กลิ่นคาวเกลือผสมน้ำมันเครื่องเก่าๆ คลุ้งอยู่ในห้องโดยสารแคบๆ ของเรือยนต์ขนาดกลาง แรงกระแทกจากการปะทะกับคลื่นลูกใหญ่ทำให้โครงสร้างไม้ลั่นเอี๊ยดออดราวกับกระดูกที่ถูกบิดขยับ รวินท์ไม่แม้แต่จะชายตามองแก้วกาแฟดำที่วางอยู่บนโต๊ะพับโยกเยกตรงหน้า เขาใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือสำรวจรอยบิ่นของมีดพกสเตนเลสในมือซ้ำไปซ้ำมา เสียงเหล็กกระทบกันเบาๆ กลบเสียงคำรามของเครื่องยนต์ดีเซลที่เร่งรอบฝ่ากระแสน้ำเชี่ยว
ตรงข้ามกับเขา ดร.นลินกำลังนั่งหลังตรงอยู่บนเบาะหนังเทียมขาดวิ่น สายตาของเธอไม่ได้มองคลื่นลมภายนอกหน้าต่างกระจกที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำเค็ม แต่จดจ่ออยู่กับสมุดบันทึกปกหนังสีเข้มที่กางอยู่บนตัก ปากกาหมึกซึมในมือของเธอขีดเขียนตัวอักษรลงไปเป็นระยะอย่างเงียบเชียบ ทว่ารวินท์สังเกตเห็นว่าจังหวะการจรดปลายปากกานั้นสะดุดลงทุกครั้งที่เรือเอียงตัวไปตามแรงคลื่น
"ถ้าคุณเมาเรือ การพยายามถอดรหัสศิลาจารึกยุคสุริยันในสภาพนี้ จะมีแต่ทำให้หมึกเลอะเทอะเปล่าๆ นะครับ ดร.นลิน" รวินท์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดทับบรรยากาศระหว่างเขาทั้งสอง
นลินเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาหลังกรอบแว่นไร้กรอบมีความเหนื่อยล้าเจืออยู่เล็กน้อย แต่ความนิ่งสงบในดวงตาคู่นั้นยังคงชัดเจน เธอวางปากกาลงบนสมุด ปิดมันอย่างเบามือ แล้วประสานมือไว้บนหน้าตัก
"ฉันไม่ได้เมาเรือค่ะ—เอ๊ย... ผมไม่ได้เมาเรือครับ รวินท์" นลินแก้คำพูดของตัวเองทันทีเมื่อเผลอใช้สรรพนามที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ พร้อมกับส่งรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "และฉัน... เอ่อ ผมคิดว่าสมาธิของผมดีพอที่จะไม่ปล่อยให้หมึกเลอะหน้ากระดาษหรอกครับ แต่ขอบคุณที่เป็นห่วง"
"ผมไม่ได้เป็นห่วง" รวินท์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบสนทนาเฉียบขาดไร้เยื่อใย "ผมแค่ไม่อยากให้ข้อมูลในสมุดนั่นเสียหาย เพราะถ้าเราเหยียบขึ้นไปบนเกาะร้างนั่นแล้วเกิดมีใครตายขึ้นมา สมุดเล่มนั้นจะเป็นเบาะแสเดียวที่เหลืออยู่... และผมไม่ชอบทำงานโดยไม่มีแผนที่"
"คุณมองทุกอย่างเป็นผลลัพธ์และการสูญเสียเสมอเลยสินะครับ" นลินโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แสงสลัวจากหลอดไฟนีออนกระพริบเหนือหัวส่องให้เห็นเงาบนใบหน้าของเธอชัดเจนขึ้น "สำหรับคุณ เกาะร้างแห่งนั้นคือเป้าหมาย การได้วัตถุโบราณมาครอบครองคือชัยชนะ แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่า... สิ่งที่เรากำลังตามหามันอาจไม่ใช่แค่ทองคำหรือศัสตราวุธ แต่มันคือคำเตือนที่บรรพบุรุษพยายามซ่อนไว้จากคนโลภอย่างคุณ"
รวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำให้ห้องโดยสารแคบๆ ดูแคบลงไปถนัดตา เขาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะพับ ก้มตัวลงมองลอดผ่านเลนส์แว่นตาเข้าตาของเธอโดยตรง ระยะห่างที่ใกล้จนเกินพอดีทำให้กลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นไอทะเลปะปนกัน
"คนโลภเหรอครับ ดร.นลิน?" รวินท์กระซิบเสียงต่ำ "คุณต่างหากที่กำลังหลอกตัวเองว่าตัวเองคือนักอุดมการณ์ผู้พิทักษ์ประวัติศาสตร์ คุณอยากไขความลับเพราะความอยากรู้อยากเห็น อยากเติมเต็มความกระหายทางวิชาการโดยไม่สนว่า... ความอยากรู้นั้นจะปลดปล่อยอะไรออกมาจากหลุมศพที่ปิดตายมานับพันปี"
นลินไม่ถอยหนี เธอมองสบตาเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว แม้ลมหายใจของเธอจะสะดุดไปชั่วขณะเมื่อความกดดันจากตัวตนของรวินท์แผ่ซ่านเข้ามาใกล้
"ถ้าความรู้คือบาป รวินท์... ทำไมคุณถึงยังรับจ้างนำทางผมมาที่นี่ล่ะครับ?" นลินท้าทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือน "เพราะเงิน? หรือเพราะลึกๆ แล้ว คุณเองก็อยากรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนฆ่าครอบครัวของคุณในหลุมขุดค้นที่เมโสโปเตเมียเมื่อสิบปีก่อน"
ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่านช่องว่างระหว่างเขาทั้งสอง รวินท์ชะงักไป ดวงตาคมกริบหรี่แคบลง รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างอย่างไม่ปิดบัง กรามของเขาขบเข้าหากันจนสันนูนขึ้นชัดเจน เป็นครั้งแรกที่ความเยือกเย็นของนักแกะรอยมืออาชีพมีรอยร้าว
บรรยากาศในห้องโดยสารอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงเครื่องยนต์เรือที่เคยสม่ำเสมอกลับฟังดูเหมือนเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำพวกเขาทั้งคู่ ทันใดนั้น แรงกระแทกมหาศาลก็เหวี่ยงเรือเอียงวูบไปด้านข้าง จนสมุดบันทึกของนลินไถลตกจากโต๊ะกระแทกพื้น เสียงประตูกระจกด้านนอกถูกเปิดผางพร้อมกับละอองน้ำทะเลที่สาดซัดเข้ามา
"คุณชายรวินท์! ดร.นลิน! ออกมาดูนี่เร็วเข้า!" เสียงตะโกนของไต๋เรือดังฝ่าเสียงลมพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นด้านนอก
รวินท์ผละออกจากนลินอย่างรวดเร็ว สายตาของเขายังคงทิ้งร่องรอยความคุกรุ่นไว้เบื้องหลัง ก่อนจะคว้าเสื้อกันฝนมาสวมแล้วก้าวพรวดออกไปยังกราบเรือด้านหน้า นลินรีบก้มลงเก็บสมุดบันทึกขึ้นมาแนบอก มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยจากแรงอารมณ์ที่เพิ่งปะทะกันเมื่อครู่ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติแล้วเดินตามออกไป
เบื้องหน้าพวกเขา ท่ามกลางหมอกทึบและคลื่นลมที่เริ่มปั่นป่วน ท้องทะเลสีครามเข้มเกือบดำปรากฏเงาสูงตระหง่านของเกาะหินปูนรูปร่างประหลาด หน้าผาสูงชันตั้งตรงดิ่งลงสู่ทะเลราวกับกำแพงปราสาทโบราณที่ถูกสร้างขึ้นโดยยักษ์ใหญ่ และบนยอดหน้าผานั้น... มีบางสิ่งกำลังลุกไหม้
แสงไฟสีแดงส้มวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมัวของเมฆฝน ไม่ใช่เปลวไฟจากธรรมชาติ แต่มันคือแสงไฟจากคบเพลิง หรืออาจจะเป็นสัญญาณไฟบางอย่างที่ถูกจุดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์
ไต๋เรือหน้าซีดเผือด มือที่กำพวงมาลัยเรือสั่นระริก "ผมไม่เคยเห็นแสงไฟบนเกาะนั้นมาก่อน... แผนที่บอกว่ามันเป็นเกาะร้างไม่มีคนอาศัยมาเป็นร้อยปีแล้วนะคุณ!"
รวินท์หยิบกล้องส่องทางไกลกันน้ำขึ้นมาทาบกับดวงตา เลนส์ซูมผ่านม่านละอองฝนเข้าไปยังชายหาดแคบๆ เบื้องล่างหน้าผา ภาพที่ปรากฏผ่านเลนส์ทำให้หัวใจของนักแกะรอยกระตุกวูบ
บนหาดทรายสีดำสนิท มีเรือยนต์ลำเล็กจอดเทียบอยู่สองลำ—และรอบๆ เรือเหล่านั้น มีร่างเงาดำนับสิบกำลังยืนเรียงรายโดยไม่ไหวติ่ง ทั้งหมดหันหน้าตรงมายังทิศทางที่เรือของพวกเขากำลังมุ่งหน้าไป ราวกับกำลังรอคอยการมาเยือนของใครบางคนอยู่ก่อนแล้ว
รวินท์ลดกล้องลง ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารีบหันกลับไปมองนลินที่ยืนอยู่ด้านหลัง ชั่วพริบตานั้นเอง ความตึงเครียดเรื่องส่วนตัวถูกแทนที่ด้วยความตระหนักรู้ถึงอันตรายที่แท้จริง
"ดูเหมือนว่า... เราไม่ได้มากันแค่สองคนแล้วล่ะครับ ดร.นลิน" รวินท์พูดเสียงเรียบพร้อมกับเอื้อมมือไปปลดล็อกซองปืนพกใต้เสื้อกันฝน "และพวกมัน... ก็คงไม่ได้ต้อนรับเราในฐานะแขกผู้มีเกียรติเสียด้วย"
แล้วในวินาทีนั้นเอง เสียงวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าที่ติดตั้งอยู่บนสะพานเดินเรือซึ่งควรจะเงียบสนิท ก็ส่งเสียงซ่าแตกพร่าออกมา พร้อมกับเสียงกระซิบแหบแห้งที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่กลับดังก้องชัดเจนในโสตประสาทของทุกคนบนเรือ...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดและค้นหาความจริงไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 16
คลื่นลมและคนแปลกหน้า
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!