ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 4

จุดเริ่มของการหลบหนี

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
"หุบปากซะ แล้วก้าวขาตามผมมา" รวินท์กระชากข้อมือนลินเข้าไปหลบหลังเสาศิลาแลงโบราณที่สลักลวดลายเทพพนมอันวิจิตร แต่บัดนี้ถูกเคลือบด้วยคราบเขม่าดินปืนและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง แรงบีบที่ข้อมือไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำร้าย แต่มันมั่นคงพอที่จะฉุดดึงสติของนักภาษาศาสตร์สาวให้หลุดจากความตกตะกอนทางความคิด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่กำลังบุกตะลุยเข้ามาใกล้ทุกขณะ ประภาคารโบราณแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ขุดค้นทางประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่มันคือเขาวงกตมรณะที่พวกเขากำลังถูกล่า วิทยุสื่อสารสีดำบนพื้นห่างออกไปสามเมตรส่งเสียงซ่าประหลาด เสียงคำสั่งเฉียบขาดเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันเป็นเสียงของ 'ศาสตราจารย์ ดร.อนันต์' อาจารย์ที่ปรึกษาและผู้มีพระคุณของนลิน ไม่มีทางที่เธอจะจำน้ำเสียงที่แหบพร่าแต่ทรงอำนาจนั้นไม่ได้... น้ำเสียงของผู้ที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้พิทักษ์มรดกของชาติ แต่กลับเป็นคนเดียวกับที่ส่งกองกำลังสังหารเข้ามายึดครองพื้นที่เพื่อแย่งชิงบันทึกโบราณเล่มที่แนบอยู่กับอกเสื้อของเธอ "คุณอนันต์..." นลินพึมพำออกมาเบาหวิว ดวงตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความเจ็บปวดและความจริงอันโหดร้ายที่เพิ่งประจักษ์ "ทำไม... ทำไมต้องเป็นท่าน" "เพราะความจริงมันขายไม่ได้ในตลาดมืด แต่มันใช้แลกอำนาจและเงินทุนมหาศาลได้ต่างหากล่ะ ดร.นลิน" รวินท์กระซิบตอบข้างใบหู น้ำเสียงของชายหนุ่มราบเรียบ เย็นชาไร้ความปรานี แต่สายตาคมกริบกลับกวาดมองไปรอบทิศทางเพื่อประเมินทางหนีทีไล่ "เลิกศรัทธาในสิ่งที่สูญหายไปแล้วหันมามองความจริงตรงหน้าเถอะ ถ้าคุณยังไม่อยากเป็นศพกลายเป็นปุ๋ยอยู่ใต้ซากปรักหักพังนี้" นลินหันขวับมามองหน้าเขา แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและอุดมการณ์ที่ถูกเหยียบย่ำ "คุณมันมองทุกอย่างเป็นแค่เรื่องธุรกิจ! สำหรับฉัน บันทึกเล่มนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเก่าๆ แต่มันคือเกียรติยศและจิตวิญญาณของบรรพชน!" "เกียรติยศกินไม่ได้หรอกครับคุณนลิน" รวินท์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างไม่หลบเลี่ยง "และถ้าเรายังยืนเถียงเรื่องจริยธรรมกันตรงนี้ ศพของเราสองคนคงได้ตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้เช้า ในฐานะ 'โจรลักลอบขุดโบราณวัตถุที่ยิงปะทะกันเองจนตาย' เลือกเอา จะยอมให้เกียรติยศจอมปลอมนั่นฝังกลบเรา หรือจะใช้สมองรอดออกไปแฉความจริงทีหลัง" คำพูดของรวินท์เปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ราดรดลงบนหัว นลินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับสติอารมณ์ เธอรู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งเสียใจกับความศรัทธาที่พังทลาย หญิงสาวพยักหน้ารับช้าๆ แววตาเปลี่ยนจากความอ่อนแอเป็นความเด็ดเดี่ยวที่เฉียบคมไม่แพ้กัน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงไฟฉายสรุปสาดส่องเข้ามาบริเวณซากเสาที่ทั้งคู่หลบอยู่ เสียงฝีเท้าหยุดชะงักลงห่างออกไปไม่ถึงห้าเมตร เงาร่างของชายชุดดำสามคนปรากฏขึ้นพร้อมกับกระบอกปืนกลมือที่ติดลำกล้องเก็บเสียง รวินท์ไม่รอช้า ชายหนุ่มดึงปืนพกสั้นออกจากซองคาดเอวอย่างคล่องแคล่ว สายตาคำนวณระยะและมุมสะท้อนของแสงอย่างแม่นยำราวกับเครื่องจักร เขาส่งสัญญาณมือให้นลินหมอบต่ำลง ก่อนจะตัดสินใจเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ *ปัง! ปัง!