"อย่าขยับ... แม้แต่ปลายนิ้วก็ห้าม"
ขุนพลกระซิบเสียงต่ำ ลมหายใจของเขาแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งในความมืดมิดที่หนาหนักราวกับน้ำมันดิบ มือขวาที่หยาบกร้านจากการจับปืนและมีดเดินป่ามาค่อนชีวิต กดไหล่ของดร.รินรดาไว้แน่น ขณะที่มือซ้ายกุมด้ามมีดอาคมที่สลักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ท่ามกลางหุบเขาที่ไร้ชื่อแห่งนี้ พวกเขากำลังยืนอยู่ใจกลางสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น 'สุสานคนลืม' แผ่นหินศิลาแลงผุพังโผล่พ้นพื้นดินราวกับฟันผุของสัตว์ร้ายที่เน่าเปื่อย กลิ่นสาบสางของซากศพเก่าเก็บผสมกับกลิ่นดินชื้นแฉะอบอวลไปทั่วบริเวณ
"คุณขุนพล..." รินรดาพยายามเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก สายตาของเธอซึ่งปกติจะมองโลกผ่านเลนส์กล้องและตำราโบราณคดี บัดนี้สั่นระริกเมื่อเห็นไอสีดำจางๆ ลอยคว้างอยู่เหนือหลุมศพที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามวา "นั่น... มันไม่ใช่แค่ลมพัดใช่ไหมคะ?"
"หุบปากเสียเถอะแม่คุณ" ตาเฒ่าพานที่นั่งยองๆ อยู่ข้างกองไฟที่แทบจะมอดดับโพล่งขึ้นมา ดวงตาฝ้าฟางของเขาสะท้อนแสงวับวาวผิดปกติเหมือนตาของสัตว์หากินกลางคืน "พวกมันไม่ได้หิวแค่เลือดเนื้อ แต่มันหิว 'ลมหายใจ' ของคนเป็นที่หลงเข้ามาในเขตหวงห้าม"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าไม่ใช่ความเงียบที่สงบเงียบ แต่มันคือความเงียบที่มี 'เสียง' รบกวน จิตสัมผัสของขุนพลบอกเขาว่ารอบกายเขามีสิ่งมีชีวิตที่ไร้ตัวตนรายล้อมอยู่เป็นร้อยเป็นพัน ดวงตาที่มองไม่เห็นกำลังจ้องมองพวกเขาจากทุกทิศทุกทาง ความหิวโหยของเหล่าวิญญาณที่ถูกกักขังในสถานที่แห่งนี้แผ่รังสีเย็นเยียบจนผิวหนังของขุนพลรู้สึกเสียวซ่านไปถึงกระดูกสันหลัง
ขุนพลหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุผงอาคมโรยเป็นวงกลมล้อมรอบที่พักแรมอย่างใจเย็น แม้ท่าทางจะดูมั่นคง แต่ในใจของเขากลับเฝ้าครุ่นคิดถึง 'เพชรตาเสือ' ที่เขาสวมติดตัวไว้ มันกำลังร้อนผ่าวราวกับจะเตือนภัยถึงสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
"เราต้องพักที่นี่ถึงรุ่งสาง" ขุนพลกล่าวพลางหันไปมองรินรดาที่พยายามข่มความกลัว "อย่าสบตา อย่าส่งเสียง และที่สำคัญที่สุด... อย่าขานรับถ้าได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตัวเอง แม้เสียงนั้นจะเป็นเสียงของพ่อผมหรือใครก็ตามที่คุณรู้จัก"
รินรดาพยักหน้าช้าๆ แต่แล้วจังหวะหัวใจของเธอก็แทบหยุดเต้น เมื่อเสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับใบไม้ร่วงดังขึ้นข้างหูของเธอ มันไม่ใช่เสียงเท้าคนเดิน แต่มันเป็นเสียงลากขาของบางอย่างที่หนักอึ้ง
"ริน... ช่วยพ่อด้วย..."
เสียงนั้นแหบพร่าและคุ้นเคยอย่างประหลาด มันดังมาจากความมืดหลังแท่นหินศิลาแลง ขุนพลชะงักไปชั่วครู่ กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งเขม็ง เขาจำเสียงนั้นได้ดี เสียงของพ่อที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!
