"อย่าหันหลังกลับไปมอง ถ้าคุณยังไม่อยากเห็นกระสุนฝังลงบนหน้าผากตัวเอง"
เสียงกระซิบของรวินท์ทุ้มต่ำและเฉียบขาด ท่ามกลางความวุ่นวายของตลาดโบราณใจกลางเมืองเก่าที่กลิ่นเครื่องเทศฉุนกึกผสมปนเปไปกับกลิ่นน้ำมันดีเซลจากเครื่องปั่นไฟ ดร.นลินชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวข้ามกองลังไม้ เธอไม่ได้หวาดกลัวจนสั่นเทา แต่ดวงตาของเธอวูบไหวด้วยการประเมินสถานการณ์ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่บทเรียนในมหาวิทยาลัย แต่คือโลกแห่งความจริงที่กฎหมายเข้าไม่ถึง
"เรามีทางออกอื่นไหม" นลินถาม สุ้มเสียงของเธอยังคงรักษาระดับความเยือกเย็น แม้ฝ่ามือจะเริ่มชื้นเหงื่อ
"มี ทางออกไปสู่ความตายถ้าเรายังเดินโง่ๆ แบบนี้" รวินท์ดึงแขนเธอให้มุดเข้าหลังแผงขายพรมเปอร์เซียสีหม่น ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอจนน่าเหลือเชื่อ เขาหยิบอุปกรณ์ขนาดจิ๋วออกจากกระเป๋ากางเกง มันคือเครื่องรบกวนสัญญาณระยะใกล้ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเอง "พวกมันมีมากกว่าสามคนและไม่ได้มาเดินเล่น พวกมันมาปิดงาน"
"เพราะจารึกแผ่นนั้นเหรอ" นลินมองรวินท์ที่กำลังสอดส่องสายตาผ่านช่องว่างของพรม "คุณเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อกระดาษเก่าๆ ที่พังทลายมาหลายพันปีเนี่ยนะ รวินท์? มันคุ้มค่าจริงหรือสำหรับคุณ?"
รวินท์หันมามองเธอ แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธ แต่มันเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากความเย็นชา "สำหรับคุณมันคือประวัติศาสตร์ สำหรับผม... มันคือหลักฐานว่าใครเป็นคนฆ่าพ่อแม่ผมในหลุมขุดค้นนั้น ความจริงที่คนพวกนี้พยายามฝังกลบมาตลอดสิบปีไง ดร.นลิน"
บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เหยียบย่ำลงบนเศษเครื่องปั้นดินเผาที่แตกกระจายไม่ไกลจากจุดที่พวกเขากำลังซ่อนตัว เงาร่างสูงใหญ่สองเงาทอดผ่านลงบนผนังอิฐสีดินเผา หนึ่งในนั้นหยุดลงตรงหน้าแผงพรม ราวกับกำลังดมกลิ่นเหยื่อ
รวินท์ไม่ได้รอช้า เขาคว้าเศษโลหะชิ้นเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ตัวแล้วดีดมันไปยังฝั่งตรงข้ามของตลาด เสียงโลหะกระทบกับถังน้ำดัง *เคร้ง!* เรียกความสนใจจากพวกนักล่าได้ในทันที
"ไป!"
เขากระซิบพลางดันตัวนลินให้วิ่งไปตามตรอกแคบๆ ที่เต็มไปด้วยเศษขยะและฝุ่นควัน นลินฝืนร่างกายที่แทบจะหมดแรง เธอไม่ใช่สายลุย แต่ไหวพริบของนักโบราณคดีทำให้เธอมองเห็นโครงสร้างของเมืองเก่าแห่งนี้ได้ดีกว่าใคร
"ทางนั้น! รอยแยกของผนังวิหารนั่นเชื่อมต่อไปยังอุโมงค์ระบายน้ำเก่า!" นลินตะโกนบอกขณะที่พวกเขาวิ่งผ่านแผงขายผ้าไหม รวินท์พยักหน้าโดยไม่ลังเล เขาเป็นผู้นำทาง แต่เธอกำลังเป็นผู้กำหนดแผนที่
ทว่าก่อนที่จะถึงทางออก ร่างเงาสีดำสองร่างดักรออยู่เบื้องหน้า ชายร่างกำยำในชุดคลุมสีเข้มชักมีดพกออกมา รวินท์ไม่เสียเวลาเจรจา เขาพุ่งตัวเข้าปะทะกับคนแรกด้วยความรวดเร็วที่น่าเหลือเชื่อ หมัดของเขาซัดเข้าที่ปลายคางจนคู่ต่อสู้เซถลา แต่นลินก็ตกอยู่ในอันตรายเมื่อชายอีกคนพุ่งเข้ามาหมายจะรวบตัวเธอ
รวินท์ตัดสินใจคว้าเหล็กเส้นที่หลุดออกมาจากผนังปูนขึ้นมาใช้แทนกระบอง เขาฟาดเข้าที่ข้อศอกของชายคนนั้นจนมีดร่วงหล่น ก่อนจะผลักนลินให้ถอยห่างออกมา
"อย่าเข้ามาใกล้!" รวินท์ตะโกนพลางถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับนลิน "นลิน ถอยไปข้างหลังผม!"
