ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 23

ป้อมปราการแห่งความเงียบ

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
เสียงโลหะกระทบกันเบาหวิวในความมืด คือสัญญานเตือนเดียวที่เราได้รับก่อนที่กระจกกันกระสุนบานมหึมาจะแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ รวินท์ไม่แม้แต่จะกะพริบตา มือขวาของเขาตวัดคว้าข้อมือของผมไว้ด้วยแรงมหาศาล ฉุดกระชากให้ร่างของผมร่วงลงหมอบราบกับพื้นพรมหนานุ่มของห้องโถงใหญ่ในคฤหาสน์ตระกูลวรากุล เศษกระจกเคลือบสารนิรภัยนับร้อยชิ้นร่วงกราวลงมากระทบพื้นราวกับสายฝนสีเงิน เสียงคำรามต่ำในลำคอของรวินท์บ่งบอกชัดเจนว่า กระสุนปืนเก็บเสียงนัดแรกไม่ได้พลาดเป้า... แต่มันตั้งใจยิงมาเพื่อตัดขั้วหัวใจของใครก็ตามที่ยืนอยู่หน้าตู้จัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นนั้น "ต่ำลงอีก ดร.นลิน" เสียงกระซิบของเขาต่ำทุบลงกลางโสตประสาท ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็กและดินปืนลอยกรุ่นอยู่ใกล้ใบหูของผม ในสถานการณ์คับขันที่ความตายอยู่ห่างไปเพียงมิลลิเมตร รวินท์ยังคงรักษาความนิ่งสงบได้อย่างน่ากลัว ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกฮู้ดกวาดมองไปทั่วความมืดเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วราวกับเรดาร์ "คุณพาเราเดินเข้าตาข่ายของมันเองนะ รวินท์" ผมกระซิบตอบ ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อยแต่พยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้แผ่นหลังจะสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบจากความตายที่คืบคลานเข้ามา "ข้อมูลในแผ่นศิลาจารึกตระกูลวรากุลไม่ได้บอกว่าที่นี่มีระบบรักษาความปลอดภัยระดับทหาร" "เพราะคุณอ่านศิลาด้วยมุมมองของนักวิชาการโลกสวยไงครับ ดร.นลิน" รวินท์ยิ้มมุมปาก ยิ้มเยาะที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดทำให้ผมรู้สึกหมั่นไส้พอๆ กับทึ่ง "คุณมองหาประวัติศาสตร์และความหมายของอารยธรรม แต่ผมมองหาผลประโยชน์และกับดัก... และดูเหมือนว่าเราเจออย่างหลังเข้าเต็มๆ" ความเงียบงันกลับมาปกคลุมคฤหาสน์หลังโตอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่โปรยปรายอยู่ภายนอกหน้าต่างบานใหญ่ คฤหาสน์สถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียลหลังนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเนินเขาสูง ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ภายนอกมันคือพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของตระกูลผู้ดีเก่า แต่เบื้องหลังความโอ่อ่าคือนรกภูมิที่ซ่อนสมบัติโบราณอันได้มาจากการปล้นสะดมแหล่งโบราณคดีทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป้าหมายของเราในคืนนี้คือ "ศัสตราวุธแห่งความเงียบ" มีดสั้นสำริดโบราณอายุมากกว่าสามพันปีที่ถูกระบุว่ามีพลังในการสะกดจิตและควบคุมโครงข่ายการค้าโบราณวัตถุผิดกฎหมาย แต่วินาทีนี้ สิ่งที่ปิดปากเราไม่ใช่เวทมนตร์โบราณ หากแต่เป็นกระสุนปืนจากมือสังหารที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้นลอยของห้องโถง รวินท์ขยับตัวอย่างเงียบเชียบ เขาดึงซองปืนพกใต้วิเสื้อแจ็คเก็ตหนังออกมาช้าๆ สายตาส่งสัญญาณบอกให้ผมอยู่หมอบนพื้น ขณะที่เขากลิ้งตัวหลบไปยังเสาหินอ่อนทรงกลมต้นที่ใกล้ที่สุด การเคลื่อนไหวของเขานุ่มนวล ดุดัน และไร้เสียง ราวกับนักล่าที่คุ้นเคยกับการฆ่าในความมืดมาทั้งชีวิต "ออกมาเถอะครับ คุณธนาคาร" รวินท์ตะโกนก้อง เสียงของเขาดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วโถงกว้าง "เก็บกระสุนไว้ใช้ตอนที่พวกคุณไม่มีทางเลือกดีกว่า... หรือคิดว่าปืนเก็บเสียงกระบอกนั้นจะล้มผมได้?" ไม่มีเสียงตอบรับจากความมืด