“อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากให้ของต่ำๆ มันฝังรากลงในกระดูกคุณ”
ขุนพลกระซิบเสียงต่ำ มือหนาหยาบกร้านจากการจับปืนและมีดพร้าคว้าต้นแขนของดร.รินรดาไว้แน่นจนอีกฝ่ายชะงัก รินรดานิ่งค้างอยู่ในท่ากำลังจะก้าวข้ามรากไม้ใหญ่ ลมหายใจของเธอสะดุดกึกเมื่อเห็นสิ่งที่ขุนพลจ้องมอง—ไม่ใช่รากไม้ แต่เป็นรอยเท้าเปียกชื้นที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นดินแห้งสนิท ราวกับมีคนล่องหนย่ำเท้าตามหลังพวกเขามาติดๆ
“มันคืออะไรคะ... ไม่สิ หมายถึง มันคืออะไรกันแน่ขุนพล?” รินรดาพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น แม้เหงื่อกาฬจะซึมออกมาตามไรผม
ขุนพลไม่ตอบ เขาเบนสายตาไปทางตาเฒ่าพานที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น พรานเฒ่าหลับตาแน่น ปากขมุบขมิบท่องมนต์คาถาเบาหวิว มือที่กำด้ามมีดอาคมสั่นน้อยๆ จนเห็นได้ชัด
“กลิ่น... คุณได้กลิ่นไหม ด็อกเตอร์?” ขุนพลถามพลางเหลือบมองรอบตัว ป่าลึกยามพลบค่ำที่เคยเงียบสงัด บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นดอกไม้เน่าเสียที่ลอยมาตามลมโชย
“ฉัน... ฉันได้กลิ่นเหมือนเนื้อที่ทิ้งไว้กลางแดดนานๆ” รินรดาเบ้หน้า ยกมือขึ้นปิดจมูก
“ไม่ใช่เนื้อตายธรรมดา แต่มันคือกลิ่นอายของ ‘พรายตามติด’” ตาเฒ่าพานลืมตาขึ้น ดวงตาฝ้าฟางฉายแววหวาดหวั่นอย่างที่ขุนพลไม่เคยเห็นมาก่อน “พวกเราโดน ‘มัดตราสังข์’ เข้าให้แล้ว มันใช้เส้นผมของใครสักคนในกลุ่มเราเป็นสื่อนำทาง... มันกำลังไล่ล่าพวกเราด้วยมนต์ดำสายดาร์กที่ร้ายกาจที่สุด”
ขุนพลขบกรามแน่น ยันต์พยัคฆ์บนแผ่นหลังของเขาร้อนผ่าวราวกับถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ นี่ไม่ใช่การเดินทางธรรมดาเสียแล้ว ศัตรูที่พวกเขาตามหา—จอมขมังเวทเงามืด—ไม่ได้แค่รออยู่ในถ้ำ แต่มันกำลังเล่นตลกกับวิญญาณของพวกเขา
“เราต้องหยุดพักไม่ได้” ขุนพลตัดสินใจเด็ดขาด “รินรดา คุณจำรอยอักขระที่เห็นในถ้ำนั่นได้ไหม? รอยที่ดูเหมือนกรงเล็บนั่นน่ะ”
“จำได้ค่ะ... มันเป็นอักขระขอมโบราณที่สะกดวิญญาณพยัคฆ์ แต่ทำไมเหรอคะ?”
“ถ้านั่นคือ ‘ตราประทับ’ แสดงว่ามันไม่ใช่แค่เครื่องราง แต่มันคือ ‘กุญแจ’” ขุนพลหันไปหาตาเฒ่าพาน “ถ้าเราถอนรากถอนโคนคำสาปนี้ไม่ได้ เราก็ไม่มีวันหนีพ้นเงื้อมมือมัน ตาเฒ่า... ทางข้างหน้ายังมีที่พึ่งอื่นไหม?”
