“อย่าขยับครับ ดร.นลิน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของรวินท์ดังลอดผ่านความมืดทึบของซากโบราณสถานยุคหินใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของดินชื้นแฉะและสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในโพรงอากาศแคบๆ แสงไฟฉายคาดหัวของเขาถูกหรี่จนเหลือเพียงลำแสงสีสลัวสีนวล เพื่อป้องกันไม่ให้เงาสะท้อนไปกระทบกับผนังหินปูนด้านนอก มือขวาของชายหนุ่มกระชับด้ามปืนสั้นพกซ่อนในซองหนังอย่างมั่นคง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ผ่านสนามรบในหลุมขุดค้นมาโชกโชนบอกเขาชัดเจนว่า ประสาทสัมผัสรอบตัวกำลังถูกรบกวน
ดร.นลินชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวไปสู่แท่นหินจารึกเบื้องหน้า เธอนิ่งค้างในท่าทางเตรียมเอื้อมมือไปสัมผัสอักษรโบราณ แม้ความมืดจะอำพรางใบหน้าส่วนใหญ่ของเธอไว้ แต่รวินท์ก็ยังสังเกตเห็นจังหวะการหายใจที่สะดุดไปเสี้ยววินาที—นั่นคือปฏิกิริยาของนักวิชาการผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ เมื่อความจริงอันศักดิ์สิทธิ์ถูกคุกคามด้วยความเป็นความตาย
“คุณได้ยินอะไรเหรอคะ—เอ๊ย... ครับ” นลินแก้คำพูดทันที น้ำเสียงของเธอเจือแววประชดประชันเล็กน้อยท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด “หรือว่าสัญชาตญาณนักล่าสมบัติของคุณกำลังตื่นตระหนก เพราะกลัวว่าจะมีใครมาแบ่งปันโบราณวัตถุชิ้นนี้ไป”
“ไม่ใช่สมบัติ แต่เป็นความตายต่างหากที่เรากำลังแบ่งกัน” รวินท์ก้าวเข้าไปประชิดร่างบางอย่างเงียบเชียบ มือใหญ่วางทับลงบนไหล่ของเธอเพื่อกดให้ย่อตัวลงต่ำ ลมหายใจของเขารดรินอยู่ใกล้ใบหูจนสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของบรรยากาศ “เงี่ยหูฟังให้ดีสครับ... นับสาม สอง หนึ่ง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงเกลียดพวกที่ชอบเดินตามหลังคนอื่น”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ จนกระทั่งเสียงหนึ่งลอดผ่านความกดอากาศเข้ามา—เสียงรองเท้าบูทกระทบกับกรวดหินด้านบนเบามาก แต่ทว่ามั่นคงและมีระบบระเบียบเกินกว่าจะเป็นสัตว์ป่าหรือนักท่องเที่ยวหลงทาง เสียงนั้นเว้นจังหวะเป็นระยะ ส่อเจตนาถึงการเดินตรวจการณ์อย่างระมัดระวัง เป็นมืออาชีพ และกำลังมุ่งตรงมายังปากอุโมงค์ลับที่พวกเขาเพิ่งมุดลงมา
ดร.นลินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความเย่อหยิ่งทางวิชาการมลายหายไปสิ้นเมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้าย สายตาของเธอหันมาสบกับดวงตาคมกริบของรวินท์ในความมืด แววตาคู่นั้นไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นชาและการคำนวณความน่าจะเป็นราวกับเครื่องจักร
“คนของเรา... หรือคนของฝั่งนั้น?” นลินกระซิบถาม เสียงสั่นพร่าเล็กน้อย
“ฝั่งไหนล่ะครับ?” รวินท์ย้อนถาม นัยน์ตาคมกวาดมองสำรวจร่องรอยการต่อสู้บนพื้นดินชื้นแฉะใกล้ๆ เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ใช้ปลายนิ้วแตะรอยเลือดแห้งกรังบนใบไม้ร่วง และรอยลากยาวที่ถูกกลบเกลื่อนอย่างลวกๆ “ดูรอยนี่สครับ... รอยรองเท้าคอมแบทลายดอกยางแบบเฉพาะเจาะจง แรงกดที่น้ำหนักลงไปข้างขวามากกว่าข้างซ้าย แปลว่าคนผู้นี้มีอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าซ้าย แต่ยังคงเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอได้ นี่ไม่ใช่โจรท้องถิ่น และไม่ใช่หน่วยงานราชการทั่วไป... นี่คือมือสังหารรับจ้างที่ถูกส่งมาเก็บกวาดพยานปากสุดท้าย”
ประโยคหลังทำให้หัวใจของนลินกระตุกวูบ ภาพของเอกสารลับและคำเตือนเรื่อง ‘คำสาป’ ของโบราณวัตถุก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาในหัว ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่มันคือการฆาตกรรมอำพรางที่ถูกจัดฉากอย่างแนบเนียนโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องการปิดปากนักวิชาการผู้ล่วงรู้ความลับ
