บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 33

ร่องรอยการทรยศ

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
“อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากให้หัวกระจุย!” เสียงคำรามของขุนพลสั่นพร่าไม่ต่างจากมือที่กุมปืนอยู่ ร่างที่เคยดูเหมือนพ่อของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นป่า ดั่งหุ่นฟางที่ถูกตัดสายชัก ร่างนั้นกระตุกเกร็งเพียงครู่ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านสีเทาหม่นที่สลายไปกับสายลมเย็นเยือก จอมขมังเวทเงามืดไม่ได้หนีไปไหน มันยังยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางหมอกหนาที่เริ่มเคลื่อนตัวเข้าโอบล้อมราวกับมีชีวิต “น่าสมเพชจริงๆ ขุนพล... ความกตัญญูที่แกยึดติดมาตลอดชีวิต กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ง่ายดายที่สุด” เสียงแหบพร่าเหมือนเหล็กขูดสนิมของมันดังก้องไปทั่วพงไพร ก่อนที่ร่างในชุดคลุมดำจะเลือนหายไปกับความมืดราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น ขุนพลยืนนิ่ง คมมีดที่จอมขมังเวทใช้แทงร่างปลอมนั้นยังคงตกอยู่ใกล้ๆ เขาหยิบมันขึ้นมา เนื้อเหล็กเย็นเฉียบแกะสลักด้วยอักขระขอมสะกดวิญญาณที่เขารู้จักดี มันไม่ใช่ของธรรมดา และที่สำคัญกว่านั้น... รอยจารึกที่ด้ามมีดมีตราประทับของ ‘หน่วยข่าวกรองลับ’ ที่เคยออกปฏิบัติการในเขตป่านี้เมื่อยี่สิบปีก่อน หัวใจของขุนพลเต้นรัวด้วยโทสะผสมความระแวง เขาหันขวับกลับไปทางค่ายพักที่รินรดาและตาเฒ่าพานเฝ้าอยู่ ความเงียบในป่าลึกยามวิกาลเริ่มน่าขนลุก สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่แค่เรื่องของไสยศาสตร์ แต่มันคือการทรยศหักหลังที่ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มของเขาเอง เมื่อขุนพลก้าวพ้นพุ่มไม้หนาเข้ามาในเขตค่าย กองไฟที่เคยลุกโชนเหลือเพียงถ่านแดงฉาน รินรดานั่งกอดเข่าอยู่ข้างซากตำราโบราณที่เธอใช้ศึกษา ส่วนตาเฒ่าพานกำลังนั่งลับมีดอาคมอยู่ห่างออกไป “กลับมาแล้วหรือพ่อหนุ่ม... สีหน้าเจ้าดูเหมือนเพิ่งไปเห็นผีหลอกมาเชียว” ตาเฒ่าพานกล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง แต่ขุนพลสังเกตเห็นมือที่ถือหินลับมีดหยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง ขุนพลไม่ได้ตอบ เขาเดินตรงไปหารินรดา ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง “ด็อกเตอร์... กระเป๋าเป้ของผมที่คุณช่วยเก็บไว้ตอนผมแยกตัวไปเมื่อกี้ มีใครเข้ามาใกล้บ้างไหม?” รินรดาเงยหน้าขึ้น แววตาของเธอสับสน “คุณหมายความว่ายังไงคะขุนพล? ฉันก็นั่งอยู่ตรงนี้กับลุงพานตลอด ไม่เห็นมีใคร... ว่าแต่คุณเถอะ ไปเจออะไรมา?” ขุนพลทรุดตัวลงนั่งข้างเธอ เขาตัดสินใจวางมีดอาคมเล่มนั้นลงบนพื้นผ้าใบ เสียงกระทบเบาๆ ทำให้รินรดาสะดุ้ง เธอรีบหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูอักขระบนตัวมีด ทันใดนั้นใบหน้าของเธอก็ซีดเผือดจนไร้สีเลือด “นี่มัน... มีดสะกดวิญญาณของหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่สาบสูญไปเมื่อสองทศวรรษก่อน” เธอพึมพำ มือสั่นเทาขณะวางมีดลง “ขุนพล... คุณไปเอามันมาจากไหน? เล่มนี้ควรจะอยู่ในหีบสมบัติของกองทัพที่หายสาบสูญไปพร้อมกับพ่อของคุณไม่ใช่หรือ?” “ใช่” ขุนพลตอบเสียงเรียบ แต่สายตาจับจ้องไปที่ตาเฒ่าพานที่กำลังลุกขึ้นเดินเข้ามา “และคนที่รู้วิธีการใช้มีดเล่มนี้ในการเปิดประตูมิติเพื่อลวงตาให้คนอื่นเห็นภาพหลอน... ไม่ได้มีแค่จอมขมังเวทฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น” ตาเฒ่าพานหัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูผิดเพี้ยนไปจากเดิม พรานเฒ่าหยุดยืนอยู่ห่างจากพวกเขาเพียงไม่กี่ก้าว แสงจากถ่านไฟสะท้อนให้เห็นแววตาที่ไม่ได้มีความอบอุ่นของคนแก่ใจดีอีกต่อไป มันเหลือเพียงความเย็นชาและคมกริบของนักล่า “เจ้าฉลาดมากขุนพล สมกับเป็นสายเลือดพยัคฆ์” ตาเฒ่าพานเอ่ยขึ้น “แต่เจ้าลืมไปอย่างหนึ่ง... ในป่าแห่งนี้ คนที่รู้เส้นทางเข้าออกจริงๆ ไม่ใช่คนของกองทัพ หรือจอมขมังเวทที่แกเกลียดชัง แต่คือคนที่มองดูคนพวกนั้นตายมานับครั้งไม่ถ้วนต่างหาก” รินรดารีบขยับถอยหลังไปชิดตัวขุนพล “ลุงพาน... คุณหมายความว่ายังไงคะ? อย่าบอกนะว่าคุณ...” “ฉันแค่ทำตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายมานานกว่าที่พวกเจ้าจะเกิดเสียอีก” พรานเฒ่าหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากย่าม มันคือเครื่องรางไม้แกะสลักรูปหัวกะโหลกพยัคฆ์ที่ส่องแสงสีเขียวหม่นออกมาในความมืด “ขุนพล... วางปืนซะ ถ้าไม่อยากเห็นด็อกเตอร์สาวคนนี้ต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยก่อนเวลาอันควร” พรานเฒ่าขยับนิ้วเพียงเล็กน้อย รากไม้รอบๆ ก็เริ่มขยับไหวราวกับงูพิษที่เตรียมฉกกัด ขุนพลกำด้ามปืนแน่น แต่เขารู้ดีว่ากระสุนคงทำอะไรคนที่มีวิชาอาคมแก่กล้าอย่างพรานเฒ่าไม่ได้ ทว่าในจังหวะที่ขุนพลกำลังจะตัดสินใจเสี่ยงชีวิตนั้นเอง เสียงรอยเท้าหนักๆ ก็ดังแทรกเข้ามาจากทางทิศเหนือ ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสอง แต่เป็นกลุ่มคนจำนวนมากที่ล้อมค่ายพักของพวกเขาไว้โดยสมบูรณ์ แสงไฟฉายจากหลายทิศทางพุ่งตรงเข้ามายังใจกลางค่าย ร่างของชายในชุดเครื่องแบบทหารเก่าคร่ำคร่าเดินออกมาจากความมืด พร้อมกับปืนกลหนักในมือคนละกระบอก หนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้า ใบหน้าครึ่งหนึ่งมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านดวงตาที่ไร้แวว “งานเลี้ยงเริ่มขึ้นแล้ว พาน... จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย” ชายคนนั้นสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขุนพลถึงกับชะงักเมื่อเห็นหน้าคนผู้นั้นชัดๆ เขาคือคนที่อยู่ในรูปถ่ายใบเก่าที่พ่อของเขาทิ้งไว้... คนที่ควรจะเสียชีวิตไปแล้วพร้อมกับกองร้อย! “พ่อ...” ขุนพลหลุดปากออกมาด้วยความตกใจสุดขีด ในขณะที่ชายคนนั้นเพียงแค่แสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะชี้กระบอกปืนมาที่อกของลูกชายตัวเอง ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันยาวนานและอาถรรพ์นี้ร่วมกันนะครับ หวังว่าท่านจะยังคงไม่วางมือและรออ่านความจริงที่จะเปิดเผยในตอนต่อไปครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%