บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 46

คำเตือนจากวิญญาณบรรพบุรุษ

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
กลิ่นอายสาบสางของสมุนไพรบดผสมกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ลอยคละคลุ้งอบอวลอยู่ภายในกระท่อมไม้ไผ่โย้เย้ แสงคบเพลิงวูบวาบสาดส่องเงาดำทะมึนให้ทาบทับไปตามฝาผนังจนดูคล้ายอสุรกายกำลังร่ายรำ รินรดาแทบหยุดหายใจ มือเรียวที่เอื้อมออกไปหมายจะรับกระบวยยาสมุนไพรจากชายชราหลังค่อมค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนตราอันมองไม่เห็น ดวงตาของเธอบอกชัดถึงความหวาดผวา ภาพรอยสักรูปพยัคฆ์โผนทะยานแยกเขี้ยวบนท่อนแขนเหี่ยวย่นผอมแห้งนั้น มันไม่ใช่แค่รอยหมึกสักธรรมดา แต่มันคือรอยสักชนิดเดียว ลายเส้นเดียวกัน และตั้งอยู่บนตำแหน่งเดียวกันกับรอยสักอาถรรพ์ที่แผ่นหลังของขุนพลอย่างไร้ผิดเพี้ยน "ดร.รินรดา... ถอยออกมา!" เสียงคำรามต่ำในลำคอของขุนพลดังลอดไรฟัน ร่างกำยำในชุดสนามพรางเซอร์กิตพุ่งเข้าประชิดตัวหญิงสาวอย่างรวดเร็วราวกับเสือชีตาห์ สองมือแกร่งกระชากข้อมือของรินรดากลับมาอยู่ข้างกาย พร้อมกับมือขวาที่เอื้อมไปกุมด้ามปืนพกประจำกายในซองพกข้างเอวโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณดิบของอดีตทหารพรานส่งเสียงร้องเตือนภัยลั่นประสาทสัมผัสว่าชายชราตรงหน้าอันตรายยิ่งกว่าอสรพิษร้ายในดงพงไพร ชายชราหลังค่อมไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากลึกโหล ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของขุนพลนิ่งนาน ราวกับกำลังมองหาเงาของใครบางคนที่คุ้นเคยในอดีต "ไอ้หนุ่ม... รอยยันต์พยัคฆ์คะนองเดชบนหลังแก มันไม่ได้มีไว้ประดับร่างเท่ๆ หรอกนะ" เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกับไม้ดังขึ้น ชายชราค่อยๆ วางกระบวยไม้ลงบนโต๊ะสำรับอย่างเชื่องช้า "คนโบราณเขาว่าไว้ รอยยันต์นี้กินเลือดกินเนื้อเป็นอาหาร ยิ่งเจ้าของมันเข้าใกล้ความจริงในป่าลึกมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหิวกระหายมากเท่านั้น... และตอนนี้ มันกำลังเรียหาเจ้าของตัวจริง" ขุนพลหรี่ตาลงคมกริบ กล้ามเนื้อสันกรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน "แกเป็นใครกันแน่? แล้วรู้เรื่องรอยสักนี่ได้ยังไง?" ก่อนที่ตาเฒ่าพานที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่มุมห้องจะทันได้เอ่ยปากห้ามปราม บรรยากาศภายในกระท่อมก็พลันเปลี่ยนแปรเป็นความเย็นยะเยือกฉับพลัน เปลวไฟจากคบเพลิงสะบัดไหวสีเขียวคล้ำ อากาศรอบตัวหนาหนักจนคล้ายกับมีมวลสารบางอย่างกดทับลงบนบ่าของทุกคนจนหายใจไม่ทั่วท้อง ขุนพลรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แผ่นหลังราวกับถูกเหล็กแดงทาบ รอยสักพยัคฆ์ที่หลับใหลอยู่ใต้ร่มผ้าเริ่มปวดแปลบขึ้นมาอย่างรุนแรง เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว เสียงลมพัดหวีดหวิวจากภายนอกดังเข้ามาในโสตประสาท แต่มันไม่ใช่เสียงลมธรรมดา... มันคือเสียงคำรามของพยัคฆ์โคร่งที่ก้องกังวานมาจากหุบเหวแห่งกาลเวลา ภายในห้วงนิมิตอันมืดมิดและเวิ้งว้าง ขุนพลพบว่าตนเองยืนอยู่บนลานหินโบราณกลางป่าทึบ เบื้องหน้าของเขามีหมอกควันสีเทาหนาทึบลอยวนเวียน ทันใดนั้น ร่างของชายวัยกลางคนในชุดเสื้อผ้าแบบพรานโบราณผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเขาก็ปรากฏกายขึ้นจากกลุ่มควัน "พ่อ!" ขุนพลหลุดปากตะโกนออกไปสุดเสียง หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความตื่นตะลึงและโหยหา