กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพที่ถูกดองด้วยน้ำยาไสยเวทและยางไม้โบราณ ตลบอบอวลจนแสบโพรงจมูก ยิ่งกว่ากลิ่นของซากสัตว์ตายในป่าลึกหลายเท่า มันคือกลิ่นของความตายที่เคลื่อนไหวได้
"หมอบลงครับคุณริน! อย่าส่งเสียงเด็ดขาด"
ขุนพลกระชากแขนเรียวบางของนักโบราณคดีสาวให้หมุดลงหลบหลังรากไม้ตะเคียนรากใหญ่ พลางใช้มืออีกข้างกดศีรษะของตาเฒ่าพานให้แนบชิดพื้นดิน ใบหน้าคมคายของอดีตทหารพรานชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อผสมหยดน้ำค้างป่า ดวงตาคมกริบภายใต้เงื้อมเงาของความมืดจ้องมองผ่านช่องว่างของพงหญ้าคาไปยังลานกว้างเบื้องหน้า
ที่นั่น... แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมาต้องร่างนับสิบที่กำลังย่างก้าวอย่างไร้ทิศทาง ร่างเหล่านั้นคือศพมนต์ดำ—เหยื่อเคราะห์ร้ายที่หายสาบสูญไปก่อนหน้านี้ ร่างกายของพวกมันบวมเป่ง ผิวหนังเขียวคล้ำและมีรอยสักอักขระขอมโบราณเรืองแสงสีเลือดวับแวมยามเมื่อพวกมันขยับตัว ดวงตาเบิกโพลงไร้แววชีวิต มีเพียงความกระหายเลือดและความโกรธเกรี้ยวที่ถูกบงการด้วยมนตราของจอมขมังเวทเงามืด
"พวกมัน... พวกมันไม่ใช่คนแล้ว ขุนพล" เสียงของดร.รินรดาสั่นเทา มือบางเรียวเผลอจิกแน่นเข้าที่แขนเสื้อของชายหนุ่มจนเนื้อผ้าตึงเปรี๊ยะ แม้เธอจะเป็นนักโบราณคดีผู้เชื่อมั่นในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าได้พังทลายทุกความจริงที่เธอเคยยึดถือลงอย่างราบคาบ
"ตั้งสติไว้ครับคุณริน ความกลัวคืออาหารของพวกมัน ถ้าเราส่งเสียงออกไปแม้แต่แอะเดียว พวกมันจะรู้พิกัดทันที" ขุนพลกระซิบเสียงต่ำ ลมหายใจของเขาถูกผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมสมาธิ สายตาเหลือบไปมองรอยสักยันต์พยัคฆ์โบราณบนต้นแขนของตนเอง ซึ่งตอนนี้มันเริ่มร้อนผ่าราวกับจะแผดเผาผิวเนื้อ นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่สัญชาตญาณนักรบของเขารู้จักดี
ตาเฒ่าพานหอบหายใจโรยรรา มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะกำตะกรุดโบราณแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พรานเฒ่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบพร่าเบาหวิว
"คาถาควบคุม... มันแรงกล้าเกินไปแล้วพ่อหนุ่ม พวกมันไม่ได้มาแค่หาเรา แต่มันกำลังไล่ล่า 'เครื่องราง' ที่อยู่ในย่ามของเรา... กลิ่นอายของอาถรรพ์ดึงดูดพวกมันมา"
ขุนพลขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก ภายในย่ามผ้าดิบของตาเฒ่าพานมีแผ่นทองคำอักขระโบราณชิ้นสำคัญที่พวกเขาเพิ่งกู้ซากขึ้นมาจากซากปรักหักพังของเทวสถานโบราณเมื่อวานนี้ และนั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของจอมขมังเวทเงามืด—ผู้ต้องการรวบรวมชิ้นส่วนทั้งหมดเพื่อปลุกพลังอมตะ
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับก้อนหินนับตันกระทบพื้นดินดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ร่างของศพเดินได้ตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดหยุดชะงัก มันบิดคอไปมาในมุมที่มนุษย์ปกติไม่มีทางทำได้ กระดูกสันหลังลั่นกรอบแกรบจนชวนขนลุก มันสูดดมอากาศราวกับสุนัขล่าเนื้อ ก่อนจะหันมาทางซอกรากไม้ที่ทั้งสามคนหลบอยู่!
"เตรียมตัวครับ" ขุนพลขยับตัวช้าๆ มือขวาปลดปืนลูกซองสั้นคู่ใจออกจากสะพาย แม้กระสุนอาคมจะเหลือเพียงไม่กี่นัด แต่เขาก็ไม่คิดจะยอมจำนน "ถ้าจำเป็น... เราต้องสู้เปิดทางหนี"
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกพยายามระงับอาการตัวสั่น เธอดึงสั้นมีดพกประจำตัวออกจากซอง แม้จะรู้ดีว่าเหล็กกล้าธรรมดาแทบจะไม่มีผลอะไรกับซากศพที่ไร้ความเจ็บปวดเหล่านี้ แต่ในสถานการณ์คับขัน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็สั่งให้เธอต้องสู้จนหยดสุดท้ายเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง...
