ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 12

ศัตรูที่คาดไม่ถึง

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
กลิ่นอับของดินชื้นและสนิมเหล็กในห้องใต้ดินของซากปรักหักพังยุคอาณานิคม ไม่ได้น่ารังเกียจเท่ากับกลิ่นหอมจางๆ ของชาอังกฤษราคาแพงที่ลอยวนอยู่ปลายจมูก รวินท์กดปลายนิ้วลงบนด้ามปืนสั้นพกพาใต้เสื้อแจ็คเก็ต เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ในความเงียบงัน เป็นจังหวะเดียวกับเสียงฝีเท้าของคนที่ควรจะนั่งรออยู่บนรถกันกระสุนด้านนอก ดร.นลินขยับแว่นกรอบทองบนสันจมูก ดวงตาหลังเลนส์คู่นั้นกวาดมองคราบเลือดแห้งกรังบนแท่นหินโบราณสลับกับร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดพิเศษ ซึ่งกำลังยืนไขว้หลังถือแก้วคริสตัลใสบรรจุของเหลวสีอำพันอย่างใจเย็น "ผมบอกคุณแล้วนะดร.นลิน ว่าความอยากรู้อยากเห็นของนักวิชาการ มันมักจะมีราคาแพงกว่าที่งบประมาณวิจัยจะจ่ายไหว" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น รอยยิ้มบนมุมปากของ "ท่านประธานพงษ์ภัทร" ผู้ร่วมทุนรายใหญ่ที่สุดของโครงการขุดค้นครั้งนี้ ไม่มีเค้าลางของความใจดีและความสุภาพเรียบร้อยเหมือนตอนที่นั่งเซ็นสัญญาในห้องแอร์เย็นฉ่ำแม้แต่น้อย แววตาของนักธุรกิจหมื่นล้านคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และเต็มไปด้วยความกระหายอำนาจที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากผู้สนับสนุนศิลปวัฒนธรรม รวินท์ก้าวเท้าขึ้นมาบังหน้าปราชญ์ภาษาศาสตร์ครึ่งก้าว สัญชาตญาณนักแกะรอยและอดีตทหารรับจ้างส่งเสียงร้องเตือนภัยในหัว สมองของเขาวิเคราะห์เส้นทางหนีทีไล่และมุมกระสุนในห้องแคบๆ นี้อย่างรวดเร็ว "ทุนการศึกษาห้าสิบล้านบาท เพื่อแลกกับการตามหา 'ศัสตราวุธแห่งความเงียบ' ที่พวกคุณอ้างว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม แต่แท้จริงแล้ว... มันคือเครื่องมือปิดปากคนที่รู้ความลับเรื่องสัมปทานเหมืองแร่เถื่อนเมื่อสิบปีก่อนสินะครับท่านประธาน" รวินท์เอ่ยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่แฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือน พงษ์ภัทรหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและน่าขนลุก เขายกแก้วขึ้นจิบก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะไม้เก่าแก่เสียงดัง *กริ๊ก* "คุณรวินท์นี่สมกับที่เป็นสุนัขล่าเนื้อที่เก่งกาจจริงๆ ครับ น่าเสียดาย... ที่สุนัขมักจะไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของชามข้าวที่แท้จริง" พงษ์ภัทรผายมือไปยังมุมมืดของห้องใต้ดิน พลันแสงไฟฉายแรงสูงหลายดวงก็สาดส่องเข้ามาพร้อมกัน เสียงขึ้นลำกล้องปืนกลมือดังระงมไปทั่วผนังหินอับชื้น บอดี้การ์ดในชุดดำไม่ต่ำกว่าหกนายปิดล้อมพวกเขาทุกทางหนี นลินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ มือเรียวบางที่ถือสมุดบันทึกภาคสนามสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความโกรธที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือบังหน้าการฆาตกรรม "คุณพงษ์ภัทร... ศิลาจารึกชิ้นนั้นไม่ได้พูดถึงอาวุธสงคราม แต่มันบันทึกชื่อของเหยื่อที่ถูกฝังกลบไว้ใต้สัมปทานของคุณ..." นลินเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยจ้องมองชายตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว "คุณไม่ได้ต้องการโบราณวัตถุไปประมูล คุณแค่ต้องการทำลายหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมโยงคุณกับโศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อน" "ฉลาดมากครับดร.