"เราต้องหาทางขัดขวางมัน ไม่ใช่แค่หนี!" นลินหยิบกระเป๋าเป้ของเธอออกมา มือของเธอควานหาขวดสารเคมีที่ใช้ในการอนุรักษ์โบราณวัตถุซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง "ถ้าผมดึงความสนใจพวกมัน คุณใช้สิ่งนี้พ่นใส่พวกมันซะ!"
รวินท์ชะงักไปเล็กน้อยกับความกล้าหาญของนักวิชาการสาว เขาพยักหน้ายอมรับอย่างศิโรราบ "ตกลง... นับสามนะ"
ทั้งคู่เคลื่อนไหวพร้อมกันดั่งใจนึก รวินท์พุ่งเข้าใส่ศัตรูด้วยความดุดันบ้าคลั่งในขณะที่นลินสาดของเหลวในขวดใส่ใบหน้าของพวกมันจนเกิดเสียงขู่ฟ่อและควันสีจางๆ ลอยคลุ้ง พวกนักล่าร้องโหยหวนด้วยความทรมานจากการแสบร้อน ทั้งสองอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นวิ่งฝ่าความมืดเข้าไปในอุโมงค์แคบๆ ที่มีแสงสลัวจากรูรั่วของเพดานเพียงน้อยนิด
เมื่อถึงจุดที่ปลอดภัยจากสายตาผู้ล่า ทั้งคู่นั่งหอบหายใจอยู่ข้างกำแพงอิฐเก่าแก่นับร้อยปี นลินสังเกตเห็นรอยถลอกบนใบหน้าของรวินท์ เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาหมายจะเช็ดรอยเลือดให้ แต่ทว่ามือของเขากลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่นเสียก่อน
แววตาของรวินท์ในความมืดนั้นลึกซึ้งและซับซ้อนเกินกว่าที่นลินจะคาดเดาได้ "ทำไมคุณถึงช่วยผม... ทั้งที่ความจริงที่ผมตามหา อาจจะทำลายชื่อเสียงของพิพิธภัณฑ์ที่คุณเทิดทูนนักหนา?"
นลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสบตาเขาด้วยความมั่นคง "เพราะความจริงไม่มีเจ้าของ รวินท์... และจริยธรรมของนักโบราณคดี ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องชื่อเสียงของใคร แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องสิ่งที่มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับรู้"
รวินท์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำตอบ เสียงวิทยุสื่อสารที่เปื้อนคราบเลือดในกระเป๋ากางเกงของหนึ่งในนักล่าที่เขายึดมาได้ ก็ดังขึ้นแทรกความเงียบ
*"เป้าหมายยังอยู่ในรัศมี... จัดการได้เลย ไม่ต้องเก็บงานให้เหลือซาก"*
ทั้งสองหันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง เพราะน้ำเสียงที่สั่งการผ่านวิทยุนั้นไม่ได้มาจากหัวหน้ากลุ่มนักล่าที่ตามล่าพวกเขา แต่มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด เสียงของใครบางคนที่นลินเชื่อใจที่สุดในคณะผู้บริหารพิพิธภัณฑ์
มือของรวินท์สั่นเล็กน้อยเมื่อหยิบจารึกแผ่นนั้นออกมาจากกระเป๋าผ้า แสงสลัวจากโทรศัพท์มือถือที่นลินเปิดขึ้นเผยให้เห็นรอยจารึกที่เปลี่ยนไป ตัวอักษรโบราณที่เคยแน่นิ่ง บัดนี้เริ่มเรืองแสงสีฟ้าจางๆ และหมุนวนราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ต่อหน้าต่อตาพวกเขา
"มันไม่ใช่แค่จารึกบันทึกประวัติศาสตร์แล้ว..." รวินท์พึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความหวาดหวั่น "นลิน... ผมว่าเราเพิ่งเปิดประตูที่ไม่มีวันปิดลงได้อีกแล้ว"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดและค้นหาความจริงไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 13
การไล่ล่าข้ามเมือง
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!