บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 34

พายุอาคม

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
"ถ้าคุณยังดึงดันจะถอดรหัสแผ่นศิลาแผ่นนั้นด้วยตรรกะทางประวัติศาสตร์ แคมป์ของเราจะกลายเป็นหลุมศพที่ไร้ชื่อก่อนที่ตะวันออกจะสว่างนะครับ, ดร.รินรดา" เสียงทุ้มต่ำของขุนพลดังแทรกเสียงหวีดหิวของกระแสลมภัทราบาตรที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดินชื้นแฉะ แสงไฟฉายคาดหัวสาดกระทบใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นและหยาดเหงื่อ รอยสักยันต์พยัคฆ์โบราณบนท่อนแขนเปลือยเปล่าไหวระริกตามจังหวะการเต้นของชีพจร ราวกับมันรับรู้ถึงบางสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาในความมืดมิด รินรดาเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกหนังแก้ว มือเรียวที่เปื้อนคราบฝุ่นดินและหมึกขอมโบราณชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมจ้องมองอดีตทหารพรานด้วยแววตาที่ผสมผสานระหว่างความดื้อรั้นทางวิชาการและความตระหนักรู้ที่เริ่มสั่นคลอน "วิทยาศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธความจริงที่มีอยู่หรอืคะ... เอ๊ย, ครับ" รินรดาแก้ไขสรรพนามในใจอย่างรวดเร็วเมื่อเผลอใช้คำพูดติดปาก เธอยืดตัวขึ้นตรง เผชิญหน้ากับความดุดันในแววตาของเขา "สิ่งที่คุณเรียกว่าไสยเวทอาถรรพ์ ในมุมมองของโบราณคดี มันคือบันทึกทางจิตวิทยาของมนุษย์ยุคโบราณที่พยายามควบคุมความกลัวด้วยอักขระ... และศิลาแผ่นนี้ คือกุญแจดอกเดียวที่เราจะรู้ว่าไอ้จอมขมังเวทนั่นมันต้องการอะไรจากป่าดงพญาไฟแห่งนี้" "ความกลัวไม่ได้ถูกควบคุมด้วยอักขระหรอกครับ ดร็อกเตอร์..." ขุนพลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำบังคับให้รินรดาต้องแหงนมอง "แต่มันถูกปลุกให้ตื่นด้วยอักขระต่างหาก ฟังเสียงนั่นสิครับ" พับผ่าสิ! เสียงคำรามต่ำทึบราวกับเสียงเสือโคร่งตัวมหึมาคำรามก้องฟ้า แต่ออกมาจากความว่างเปล่า ท้องฟ้าเหนือยอดไม้ใหญ่ที่เคยมีหมู่ดาวพร่างพราว บัดนี้กลับถูกกลืนกินด้วยกลุ่มเมฆสีดำทะมึนที่หมุนวนเป็นรูปก้นหอย ประหลาดล้ำ... มันไม่ใช่พายุฝนตามฤดูกาล แต่มันคือพายุหมุนเกลียวคลื่นพลังงานสีเทาหม่นที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของซากศพและเหล็กสนิม "มันมาแล้ว..." ตาเฒ่าพานก้าวพรวดพราดออกมาจากเพิงพัก ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ในมือหยาบกร้านกำกริชโบราณแน่นจนข้อต่องอขาว "กูบอกแล้วว่าอย่าไปลบหลู่ศิลาอาถรรพ์นั่น! ไอ้พวกที่ตายไปก่อนหน้ามันไม่ได้ตายเพราะไข้ป่า แต่มมันถูก 'ลมพยนต์' ของไอ้หมอผีเวรนั่นฉีกร่างต่างหาก!" ภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที ลมกรดอาคมก็พัดกระหน่ำเข้าใส่แคมป์กลางป่าลึกอย่างบ้าคลั่ง แรงลมไม่ได้พัดเอาแค่ใบไม้หรือกิ่งไม้แห้ง แต่มันหอบเอาเศษดิน หิน และกระแสจิตที่แหลมคมราวกับใบมีดนับพันเล่มกรีดเข้าใส่เต็นท์ผ้าใบจนฉีกขาดวิ่น "หมอบลง!" ขุนพลพุ่งตัวเข้าหารินรดา แรงกระแทกทำให้ร่างทั้งสองล้มกลิ้งไปกระแทกกับโคนต้นไม้ใหญ่ ขุนพลใช้ร่างกายกำยำของตนเองปกป้องร่างบางไว้ภายใต้อ้อมแขน แผ่นหลังกว้างของอดีตทหารพรานรับแรงปะทะจากเศษซากไม้ที่ปลิวว่อนมาตามลม แรงลมหมุนวนกรีดร้องแสบแก้วหู เสียงโครงสร้างเหล็กของเต็นท์บิดเบี้ยวและหักสะบั้น รินรดาซุกหน้าเข้ากับแผงอกแข็งแกร่ง กลิ่นอายเฉพาะตัวของบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นอายของไพรพงและยันต์น้ำมันเสือโคร่งโชยเข้าจมูก