามาใกล้โดยไม่ลังเล กลิ่นอายเฉพาะตัวของผู้หญิงที่คลุกคลีอยู่กับหนังสือเก่าและฝุ่นดินผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของป่าฝน ลอยเข้าจมูกของรวินท์ ชายหนุ่มปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปอย่างรวดเร็ว สมองของเขากลับมาโฟกัสที่ภารกิจตรงหน้า บนแผ่นศิลาที่ถูกฝังไว้ใต้กลไกสังหาร มีอักษรภาพโบราณสลักลึกอยู่สามตัว "อักษรตระกูลมอญโบราณผสมผสานกับสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์" นลินพึมพำกับตัวเอง ดวงตาคู่สวยหรี่ลงด้วยความใช้ความคิด นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเหนือร่องตัวอักษรเสมือนกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ "ไม่ใช่คำสาป... และไม่ใช่คำเตือนเรื่องสมบัติ แต่มันคือ... รหัสผ่าน" "รหัสผ่านสำหรับเปิดประตูห้องโถงชั้นใน?" รวินท์เลิกคิ้วสูง น้ำเสียงเจือความระแวง "คุณแน่ใจแค่ไหนว่ามันไม่ใช่กับดักอีกชุดที่ออกแบบมาเพื่อตัดนิ้วคนที่พยายามจะบิดมัน?" "ความรู้คืออาวุธที่แหลมคมที่สุด รวินท์... มากกว่ามีดในมือคุณเสียอีก" นลินปรายตามองมีดพกที่สะท้อนแสงไฟฉาย "ถ้าเราจะผ่านประตูศิลาบานนั้นไปได้ เราต้องอ่านใจคนสร้างมันเมื่อพันปีก่อนให้ออก พวกเขาไม่ได้ต้องการฆ่าทุกคนที่เข้ามา แต่ต้องการฆ่า 'คนที่ไม่คู่ควร' ต่างหาก" "แล้วเรา... คู่ควรไหมล่ะครับ?" รวินท์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความกลัวเกรงต่อสิ่งใดในโลกใบนี้ นลินไม่ตอบคำถามนั้นทันที เธอยื่นมือออกไปสัมผัสแผ่นศิลาจารึกอย่างแผ่วเบา สัมผัสความเย็นเยียบของหินผาที่ผ่านกาลเวลามานับพันปี ดวงตาของเธอฉายแววแนיแน่วขณะที่ริมฝีปากขยับท่องคำแปลออกมาทีละคำอย่างแม่นยำ "ผู้ใดแสวงหาความมั่งคั่ง จักพบกับความพินาศ... ผู้ใดแสวงหาความจริง จักพบกับแสงสว่าง" นลินเงยหน้าขึ้นสบตากับรวินท์ "คำตอบไม่ได้อยู่ที่การไขกลไกด้วยกำลัง... แต่มันอยู่ที่การวางมือลงบนตำแหน่งที่ถูกต้องของหัวใจสิงห์" รวินท์หรี่ตาลงมองตามปลายนิ้วของเธอที่ชี้ไปยังรูปสลักหัวสิงห์บนบานประตูศิลาขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงสิบเมตร ความมืดมิดหลังบานประตูนั้นดูราวกับปากเหวที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง ในจังหวะที่นลินกำลังจะเอื้อมมือไปกดลงบนแผ่นศิลาตามรหัสที่เธอถอดได้ รวินท์กลับยื่นมือไปคว้าข้อมือเธอไว้แน่นอีกครั้ง แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนเธอต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด "เดี๋ยวก่อน..." รวินท์กระซิบเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปตามเงาตะคุ่มของเสาหินรอบด้าน "มีบางอย่างผิดปกติ" "อะไรอีก Lวินท์? ฉันกำลังจะเปิดทางให้เรา..." "ไม่ใช่เรื่องกลไก..." รวินท์ขัดขึ้น สายตาของเขาจดจ้องไปยังความมืดทึบเบื้องบนเพดานอุโมงค์ "คุณไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเหรอครับ?" นลินชะงัก เงี่ยหูฟังตามสัญชาตญาณ ท่ามกลางความเงียบสงัดของซากโบราณสถาน มีเสียงบางอย่างดังขึ้น... เสียงขูดขีดเบาหวิวราวกับกรงเล็บนับร้อยกำลังตะกุยผนังหิน และตามมาด้วยกลิ่นอายประหลาดที่ลอยมากับสายลมใต้ดิน—กลิ่นคาวเลือดผสมกับสนิมเหล็ก *แกร๊ก... แกร๊ก...* ก่อนที่ใครคนใดคนหนึ่งจะได้ทันขยับตัว แสงไฟฉายคาดหัวของรวินท์ก็กวาดขึ้นไปกระทบกับสิ่งที่เกาะอยู่บนเพดานถ้ำเบื้องบน... ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ลมหายใจของทั้งคู่แทบสะดุด นั่นไม่ใช่สัตว์ป่า และไม่ใช่กลไกโบราณ... แต่มันคือโครงกระดูกมนุษย์ในชุดเกราะสำริดโบราณนับสิบโครง ที่กำลังขยับร่างก้านกระดูกเข้าหากันอย่างบิดเบี้ยว ดวงตาเบ้าลึกกลวงโบ๋สะท้อนแสงไฟเป็นประกายสีแดงก่ำจากฟอสฟอรัสบางชนิด และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... ในมือของโครงกระดูกเหล่านั้น ต่างถือดาบโบราณที่อาบด้วยคราบสนิมสีเลือด รวินท์ผลักนลินหลบไปด้านหลังในเสี้ยววินาที พร้อมกับชักปืนพกสั้นออกจากซองคาดเอวขึ้นลำกล้องอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทบกันก้องกังวานในความเงียบ "ดูเหมือนว่า... เจ้าของสถานที่เขาจะไม่ต้อนรับแขกที่มาแบบไม่ได้รับเชิญเสียแล้วล่ะครับ ดร.นลิน" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดและค้นหาความจริงไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%