ตาเฒ่าพานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปยังทิศที่มืดมิดที่สุดของป่า “มี... ศาลเพียงตาเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเพื่อกักขัง 'ผู้เฝ้าดง' หากเราไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยงคืน อาจจะพอบังคับใช้พลังอาคมของสถานที่นั้นแก้ทางมนต์ดำได้ แต่ทางนั้น... มันอันตรายกว่าที่พวกคุณเคยเจอมาทั้งหมด”
พวกเขารีบออกเดินโดยไม่หันกลับไปมองรอยเท้าที่ยังคงปรากฏขึ้นไล่หลังมาอย่างต่อเนื่อง ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านพุ่มไม้ รินรดารู้สึกเหมือนมีสายตานับร้อยคู่จ้องมองมาจากความมืดมิด เสียงกระซิบสาปแช่งดังแว่วในโสตประสาทเป็นระยะ เธอกำสร้อยคอรูปอักขระโบราณแน่น ปากก็พยายามสวดคาถาที่ขุนพลสอนให้แม้จะจำได้ไม่แม่นยำนัก
ในขณะที่ขุนพลกำลังจะเบี่ยงตัวหลบรากไม้ที่พาดขวาง ทันใดนั้น เขาก็หยุดกึก ร่างของเขาตึงเครียดทันที
“หมอบลง!”
ขุนพลตะโกนลั่นพร้อมกับกระชากตัวรินรดาลงพื้น เสียงแหวกอากาศดังกริบผ่านหัวพวกเขาไปไม่กี่นิ้ว ก่อนที่อาวุธปริศนา—ลูกดอกอาบยาพิษสีดำสนิท—จะปักฉึกเข้าที่ต้นไม้ข้างหลังจนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ และควันสีม่วงพวยพุ่งออกมา
จากเงามืดหลังต้นไม้ใหญ่ ร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมา ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมชุดคลุมขาดวิ่นสีเทาหม่น ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากไม้แกะสลักรูปอสูรที่มีตาข้างเดียว
“ข้าตามพวกเจ้ามานานพอแล้ว...” เสียงแหบพร่าดังก้องในอากาศ ราวกับไม่ได้ออกมาจากลำคอแต่ดังมาจากพื้นดิน “ไอ้ทหารพราน... ยันต์พยัคฆ์บนหลังเจ้าน่ะ ของบรรพบุรุษข้า ส่งคืนมาซะ แล้วข้าจะให้พวกเจ้าตายอย่างสบายที่สุด”
ขุนพลลุกขึ้นยืนช้าๆ มือขวากระชับมีดอาคมคู่ใจ ดวงตาคมกล้าจ้องเขม็งไปที่จอมขมังเวท “อยากได้ ก็ต้องเอาไปจากศพฉันให้ได้ก่อน แต่บอกไว้ก่อนนะ... พยัคฆ์ตัวนี้ไม่เคยยอมสยบให้ใคร”
ศัตรูแค่นหัวเราะ ก่อนจะดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว กองใบไม้แห้งรอบตัวพวกเขาพลันลุกไหม้เป็นเปลวไฟสีเขียวที่ไร้ความร้อน แต่กลับทำให้บรรยากาศหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำ
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างนับสิบโผล่ออกมาจากกองเพลิงสีเขียวนั้น พวกมันไม่มีใบหน้า มีเพียงปากที่ฉีกกว้างและดวงตาสีเลือด
“ขุนพล...” รินรดาเสียงสั่น “นั่นมันไม่ใช่คน... นั่นมัน ‘สัมภเวสีอาถรรพ์’ ที่อยู่ในบันทึกนั่น!”
ขุนพลหันไปมองรินรดา แววตาของเขายังคงนิ่งสงบแม้ความตายจะจ่ออยู่ตรงหน้า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น... อย่าปล่อยมือจากผมเด็ดขาด จำไว้นะรินรดา ไม่ว่าจะเห็นอะไร อย่ามองตาพวกมัน”
ทว่า ในจังหวะที่ขุนพลเตรียมพุ่งตัวเข้าปะทะ จอมขมังเวทกลับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมรอยยิ้มที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากาก ก่อนจะชี้นิ้วมาที่รินรดาแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายขุนพลเย็นเฉียบ
“ด็อกเตอร์สาว... เจ้ายังไม่รู้สินะ ว่าคนที่เจ้าเดินตามอยู่นี้... คือคนเดียวกับที่ฆ่าล้างโคตรตระกูลข้าเมื่อยี่สิบปีก่อน!”
ขุนพลชะงัก รินรดาหันขวับมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและสับสน
“ขุนพล... เขาพูดเรื่องอะไรกันคะ?”
ขุนพลนิ่งค้าง หัวใจเต้นแรงราวกับกลองรบ ในขณะที่เงาร่างอาถรรพ์ทั้งหลายเริ่มขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
ผมหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นและลุ้นไปกับชะตากรรมของขุนพลในตอนหน้านะครับ ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางอันยาวไกลนี้ไปกับผมเสมอมาครับ
บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 36
กลิ่นอายความตาย
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!