บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 49

ค้นพบที่ซ่อน

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
"ถ้ามึงก้าวพลาดอีกเพียงก้าวเดียว รอยเท้าของเราจะไม่ใช่แค่รอยบนดิน... แต่มันจะกลายเป็นเครื่องสังเวยหน้าแท่นบูชาของพวกมัน" เสียงกระซิบแหบพร่าของตาเฒ่าพานลอดผ่านไรฟันกระทบโสตประสาทของขุนพล ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของดงดิบยามวิกาล กลิ่นอับชื้นของซากใบไม้เน่าและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาตามกระแสลม บ่งบอกว่าพวกเขาได้ล่วงล้ำเข้ามาสู่เขตหวงห้ามที่มนุษย์ไม่ควรย่างกรายเข้าไป ขุนพลหยุดชะงักฝีเท้าทันที ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อสนามสีเขียวเข้มแนบชิดไปกับลำต้นของต้นตะเคียนยักษ์ มือขวาที่กำปืนพกคู่ใจกระชับแน่นจนข้อต่องอเกร็ง ดวงตาคมกริบกวาดมองผ่านความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัวลอดผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบลงมา รอยสักยันต์พยัคฆ์โบราณบนแผ่นหลังของเขาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง เป็นสัญญาณเตือนภัยทางไสยเวทที่เขาเรียนรู้และเผชิญหน้ามาตลอดชีวิตนักล่าพรานป่า ด้านหลังของเขาสองก้าว ดร.รินรดากำลังยืนพิงโขดหินใหญ่อย่างระมัดระวัง แม้ใบหน้าของเธอจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเหงื่อและฝุ่นดิน แต่แววตาหลังกรอบแว่นสายตากลับฉายชัดถึงความเด็ดเดี่ยว ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ มีเพียงสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดและความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักโบราณคดีที่กำลังจะได้ไขปริศนาครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต "เราเดินตามรอยอักขระขอมที่สลักไว้บนหินศิลาแลงมาตลอดสามกิโลเมตรแล้วครับคุณขุนพล" รินรดากระซิบเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบกาย "ลักษณะการเรียงตัวของศิลาเหล่านี้ไม่ใช่ธรรมชาติสร้างขึ้นแน่นอน มันคือแนวเขตป้องกันอาคมโบราณ... และดูเหมือนเรากำลังยืนอยู่หน้าประตูทางเข้า" ขุนพลพยักหน้ารับช้าๆ สายตาคมกวาดมองไปเบื้องหน้า ซึ่งเบื้องหลังม่านเถาวัลย์หนาทึบและกอไผ่ป่าระเกะระกะ มีบางสิ่งผิดธรรมชาติซ่อนอยู่ มันไม่ใช่ถ้ำหรือเพิงผาธรรมดา แต่เป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกกลืนกินโดยธรรมชาติ—ฐานปฏิบัติการลับของกลุ่มจอมขมังเวทเงามืด แสงไฟสีส้มสลัวจากคบเพลิงวับๆ แวมๆ ลอดออกมาจากช่องว่างของหน้าผาหิน พร้อมกับเสียงสวดมนต์พึมพำด้วยภาษาโบราณที่ฟังไม่เป็นศัพท์ เสียงนั้นต่ำทุ้มและก้องกังวานอยู่ในอกราวกับมันมีชีวิตจิตใจ ทุกครั้งที่เสียงสวดดังขึ้น รอยสักพยัคฆ์บนหลังขุนพลก็ยิ่งเต้นตุบๆ ราวกับพญาเสือโคร่งในตำนานกำลังคำรามขู่ผู้บุกรุก "พวกมันไม่ได้มาแค่ตั้งแคมป์พักแรมนะพ่อเฒ่า" ขุนพลหันไปกระซิบกับพรานเฒ่าที่กำลังนั่งยองๆ ใช้มือสัมผัสดินเพื่ออ่านอาคม "นี่คือพิธีกรรมปลุกเสกเครื่องรางระดับสูง กลิ่นไอความตายรุนแรงขนาดนี้... พ่อของผมอาจจะ..." ประโยคถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อภาพความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนแวบเข้ามาในหัว พ่อของเขา—อดีตนายตำรวจผู้หายสาบสูญไปพร้อมกับสมุดบันทึกโบราณ—เคยเตือนไว้ก่อนหายตัวไปว่า *'ความโลภของมนุษย์น่ากลัวกว่าเสือสมิงในป่าลึก'* และตอนนี้ สถานที่เบื้องหน้าพวกเขากำลังพิสูจน์คำพูดนั้นอย่างชัดเจน ตาเฒ่าพานหันมามองขุนพลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด รอยย่นบนใบหน้าชราขยับไหวตามแรงหายใจ "ข้าเตือนเอ็งแล้วว่าอย่าดึงดันตามมา... อาคมของสำนักเงียบเหงานี้ไม่ใช่ของเล่น มันคือวิชาสายมารที่ใช้ชีวิตคนนับร้อยมาแลกกับความเป็นอมตะ ดูที่พื้นดินนี่สิคุณริน" พรานเฒ่าใช้กิ่งไม้เขี่ยใบไม้อแห้งออก เผยให้เห็นรอยเลือดแห้งกรังเป็นทางยาว ลึกลงไปในดินมีเศษกระดูกมนุษย์และเครื่องรางกระดูกสัตว์ถูกฝังไว้เพื่อสะกดวิญญาณ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอหยิบสมุดบันทึกภาคสนามขึ้นมาจดข้อมูลอย่างรวดเร็วภายใต้แสงไฟฉายดวงเล็กที่หุ้มด้วยกระดาษแก้วสีแดงเพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต "พวกมันกำลังใช้มนุษย์เป็นเครื่องสังเวยเพื่อเปิดประตูมิติอาคม" รินรดาวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่ยังคงความเยือกเย็น "สัญลักษณ์บนศิลาแลงทางเข้าตรงนั้น ตรงกับบันทึกอักษรขอมโบราณในศตวรรษที่ 14 เป็นพิธีบูชา 'พญาพฤกษาทมิฬ' ที่สูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์" ขุนพลไม่สนใจทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ในตอนนี้ สิ่งที่เขาส สนใจมีเพียงเป้าหมายเดียว—การเข้าไปข้างในและกระชากหน้ากากไอ้พวกเดรัจฉานวิชาที่จับตัวคนบริสุทธิ์มาบูชายัญ เขาส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหมอบต่ำ ขุนพลค่อยๆ แหวกม่านเถาวัลย์หนาทึบออกช้าๆ เพื่อเปิดทางให้เห็นสภาพภายในฐานปฏิบัติการลับอย่างชัดเจน ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เลือดในกายของขุนพลแทบจะหยุดไหล ภายในลานหินกว้างขวางท่ามกลางหุบเขาล้อมรอบ มีเสาไม้อาคมปักอยู่สี่ทิศ ตรงกลางลานคือแท่นบูชาหินศิลาสีดำสนิท บนนั้นมีร่างของชายชราคนหนึ่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตร่ายอาคม ร่างกายผอมโซแต่โครงหน้าคุ้นตาอย่างประหลาด *พ่อ!* ขุนพลแทบจะอุทานออกมาเสียงดัง หากไม่มีมือเหี่ยวย่นของตาเฒ่าพานเอื้อมมาปิดปากเขาไว้ทันเวลา ตาเฒ่าส่ายหน้าช้าๆ เป็นเชิงห้ามปราม ขณะที่ดวงตาของพรานเฒ่าเองก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงไม่แพ้กัน รอบแท่นบูชา มีกลุ่มคนในชุดคลุมสีดำสนิทนับสิบคนกำลังยืนล้อมวงท่องคาถา มือถือมีดอาคมโบราณสะท้อนแสงไฟวับวาว และร่างที่ยืนอยู่หน้าสุด—ชายร่างสูงใหญ่สวมหน้ากากไม้แกะสลักรูปหน้าพยัคฆ์แยกเขี้ยว—คือจอมขมังเวทเงามืด ศัตรูตัวฉกาจที่พวกเขาตามล่าข้ามป่าลึกมาแรมเดือน ชายสวมหน้ากากพยัคฆ์ค่อยๆ ถือมีดเล่มใหญ่ขึ้นสูง ท่องคาถาด้วยเสียงกึกก้องจนผืนป่ารอบข้างเงียบสงบลงทันที ราวกับสรรพสิ่งต่างหวาดกลัวอำนาจมืดนั้น "ได้เวลาแล้ว... วิญญาณของอดีตนายตำรวจผู้รู้ความลับ จะนำพาเราไปสู่ขุมทรัพย์แห่งอมตะ!" จอมขมังเวทส่งเสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวาน ขุนพลสูดหายใจเข้าลึกที่สุด นิ้วชี้ขวาแตะอยู่ที่ไกปืน พร้อมที่จะระเบิดกระสุนเข้าใส่กลางหน้าอกของไอ้สารเลวเบื้องหน้าทันทีที่มันขยับมีดลง ทว่า... ก่อนที่นิ้วของเขาจะทันได้เหนี่ยวไก รินรดากลับคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ใบหน้าของเธอซีดเผือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อมองเลยไปยังเงื้อมผาด้านหลังฐานปฏิบัติการ "คุณขุนพล... ดู... ดูนั่นสิครับ..." รินรดาชี้มือสั่นเทาไปที่ความมืดมิดเบื้องบน เงาตะคุ่มนับสิบร่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนหน้าผาสูงชัน พวกมันไม่ใช่คน... และไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยว ดวงตาส่องประกายสีแดงก่ำในความมืด และที่สำคัญที่สุด... บนหน้าอกของพวกมันมีรอยสักยันต์พยัคฆ์โบราณแบบเดียวกับขุนพล ไม่มีผิดเพี้ยน! ก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง— *กรอบแกรบ!* กิ่งไม้หักดังสนั่นหู พร้อมกับเสียงกระซิบกระฝ่ายเย็นเยียบที่เป่ารดต้นคอของขุนพลจากความมืดมิดด้านหลัง: "ยินดีต้อนรับสู่บ้าน... ลูกชาย" โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผจญภัยไปในดงดิบอันลี้ลับนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%