“ถ้าอย่างนั้น... ทำไมคุณถึงยังพาฉันเดินลึกเข้ามาในทางตันนี้ล่ะครับ” นลินถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคง แม้ว่าความหวาดกลัวจะเริ่มกัดกินจิตใจ “ที่นี่ไม่มีทางออกอื่นแล้ว เรากำลังเดินเข้ามุมอับ”
“ทางตันมีไว้สำหรับคนที่ไม่รู้จักสังเกตครับ ดร.นลิน” รวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือซ้ายคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้แน่นแล้วออกแรงดึงให้ขยับตาม “ผมไม่ได้พามาตาย แต่ผมกำลังพามาดูหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฆาตกรไม่อยากให้ใครเห็น”
เขานำเธอมาหยุดอยู่เบื้องหลังแท่นหินโบราณขนาดใหญ่ รวินท์ใช้ด้ามปืนเคาะเบาๆ ที่ฐานศิลาจารึก เสียงก้องกังวานทึบๆ บ่งบอกถึงความว่างเปล่าเบื้องหลัง เขาใช้มือเปล่าดันแผ่นศิลาที่มีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมด้วยพละกำลังมหาศาล จนกระทั่งกลไกฟันเฟืองโบราณส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่น ดินและฝุ่นผงร่วงกราวลงมา เผยให้เห็นช่องทางลับมืดสนิทที่มีกลิ่นอายของอารยธรรมโบราณอีกยุคหนึ่งซ่อนอยู่
“เชิญครับ” รวินท์ผายมือเชิงให้เกียรติอย่างสุภาพ ทว่าแววตากลับจริงจังและเฉียบขาด “สถานที่แห่งนี้ถูกบันทึกไว้ในสมุดบันทึกของศาสตราจารย์ผู้ล่วงลับ บิดาของคุณ... และเป็นที่เดียวกับที่เขาถูกฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อน”
นลินชะงักงัน ร่างกายชาดิกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระบาล ชื่อของบิดาผู้ล่วงลับคือแผลเป็นที่เธอพยายามกลบฝังมาตลอดชีวิต การก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการเดินทางย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม
“คุณ... รู้จักพ่อฉัน?” เสียงของเธอขาดห้วง
“ผมไม่ได้แค่รู้จักครับ” รวินท์ก้าวเข้าไปในช่องลับ พร้อมกับดึงตัวเธอก้าวตามเข้าไปก่อนที่แสงไฟฉายจากภายนอกจะสาดส่องเข้ามาถึงปากอุโมงค์ “แต่ผมคือคนสุดท้ายที่คุยกับเขาก่อนที่เขาจะกลายเป็นศพ... และตอนนี้ ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย”
เขาดึงแผ่นศิลาปิดตายช่องลับลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงช่องมองแคบๆ ที่ทำให้มองเห็นเหตุการณ์ภายนอกได้อย่างชัดเจน
ในความมืดสลัวของห้องลับใต้ดินนั้น ดร.นลินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเมื่อแสงไฟฉายของรวินท์ส่องกระทบเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนแท่นหินกลางห้อง—มันไม่ใช่โบราณวัตถุล้ำค่า แต่เป็นโครงกระดูกมนุษย์ในชุดนักโบราณคดี พร้อมกับกล้องบันทึกภาพรุ่นเก่าที่มีคราบเลือดแห้งกรัง และเทปคาสเซ็ตต์ตัวสุดท้ายที่ยังไม่ได้ถูกเปิดฟัง
รวินท์ย่อตัวลงนั่งข้างๆ เธอ กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝุ่นดินและควันบุหรี่จางๆ ของเขาให้ความรู้สึกปลอดภัยท่ามกลางความหนาทึบของความตาย นิ้วมือเรียวยาวของชายหนุ่มเอื้อมไปหยิบกล้องบันทึกภาพขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“ฟังให้ดีนะครับ ดร.นลิน” รวินท์กระซิบเบาๆ 1 บรรทัดข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย “เสียงฝีเท้าที่คุณได้ยินเมื่อครู่ ไม่ใช่แค่ตามเรามา... แต่มันกำลังยืนอยู่เหนือหลุมศพของพ่อคุณ และมันกำลังไขกุญแจเปิดประตูห้องนี้เข้ามาแล้ว”
**************************************************
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางขุดค้นความจริงอันดำมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ
ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 22
รอยเท้าของฆาตกร
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!