* กระสุนนัดแรกพุ่งทะลุหลอดไฟฉายจนแตกกระจาย ความมืดเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที เสียงโวยวายและเสียงฝีเท้าอลหม่านดังขึ้นพร้อมกับการยิงตอบโต้สะเปะสะปะ รวินท์อาศัยจังหวะชุลมุนนี้พุ่งตัวเข้าประชิดชายชุดดำคนแรก ใช้ด้ามปืนกระแทกเข้าที่ขมับอย่างรุนแรงจนร่างนั้นล้มฟุ้งไปกับพื้น ก่อนจะคว้าอาวุธปืนของอีกฝ่ายมาถือไว้ในมืออีกข้างอย่างรวดเร็ว "ตามมา!" รวินท์ตะโกนลั่น คว้าข้อมือนลินแล้ววิ่งฝ่าความมืดไปยังช่องแคบด้านหลังซากวิหาร ซึ่งเป็นทางลงสู่ระบบอุโมงค์ระบายน้ำโบราณที่เชื่อมต่อออกไปยังนอกเขตหวงห้าม เสียงปืนไล่หลังดังสนั่น เศษอิฐและปูนกระเด็นตกใส่ศีรษะของทั้งคู่จนฝุ่นตลบอบอวล รวินท์ใช้วิทยุสื่อสารของคนร้ายที่แย่งมาได้กดตัดสัญญาณรบกวน ก่อนจะถีบประตูเหล็กขึ้นสนิมของอุโมงค์ระบายน้ำให้เปิดออก แรงกระแทกทำให้สนิมร่วงกราว แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ทั้งคู่ทิ้งตัวลงไปในความมืดอับชื้นของอุโมงค์ใต้ดิน กลิ่นโคลนและซากพืชเน่าเสียแตะเข้าจมูกทันที รวินท์ดึงประตูปิดลงแล้วลงกลอนเหล็กหนาจากด้านใน เสียงทุบประตูด้านนอกและเสียงตะโกนสั่งการดังอู้อี้เข้ามา แต่ความหนาของศิลาและเหล็กกล้าทำให้มันกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนที่ไกลออกไป ความเงียบสงบชั่วขณะเข้าปกคลุมอุโมงค์ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งสองที่ดังแข่งกับเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบพื้นน้ำขัง รวินท์ยันตัวลุกขึ้นยืน ใช้มือปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า สายตากวาดมองไปรอบอุโมงค์อันมืดมิดที่มีเพียงแสงสลัวจากช่องระบายอากาศด้านบนลอดผ่านเข้ามา "เราปลอดภัย... ชั่วคราว" รวินท์เอ่ยเสียงเรียบ ขณะเก็บปืนเข้าซอง นลินทิ้งตัวพิงผนังอุโมงค์ที่เย็นเฉียบ มือเรียวยังคงกุมบันทึกโบราณไว้แน่นจนยับย่น เธอเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอไว้เป็นครั้งที่สองในรอบวัน ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ ทั้งความขัดแย้งในอุดมการณ์และความรู้สึกพึ่งพาที่ปฏิเสธไม่ได้ "ทำไมคุณถึงช่วยฉัน?" นลินถามขึ้น ทำลายความเงียบในความมืด ดวงตากลมโตจ้องมองเขาอย่างค้นหาคำตอบ "คุณจะปล่อยให้ฉันถูกจับ หรือชิงบันทึกเล่มนี้ไปหนีไปคนเดียวก็ได้ ทำไมต้องเสี่ยงชีวิตพาฉันหนีออกมาด้วย" รวินท์ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็วก่อนจะจางหายไป ความมืดช่วยอำพรางแววตาที่ไหววูบชั่วขณะของเขา ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้จนเงาร่างของเขาทาบทับร่างของหญิงสาว "เพราะบันทึกเล่มนั้น... มีแค่คุณคนเดียวในโลกที่อ่านรหัสลับข้างในออก" รวินท์โน้มตัวลงกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความหมายลึกซึ้งที่ทำให้นลินต้องกลั้นหายใจ "และถ้าผมอยากรู้ว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของครอบครัวผมเมื่อสิบปีก่อน... ผมก็ยังปล่อยให้คุณตายไม่ได้เหมือนกัน" ในจังหวะที่หัวใจของนลินกำลังเต้นระรัวด้วยคำประกาศที่คาดไม่ถึงนั้นเอง แสงไฟฉายสว่างวาบขึ้นจากปลายอุโมงค์เบื้องหน้า พร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาจากความมืดมิด! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าความมืดและค้นหาความจริงไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%