ชายผู้สาบสูญไปในป่าลึกเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ร่างของผู้เป็นพ่อหันกลับมามองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ทว่าเปี่ยมล้นด้วยความเด็ดเดี่ยว มือหยาบกร้านยกขึ้นห้ามไม่ให้บุตรชายเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณ "อย่าเข้ามาใกล้ขุนพล... พ่อมาเพื่อเตือนสติลูก" เสียงนั้นทุ้มต่ำและจริงจัง "จอมขมังเวทเงามืดที่ลูกกำลังตามล่า มันไม่ใช่คนธรรมดา มันคืออดีตอาจารย์ผู้เคยร่วมสำนักไสยเวทสายดำกับพ่อเมื่อหลายสิบปีก่อน มันต้องการรวบรวมเครื่องรางพยัคฆ์มฤตยูเพื่อเปิดประตูมิติมืด และร่างของลูก... คือภาชนะชิ้นสุดท้ายที่มันต้องการเพื่อการคืนชีพครั้งสมบูรณ์!" ขุนพลส่ายหัวช้าๆ ความโกรธแค้นและความสงสัยพุ่งพล่านขึ้นมาในอก "หมายความว่ายังไงพ่อ? แล้วทำไมไอ้ตาเฒ่าในกระท่อมถึงมีรอยสักแบบเดียวกับผม?" "ตาเฒ่าพานไม่ใช่ศัตรู... แต่ไอ้คนที่เรากำลังจะไปเผชิญหน้าต่างหากที่น่ากลัวกว่าที่ลูกคิด" ผู้เป็นพ่อทอดถอนหายใจยาวนาน เงาร่างเริ่มเลือนรางจางลงทุกที "จำคำพ่อไว้นะลูก... อย่าไว้ใจใครก็ตามที่ถือครองคัมภีร์หนังเสือ อาคมของมันสะท้อนเงาของความตาย จงใช้สติและคมดาบที่พ่อเคยสอน... ปกป้องตัวเองและเพื่อนร่วมทางให้ดีที่สุด!" "พ่อ! อย่าเพิ่งไป!" ขุนพลพยายามพุ่งตัวคว้าอากาศว่างเปล่า แต่นิมิตทุกอย่างก็พลันแตกสลายราวกับกระจกที่ถูกทุบ "ขุนพล! ขุนพลเว้ย! ตั้งสติหน่อยไอ้หนุ่ม!" เสียงตะโกนและแรงเขย่าที่หัวไหล่ดึงขุนพลกลับคืนสู่ความเป็นจริง ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางแสงคบเพลิงที่กลับมาเป็นปกติ รินรดากำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ผุดพรายเต็มใบหน้าคมเข้มของเขาด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่ตาเฒ่าพานยืนถือกระบองไม้เก่าๆ จ้องมองไปที่ประตูห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด "เกิดอะไรขึ้นกับแกวะขุนพล อยู่ดีๆ หน้าก็ซีดเผือดแล้วยืนนิ่งไปเฉยๆ" ตาเฒ่าพานกระซิบเสียงเครือ พลางพยักพเยิดหน้าไปทางมุมมืดนอกหน้าต่างกระท่อม "เมื่อกี้... กูได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินวนรอบกระท่อม แปลกประหลาดนัก ทั้งๆ ที่แถวนี้ไม่มีหมู่บ้านคนตั้งอยู่รัศมีสิบกิโลเมตร" ขุนพลสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติและความนิ่งสงบกลับคืนมา รอยสักที่แผ่นหลังยังคงทิ้งความอุ่นซ่านไว้จางๆ คำเตือนจากนิมิตของพ่อยังคงก้องกังวานอยู่ในหัว เขารู้แล้วว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไขปริศนาทางโบราณคดี หรือการตามหาคนหายธรรมดา แต่มันคือสงครามจิตวิญญาณที่เดิมพันด้วยชีวิตของทุกคนในคณะ ชายหนุ่มค่อยๆ ปลดเซฟปืนพกในมือ เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ดวงตาคมกราบกวาดมองผ่านช่องแสงของฝาผนังไม้ออกไปสู่ความมืดมิดของผืนป่าด้านนอก ก่อนจะหันมาสบตากับรินรดาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและเย็นชาไร้ความกลัว "เราไม่ได้ถูกตามล่าธรรมดาแล้วล่ะครับ..." ขุนพลเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่นทุกคำ "เพราะตอนนี้... เจ้าของรอยสักตัวจริงกำลังรอต้อนรับพวกเราอยู่ที่ปลายทางข้างหน้าแล้ว" --- ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผจญภัยไปกับตัวละครและปริศนาลี้ลับในบทนี้นะครับ **เพชรตาเสือโบราณ**
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%