ศพเดินได้ตัวเบื้องหน้าก็คำรามออกมาด้วยเสียงแหบพร่าคล้ายเสียงสัตว์ป่าบาดเจ็บ มันพุ่งเข้าใส่พุ่มไม้ที่พวกเขาซ่อนอยู่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า!
"ถอยไป!"
ขุนพลตะโกนลั่นพร้อมกับกระโจนเข้าประจันหน้า ลั่นไกปืนลูกซองสั้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดอัดกระแทกเข้าที่กลางอกของซากศพจนร่างนั้นกระเด็นถอยหลังไปหลายหลา เปลวไฟจากปากกระบอกปืนส่องสว่างวาบเผยให้เห็นใบหน้าเน่าเฟะและรอยยิ้มสยดสยองที่มุมปากของศพตัวนั้น
แต่มันไม่ล้มลง! ร่างที่ควรจะแหลกสเหลวกลับดีดตัวลุกขึ้นยืนได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อักขระสีเลือดบนผิวหนังของมันสว่างวาบยิ่งกว่าเดิม
"มันไม่ตายครับขุนพล! อาวุธธรรมดาทำอะไรมันไม่ได้!" ตาเฒ่าพานร้องตะโกนเตือน
"ไม่ใช่แค่นตัวเดียว..." รินรดาร้องอุทานด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อสายตาเผลอกวาดมองไปรอบลานกว้าง
ความมืดมิดรอบตัวพลلพลั่งไปด้วยเงาร่างนับสิบที่ก้าวออกมาจากพุ่มไม้และหมอกทึบ พวกมันล้อมวงเข้ามาทุกทิศทุกทาง ปิดตายเส้นทางหนีทั้งหมด เสียงคำรามต่ำในลำคอประสานกันระงมราวกับเสียงร้องของภูตผีจากขุมนรก การไล่ล่าที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และพวกเขากำลังถูกต้อนให้จนมุม
ขุนพลกวาดสายตามองรอบตัวอย่างรวดเร็ว สมองประเมินสถานการณ์ด้วยความสุขุม แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใด สัญชาตญาณการเป็นผู้นำก็ยังคงสั่งให้เขาต้องหาทางรอดให้ได้
"ตามผมมา อย่าหลุดจากกลุ่มเด็ดขาด!" ขุนพลคำรามสั่งเสียงเฉียบขาด มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือดร.รินรดาไว้แน่น อีกข้างเตรียมพร้อมรับมือกับศพเดินได้ที่กำลังพุ่งเข้าประชิด
พวกเขาทั้งสามวิ่งฝ่าความมืดและกิ่งไม้ที่เกี่ยวรั้งร่างอย่างไม่คิดชีวิต เสียงฝีเท้าและเสียงคำรามไล่หลังมาติดๆ ราวกับเงาตามตัว ความหนาวเย็นยะเยือกของไสยเวทแผ่ซ่านเข้ามาในแผ่นหลังทุกขณะ
กระทั่งขุนพลพามาถึงทางตัน—หน้าผาสูงชันเบื้องหน้ามีสายหมอกหนาทึบปกคลุม ด้านล่างคือหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ส่วนเบื้องหลังคือฝูงศพเดินได้ที่กำลังเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาปิดล้อมด้วยรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัว
ไม่มีทางหนี...
ขุนพลยืนขวางหน้าคู่หูและพรานเฒ่าไว้ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเหงื่อ เขายกปืนขึ้นเล็งไปที่เงาร่างเบื้องหน้าครั้งสุดท้าย ดวงตาสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายเด็ดเดี่ยว รอยสักพยัคฆ์บนตัวเรืองแสงเจิดจ้าขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
แต่ก่อนที่เขาจะได้ลั่นไกนัดตัดสิน... มือที่เย็นเฉียบราดน้ำแข็งคู่หนึ่งก็วางลงบนบ่าของเขาจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังขึ้นชิดใบหู โดยไม่มีใครทันได้ตั้งตัว
"หาทางออกเจอแล้วหรือ... หลานชายของข้า"
ขุนพลตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดผวา เพราะเสียงนั้น... คือเสียงของพ่อผู้หายสาบสูญไปในป่าลึกเมื่อสิบปีก่อน คนที่ควรจะตายไปนานแล้ว!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
เพชรตาเสือโบราณ
บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 47
กองทัพซากศพ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!