นลิน สมแล้วที่เป็นดอกเตอร์ด้านภาษาโบราณ" พงษ์ภัทรยิ้มเยาะ เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว "แต่ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด ถ้ามันขัดขวางผลกำไรของบริษัทผม... โลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยเงินตราและความเงียบครับ ไม่ใช่ความจริงอันสวยงามที่คุณพยายามจะขุดคุ้ย" รวินท์เหลือบมองเสี้ยวหน้าของนลินที่ยืนอยู่ด้านหลัง เขาสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดในกล้ามเนื้อของเธอ แม้ปากจะบอกว่ายึดมั่นในจริยธรรม แต่ในสถานการณ์เป็นตายนี้ รวินท์รู้ดีว่าทฤษฎีทางวิชาการช่วยอะไรไม่ได้เลย มีเพียงสัญชาตญาณดิบและการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่จะต่อลมหายใจให้พวกเขาได้ "ดร.นลิน" รวินท์กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน โดยไม่ละสายจากปลายกระบอกปืนของมือปืนฝั่งตรงข้าม "จำตู้เหล็กเก็บตัวอย่างโบราณวัตถุทางซ้ายมือได้ไหมครับ?" นลินขยับตัวเล็กน้อย พยักหน้ารับอย่างรู้ทันโดยไม่ต้องอธิบายยืดเยื้อ แม้จะมีอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันในยามปกติ แต่ยามวิกฤต เคมีและความเข้าใจระหว่างคนทั้งสองกลับทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ "นับสามนะครับ..." รวินท์ปลดล็อกเซฟปืนในมือ ชั่วพริบตาเดียวที่แสงไฟฉายวูบไหว รวินท์ก็ซัดระเบิดควันพกพาลงกับพื้นคอนกรีตเสียงดังสนั่น! *ปัง!* กระสุนนัดแรกเจาะทะลุกำแพงหินฝุ่นตลบอบอวล ความมืดและควันสีขาวเข้าปกคลุมห้องใต้ดินในเสี้ยววินาที รวินท์คว้าข้อมือนลินไว้แน่นแล้วพุ่งตัวหลบหลังแท่นบูชาโบราณ เสียงโวยวายและเสียงฝีเท้าวิ่งชุลมุนดังระงม พงษ์ภัทรสั่งการด้วยความเกรี้ยวกราดท่ามกลางกลุ่มควัน "อย่าให้พวกมันหนีไปได้! พลิกแผ่นดินหาก็ต้องเอาตัวมันมาให้2" รวินท์ดันนลินให้เข้าไปหลบในซอกผนังแคบๆ ที่มีประตูเหล็กขึ้นสนิมปิดตายอยู่ บานประตูนั้นผุกร่อนตามกาลเวลา แต่ด้วยแรงถีบมหาศาลของรวินท์ มันก็ยอมเปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู "ทางนี้ครับ!" รวินท์ดันร่างของนลินเข้าไปด้านใน ก่อนจะแทรกตัวตามเข้าไปแล้วใช้คานเหล็กขัดประตูไว้จากด้านใน เสียงกระแทกประตูดังโครมครามจากด้านนอก พร้อมเสียงตะโกนด่าทอที่ไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด ภายในห้องนี้มืดสนิทและมีกลิ่นเหม็นอับชื้นรุนแรงกว่าเดิม รวินท์หยิบไฟฉายขนาดเล็กจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาส่องนำทาง แสงไฟสีขาวนวลกวาดไปทั่วห้องแคบๆ ที่เต็มไปด้วยลังไม้เก่าและเศษกระดูกสัตว์ระเกะระระกะ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ฝีเท้าของรวินท์ต้องหยุดชะงัก นลินเดินตามหลังมาติดๆ เธอยกมือขึ้นปิดจมูกจากกลิ่นฉุนประหลาด ก่อนที่แสงไฟฉายจากมือของรวินท์จะสะท้อนเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง มันไม่ใช่ลังไม้ และไม่ใช่ซากโบราณวัตถุธรรมดา... กลางห้องนั้นมีโต๊ะทำงานไม้สักทองโบราณวางอยู่ บนโต๊ะมีแฟ้มเอกสารลับกองพะเนิน และที่น่าตกใจที่สุดคือ "โทรศัพท์มือถือ" รุ่นปัจจุบันที่หน้าจอยังคงสว่างวาบ แสดงข้อความแจ้งเตือนข้อความล่าสุดที่เพิ่งถูกส่งเข้ามาราวกับว่ามีคนเพิ่งใช้งานมันไปเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว นลินก้าวเข้าไปใกล้ หยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา หน้าจอแสดงภาพถ่ายล่าสุดในห้องนี้... ภาพถ่ายแผ่นหลังของเธอและรวินท์ที่เพิ่งก้าวเข้ามาหลบภัยในห้องนี้เมื่อครู่นี้เอง! หัวใจของนลินกระหน่ำรัวด้วยความตื่นตระหนก รวินท์หันขวับกลับมามองรอบตัวทันที ปืนในมือถูกยกขึ้นเล็งไปยังมุมมืดของห้องที่แสงไฟส่องไม่ถึง พลัน... เสียงปรบมือช้าๆ สามครั้ง ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหน้า "ยินดีต้อนรับสู่ห้องทำงานส่วนตัวของผมครับ... คุณนักแปลรหัส และคุณอดีตทหารรับจ้าง" เสียงทุ้มคุ้นหูเอ่ยทักทาย ร่างสูงโปรดในชุดสูทรatของชายอีกคนก้าวออกมาจากเงาสลัว รอยยิ้มอบอุ่นใจดีที่เคยเห็นบนโต๊ะอาหารค่ำเมื่อคืนนี้ กลับปรากฏบนใบหน้าของบุคคลที่พวกเขาไม่มีวันคาดคิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ได้... คนที่ควรจะติดอยู่ด้านนอกกับพงษ์ภัทร ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดและค้นหาความจริงไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%