"อย่าฟัง!" ขุนพลตวาดเบาๆ ขณะที่มือหนึ่งคว้าแขนรินรดาไว้แน่น "นั่นเป็นเพียงมายาของพรายดง มันหยิบยืมความทรงจำเรามาใช้เป็นเหยื่อล่อ!"
"แต่คุณขุนพล... เสียงนั้นมันชัดมาก มันบอกว่าเขาติดอยู่ที่นี่... ติดอยู่ในห้องลับใต้แท่นหินนี่!" รินรดาเริ่มสูญเสียการควบคุม เธอพยายามขืนตัวออกจากที่พักอาศัยชั่วคราว ขุนพลต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที เขาหันไปเห็นตาเฒ่าพานกำลังงึมงำคาถาบทเก่าแก่ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ร่างของพรานเฒ่าสั่นเทาเหมือนคนจับไข้
"ท่านพาน! หยุดเสีย ถ้าท่านเปิดทางให้พวกมัน เราทุกคนจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่!" ขุนพลตะโกน แต่ดูเหมือนว่าตาเฒ่าพานจะไม่ได้ยินเสียงของเขาแล้ว ดวงตาของพรานเฒ่ากลายเป็นสีขุ่นมัวสนิท
ทันใดนั้น แผ่นดินใต้แท่นหินศิลาแลงก็สั่นสะเทือน เสียงโหยหวนดังสนั่นกึกก้องไปทั้งป่า แสงสีเขียวหม่นพุ่งทะลุขึ้นมาจากพื้นดิน ก่อตัวเป็นเงาร่างนับสิบที่บิดเบี้ยวและหิวโหย พวกมันไม่ใช่เพียงแค่ผีตายโหงทั่วไป แต่เป็นเหล่าทหารโบราณที่ถูกสังเวยให้กับเครื่องรางอาถรรพ์ที่เขากำลังตามหา
ขุนพลชักปืนพกคู่ใจออกมา แต่เขาไม่ได้เล็งไปที่วิญญาณเหล่านั้น เขากลับหันกระบอกปืนไปที่แท่นหินที่กำลังแยกตัวออก และพบว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ไม่ใช่ห้องลับอย่างที่รินรดาเข้าใจ แต่มันคือหลุมศพขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหัวกะโหลกที่ถูกสลักด้วยอักขระขอมโบราณชนิดเดียวกันกับที่เขาเห็นในความฝัน
หนึ่งในหัวกะโหลกนั้น... ขยับปากขึ้นลงและส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา!
"ขุนพล... ลูกรัก..." เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากป่า แต่มันดังมาจากกะโหลกที่อยู่ตรงหน้าเขา "เจ้ากลับมาถึงบ้าน... ในวันที่ความแค้นของพวกเรากำลังจะถึงเวลาสะสางเสียที!"
ขุนพลหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นร่างของชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดหลังแท่นหิน ชายผู้นั้นสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกไฟไหม้จนเสียโฉม และในมือของเขาถือไม้เท้าหัวกะโหลกที่สั่นไหวไปตามแรงดึงดูดของเพชรตาเสือที่คอของขุนพล
จอมขมังเวทเงามืดเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนจะชี้ไม้เท้ามาที่ขุนพล "ข้าเฝ้ารอเวลานี้มานาน... เวลาที่สายเลือดพยัคฆ์จะมาเติมเต็มพิธีกรรมให้สมบูรณ์"
ในวินาทีที่วิญญาณนับร้อยพุ่งเข้าใส่รินรดา ขุนพลตัดสินใจทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคิดจะทำ เขาปลดสร้อยเพชรตาเสือออกจากคอแล้วโยนมันลงไปในหลุมศพเบื้องหน้า เพื่อหวังจะหยุดยั้งแรงอาถรรพ์ แต่แทนที่จะสงบลง ผืนป่าทั้งป่ากลับเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงกรีดร้องของมนุษย์จะดังขึ้นจากทั่วทุกทิศทาง พร้อมกับร่างกายของเขาที่เริ่มสูญเสียการควบคุมและลอยขึ้นไปในอากาศราวกับถูกสายสิญจน์ที่มองไม่เห็นพันธนาการไว้แน่น
"ยินดีด้วยครับที่ได้ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนนี้ไปกับขุนพล หวังว่าทุกท่านจะเตรียมใจรับมือกับความจริงที่กำลังจะเปิดเผยในตอนถัดไปนะครับ"
เพชรตาเสือโบราณครับ
บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 35
พักแรมในสุสาน
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!