มีเพียงเงาดำทะมึนสายหนึ่งที่ไหววูบอยู่บนระเบียงชั้นสอง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างสาดส่องกระทบกับลำกล้องปืนไรเฟิลติดลำกล้องยาววาววับ รวินท์ไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามได้ลั่นไกนัดที่สอง เขายกปืนขึ้นเล็งแล้วเหนี่ยวไกสวนกลับไปทันที เสียง "ปุ" เบาหวิวดังขึ้นสองครั้งซ้อน ประกายไฟเล็กๆ แตกกระจายที่มุมเสาชั้นบน ตามมาด้วยเสียงวัตถุกระแทกพื้นอย่างแรง และเสียงครางต่ำด้วยความเจ็บปวด ผมสูดหายใจเข้าลึก ใช้วินาทีที่ความสนใจของมือสังหารถูกดึงดูดด้วยรวินท์ คลานเข้าไปใกล้ตู้จัดแสดงโบราณวัตถุที่แตกละเอียด แสงไฟฉายขนาดเล็กจากมือถือส่องกระทบเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่กลิ้งออกมา เศษศิลาจารึกชิ้นเล็กๆ ที่มีรอยสลักอักษรคูนิฟอร์มผสมอักษรลึกลับบางอย่าง มือของผมสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งนี้คืออะไร "รวินท์..." ผมเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว แต่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่รอยสลักนั้น "นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสมบัติหรือเงินตรา... จารึกชิ้นนี้พูดถึง 'ประตู' ประตูที่เชื่อมโยงเครือข่ายใต้ดินของพวกมันทั้งหมด" รวินท์ก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งยังคงถือปืนระแวดระวังภัยรอบด้าน ขณะที่อีกข้างโน้มลงมามองวัตถุในมือผม ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรโบราณเหล่านั้นชั่วครู่ ก่อนที่คิ้วหนาจะขมวดเข้าหากันเป็นปม "คุณเจออะไร?" เขาถาม น้ำเสียงจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "รอยสลักนี่... มันไม่ใช่ภาษามนุษย์ยุคโบราณทั่วไป" ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้ด้านภาษาศาสตร์โบราณนับสิบปีบอกผมว่าโครงสร้างภาษานี้ถูกออกแบบมาเพื่อ 'ซ่อน' บางอย่างจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ "มันคือรหัส... และคนที่เขียนมันขึ้นมา กำลังบอกว่าผู้อยู่เบื้องหลังตระกูลวรากุลไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่มีองค์กรระดับนานาชาติคอยหนุนหลังอยู่" ก่อนที่รวินท์จะได้เอ่ยปากวิเคราะห์อะไรเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านหลังประตูบานใหญ่ เสียงปลดล็อกกลอนประตูดังคลิกชัดเจน ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด รวินท์หันขวับไปมองประตูบานนั้น ใบหน้าที่เคยเยือกเย็นและมั่นใจมาตลอดกลับปรากฏรอยเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาหันมามองผม ดวงตาคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับพยายามจะค้นหาความจริงบางอย่าง "เราติดกับ" รวินท์พูดสั้นๆ แต่หนักแน่น "ไม่ใช่เพราะเราประมาท... แต่เพราะมีใครบางคน 'จงใจ' เปิดประตูต้อนรับเราตั้งแต่แรก" เสียงบานประตูไม้สักแกะสลักค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นแสงไฟสว่างจ้าจากภายนอก และร่างของบุคคลในชุดสูทสากลเรียบร้อยที่ก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก "ยินดีต้อนรับสู่ป้อมปราการแห่งความเงียบครับ... คุณนักโบราณคดี และคุณนักแปลรหัส" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับแสงเลเซอร์สีแดงนับสิบจุดที่พุ่งตรงมาประทับบนหน้าอกของผมและรวินท์ และก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสิ่ง เสียงปรบมือเบาๆ ก็ดังขึ้นจากชายชราผู้ก้าวออกมาจากด้านหลังกลุ่มชายชุดดำ ใบหน้านั้น... ใบหน้าที่รวินท์เคยคิดว่าฝังกลบไว้ในหลุมศพเมื่อสิบปีก่อน ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางขุดค้นความจริงอันดำมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%