บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 48

รอยแยกของมิติ

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
"ถ้าก้าวพลาดไปแม้แต่ศอกเดียว พวกเราจะไม่ตาย... แต่จะไม่มีวันได้กลับมาเกิดอีกเลย" เสียงแหบแห้งของตาเฒ่าพานดังขึ้นทำลายความเงียบงันของผืนป่าดิบชื้นเบื้องหน้า ไม้เท้าไม้ไผ่สีดำในมือของพรานเฒ่าสั่นระริก ไม่ใช่ด้วยความชรา แต่เพราะแรงสั่นสะเทือนจากเบื้องล่างที่สะท้อนผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาเป็นระลอก ความกดอากาศในรัศมีสิบก้าวรอบตัวลดฮวบลงจนแก้วหูอื้ออึง ราวกับพวกเขากำลังยืนอยู่ปากปล่องภูเขาไฟที่รอวันปะทุ ขุนพลหรี่ตาลง มองผ่านม่านหมอกสีเทาจัดที่ลอยวนเวียนอยู่ระดับเข่า ไอเย็นยะเยือกไม่ได้มาจากอากาศหนาว แต่มันเสียดแทงทะลุผ่านเนื้อผ้าและผิวหนังเข้าไปถึงไขกระดูก รอยสักยันต์พยัคฆ์โบราณบนแผ่นหลังของเขาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเอง เป็นสัญญาณเตือนภัยอันคุ้นเคยที่มักจะเกิดขึ้นในยามที่ความเป็นและความตายอยู่ห่างกันแค่เส้นยาแดง "ดร.รินรดา ถอยไปยืนข้างตาเฒ่าพานซะ" ขุนพลเอמהเสียงต่ำลอดไรฟัน สายตาไม่ละไปจากเสาหินศิลาแลงโบราณสี่ต้นที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า บนเสาสลักลวดลายอัปสราและอสุรกำลังกลืนกินกันเองอย่างน่าสยดสยอง ตรงกลางระหว่างเสาทั้งสี่คือช่องว่างของอากาศที่บิดเบี้ยว มันสั่นไหวราวกับภาพสะท้อนบนผิวน้ำยามถูกก้อนหินทุ่มลงไป รินรดากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มือเรียวบางที่ถือกระบอกไฟฉายสั่นเทาเล็กน้อย เธอพยายามใช้วิทยาศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ตรงหน้า—สนามแม่เหล็กโลกผิดปกติ, การหักเหของแสง, หรือก๊าซมีเทนจากซากพืช—แต่มันช่างดูไร้สาระสิ้นดีเมื่อเธอมองเห็น "เงาดำ" นับร้อยกำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังม่านอากาศบิดเบี้ยวนั้น เงาดำที่รูปร่างคล้ายมนุษย์แต่บิดเบี้ยวผิดสัดส่วน "ศาสตราจารย์... ฉันเห็นเครื่องมือวัดค่าพลังงานมันตีกลับจนเข็มหักเลยค่ะ... เอ๊ย! ผมหมายถึง... ผมเห็นมันพังแล้ว" รินรดาเผลออุทานด้วยความตกใจเมื่อหน้าจอแท็บเล็ตในมือระเบิดแตกละเอียดคาตา ประจุไฟฟ้าสีม่วงอ่อนแลบแปลบปลาศออกมาจากรอยร้าว "อย่ามองตรงๆ นานเกินไป มันจะดึงสติเราข้ามฝั่งไปก่อนที่ร่างจะทันขยับ" ขุนพลยื่นมือหนาไปแตะไหล่บางของหญิงสาวเบาๆ เป็นการส่งสัญญาณเตือน สัมผัสจากฝ่ามือของชายชาติทหารอุ่นซ่านช่วยดึงสติของนักโบราณคดีสาวให้กลับคืนมาบ้าง แม้สถานการณ์รอบตัวจะเริ่มเกินขอบเขตความเข้าใจของมนุษย์ไปไกลโขแล้วก็ตาม "พวกมันกำลังรอ..." ตาเฒ่าพานพึมพำ ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างจนเห็นเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำ "รอให้เครื่องรางในย่ามของเอ็งส่งเสียงเรียก รอยแยกนี่ถึงจะเปิดออกจนสุด... ไอ้ขุน พ่อของเอ็งไม่ได้หายไปไหนไกลหรอกวะ เขาก็อยู่ 'อีกฝั่ง' ของกำแพงนี้นี่แหละ" ชื่อของ "พ่อ" กระตุกต่อมความรู้สึกในใจของขุนพลให้ไหววูบ ภาพความทรงจำสีจางในวัยเด็ก ภาพแผ่นหลังกว้างใหญ่ที่เดินหายเข้าไปในหมอกทึบโดยไม่หันกลับมามองผุดขึ้นมาในสมอง ปมในใจที่กัดกินเขามาแรมปีถูกกระชากขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับความจริงที่ว่า กุญแจดอกเดียวที่จะไขปริศนาทั้งหมด อยู่ในกระเป๋าเสื้อของเขา—แผ่นศิลาจารึกรูปพยัคฆ์สามตาที่แย่งชิงมาด้วยเลือด ขุนพลหยิบแผ่นศิลาเย็นเฉียบนั้นออกมาจากอกเสื้อ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวหิน ลวดลายดวงตาดวงที่สามบนศิลาก็เปล่งแสงสีแดงฉานออกมาราวกับมีชีวิต รอยแยกของมิติเบื้องหน้าส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับโลหะเสียดสีกัน ช่องว่างอากาศที่เคยบิดเบี้ยวค่อยๆ ฉีกขาดกว้างขึ้น เปิดเผยให้เห็นทิวทัศน์ของ "ป่าอีกฝั่ง" ที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ มันไม่ใช่ป่าที่พวกเขาจากมา... ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นเป็นสีดำสนิทราวกับถูกย้อมด้วยน้ำหมึก ท้องฟ้าไร้ซึ่งดวงอาทิตย์ มีเพียงแสงเรืองรองจากกลุ่มก้อนเมฆสีเลือดที่ลอยต่ำจนแทบติดยอดไม้ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ พื้นดินไม่ได้โรยด้วยใบไม้แห้ง แต่เต็มไปด้วยซากกระดูกสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ลมพัดโชยกลิ่นอنابสาบของซากศพและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเข้ามาเตะจมูกจนพะอืดพะอม "นั่น... สุสานบรรพกาล..." ตาเฒ่าพานทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง พนมมือสั่นเทราราวกับลูกนกตกน้ำ "ดินแดนที่แม้แต่ยมทูตยังไม่กล้าเหยียบย่าง" "เราต้องไป" ขุนพลกล่าวเสียงเรียบ แต่วี่แววในแววตากลับเด็ดเดี่ยวและไร้ความกลัว เขาสูดหายใจเข้าลึก and ปลดล็อกสลักปืนลูกซองยาวคู่ใจ ตรวจเช็กลูกกระสุนอาคมที่อัดแน่นด้วยผงพุทธคุณและตะปูสังฆวานร "ไม่ว่าพ่อจะอยู่ที่ไหน หรือไอ้จอมขมังเวทเฮงซวยนั่นมันลากใครข้ามมา ผมต้องตามไปปิดบัญชีให้จบในชาตินี้" "เดี๋ยวก่อนครับคุณขุนพล!" รินรดารั้งชายเสื้อของอดีตทหารพรานไว้ แม้ดวงตาจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่แววตาของเธอกลับฉายความเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "ถ้าเราก้าวเท้าข้ามเส้นนั้นไป... เราอาจไม่มีวันได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเดิมอีกเลยนะ" "ถ้าอยู่ที่นี่แล้วปล่อยให้ความชั่วร้ายมันลามเลียกลืนกินบ้านเมืองของเราไปเรื่อยๆ การมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความหมายอะไร ริน" ขุนพลหันมาสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังแฝงความอ่อนโยนไว้เพียงชั่วเสี้ยววินาที "ถ้าผมตายฝั่งโน้น ฝากดูแลย่ามของตาเฒ่าพานด้วย... แต่อย่าห่วงเลย ผมยังตายไม่ได้ง่ายๆ หรอก" พูดจบ ขุนพลก็ไม่รอช้า เขาพุ่งทะยานร่างผ่านรอยแยกของมิติเข้าไปในความมืดมิดสีเลือดทันที รินรดากัดฟันกรอด ตัดสินใจวิ่งตามหลังเขาไปติดๆ โดยมีตาเฒ่าพานกะโผลกกะเผลกตามเข้าไปเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่รอยแยกมิตินั้นจะค่อยๆ สมานตัวปิดตายลงอย่างรวดเร็ว ความเงียบสงัดกลับคืนสู่ป่าดิบชื้นฝั่งเดิมอีกครั้ง... ทว่า ผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศรอบเสาหินศิลาแลงกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม เงาดำทะมึนร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมขาดวิ่น ใบหน้าซีกหนึ่งเน่าเฟะจนเห็นกระดูกกรามสีขาวโพลน นัยน์ตาสีดำสนิทไร้แววตาคู่นั้นจ้องมองไปยังรอยแยกที่เพิ่งปิดลง ก่อนที่ริมฝีปากแห้งกร้านจะแยยิ้มออกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พรางเอמהเสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันออกมาเบาๆ "ยินดีต้อนรับสู่บ้านของข้า... ไอ้ลูกชายหัวดื้อ" ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านและร่วมผจญภัยไปกับผมเสมอนะครับ - เพชรตาเสือโบราณ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%