ท่ามกลางความโกลาหลและความตายที่หายใจรดต้นคอ หัวใจของนักโบราณคดีสาวกลับเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน—ความหวาดกลัวต่อพายุอาคมเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยความมั่นคงประหลาดจากอ้อมแขนของชายผู้นี้ "เราต้องออกไปจากที่นี่... เดี๋ยวนี้นะครับ!" ขุนพลตะโกนแข่งกับเสียงพายุ ร่างกายของเขาตึงเครียดราวกับคันธนูที่รอวันดีดตัว "แล้วงานวิจัยล่ะคะ... เอ๊ย! สมุดบันทึกของฉัน!" รินรดาพยายามจะดันตัวลุกขึ้นเมื่อเหลือบไปเห็นสมุดหนังแก้วที่บรรจุคำแปลศิลาขอมกำลังจะถูกพายุพัดปลิวหายไปในความมืด "ปล่อยมัน!" ขุนพลคำรามเสียงกร้าว แววตาคมกริบฉายแววดุดันจนรินรดาต้องชะงัก "ชีวิตของคุณมีค่ามากกว่าเศษกระดาษแผ่นนั้น!" ก่อนที่รินรดาจะได้โต้แย้งสิ่งใด ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าก็ทำให้ลมหายใจของทุกคนสะดุดกึก พายุหมุนสีเทาหม่นไม่ได้แค่ทำลายล้างสิ่งก่อสร้าง แต่มันกำลัง 'รวมตัว' กันกลางอากาศ แปรสภาพเป็นเงาร่างมหึมาของพยัคฆ์โคร่งไร้เนื้อหนัง โครงกระดูกสีดำสนิทและดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองลงมายังพวกเขาทั้งสามราวกับพญามัจจุราชที่รอพิพากษา เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังแว่วมากับสายลม เป็นเสียงที่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายจากจอมขมังเวทเงามืดที่พวกเขากำลังตามล่า "ขอบใจพวกเจ้ามาก... ที่ช่วยเปิดประตูขุมทรัพย์ให้ข้า" ทันทีที่เสียงนั้นสิ้นสุดลง พยัคฆ์กระดูกยักษ์ก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วแสง! ขุนพลไม่รอช้า มือขวาคว้ามีดหมออาคมที่เหน็บไว้ที่เอวขึ้นมา พร้อมกับกัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปูดโปน เขาดึงรินรดาให้หลบไปด้านข้างอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะตวัดมีดสาดซัดพลังจิตเข้าปะทะกับกรงเล็บอาคมที่พุ่งเข้ามาหมายปลิดชีพ ตูม! แรงระเบิดจากพลังไสยเวทสั่นสะเทือนไปทั่วผืนป่า ฝุ่นควันและเศษซากปรักหักพังตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เมื่อควันจางลง ขุนพลยืนหอบหายใจรดริน ร่างกายมีบาดแผลถลอกปอกเปิก แต่สายตายังคงจ้องเขม็งไปที่ใจกลางพายุ รินรดานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหลัง มือสั่นเทาขณะที่เธอกำลังจะหยิบเศษศิลาขอมที่ตกอยู่ขึ้นมา แต่ทว่า... สิ่งที่ปรากฏอยู่บนพื้นดินตรงหน้า กลับไม่ใช่แค่ศิลาที่แตกหัก รอยเท้าสัตว์มหึมา—รอยเท้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือดสดๆ และไอน้ำสีดำ—กำลังปรากฏขึ้นทีละรอย รอบๆ ตัวของพวกเขา ล้อมกรอบพวกเขาไว้ทุกด้าน ราวกับมีบางสิ่งที่เพิ่งก้าวออกมาจากมิติอื่น และมันไม่ได้อยู่ 'ข้างนอก' แคมป์อีกต่อไปแล้ว... แต่มมันยืนอยู่ 'ข้างหลัง' ขุนพลนี่เอง! "ขุนพล..." รินรดาเบิกตากว้างจนแทบถลน นิ้วเรียวชี้ไปที่ด้านหลังของชายหนุ่ม เสียงกระซิบขาดห้วงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ข้างหลังคุณ... มันมาแล้ว" ขุนพลชะงักฝีเท้า เขารับรู้ได้ถึงลมหายใจเย็นเฉียบที่รดต้นคอ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหู... "กูรอเวลานี้มาสิบปีแล้ว... ไอ้ลูกชาย" ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางฝ่าดงพรายไปด้วยกันนะครับ — เพชรตาเสือโบราณ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%