"หมอบลง! ริน... อย่าส่งเสียง!"
เสียงกระซิบที่ลอดผ่านไรฟันของขุนพลเต็มไปด้วยความตึงเครียด เส้นเลือดข้างขมับของอดีตทหารพรานปูดโปน ร่างกายกำยำขยับเข้าบดบังร่างของดร.รินรดาไว้มิดชิด มือขวาจับด้ามปืนพกสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณดิบในกายกำลังร่ำร้องเตือนภัยระดับสูงสุด รอยสักยันต์พยัคฆ์โบราณบนแผ่นหลังของเขา ร้อนผ่าวราวกับถูกทาบด้วยเหล็กแดง เปลวเพลิงแห่งไสยเวทใต้ร่มผ้ากำลังแผดเผาเตือนถึงมหันตภัยที่คืบคลานเข้ามา
เบื้องนอกช่องผนังศิลาแลงที่พังทลาย ดวงตาสีอำพันนับสิบคู่ยังคงกะพริบไหวในความมืดมิดราวกับฝูงอสูรกาย เงาร่างในหน้ากากไม้แกะสลักรูปพยัคฆ์แยกเขี้ยวค่อยๆ ก้าวล่วงผ่านแนวพรางไพรเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงกิ่งไม้แห้งที่ถูกเหยียบบดขยี้ดังเปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ... ราวกับเสียงนับถอยหลังสู่ความตาย
รินรดาหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด มือเรียวสั่นเทาคว้าชายเสื้อยุทธวิธีของขุนพลไว้แน่น สมองของนักโบราณคดีผู้ยึดมั่นในหลักเหตุผลพังทลายลงสิ้นเชิงเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงอันบิดเบี้ยวตรงหน้า เธอกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในอก
"เขา... เขาคือใครกันคะ ขุนพล..." เสียงของเธอกระSำพร่า แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่ผ่านยอดหญ้า
"ผมไม่รู้... แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่คนธรรมดา" ขุนพลตอบเสียงต่ำ ลมหายใจเข้าออกถูกปรับให้เงียบและลึกที่สุด สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวป่ากวาดมองไปรอบห้องโถงโบราณสถานเพื่อหาทางหนีทีไล่ ตาเฒ่าพานที่หมอบอยู่มุมเสากำลังพนมมือสั่นเท้าริมฝีปากขมุกขมัวท่องคาถากำบังตัว พรานเฒ่ารู้ดีว่าหากพวกมันก้าวเข้ามาในเขตอาคมชั้นในนี้ได้ ต่อให้มีคาถาดีแค่ไหนก็ยากจะรอดพ้น
ทว่า ในวินาทีที่เงาร่างสวมหน้ากากไม้กำลังจะยกมือขึ้นร่ายอาคมบางอย่างเพื่อพังทลายผนังศิลาชั้นสุดท้าย เสียงคำรามต่ำๆ ก็ดังขึ้นจากมุมมืดอีกด้านของห้องโถง
"ถ้าไม่อยากตายอย่างไร้ซาก... ก็หุบปากแล้วตามข้ามา!"
เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกขัดถู ดังขึ้นอย่างกะทันหันจนทั้งสามสะดุ้งสุดตัว ขุนพลหันขวับไปมองพร้อมเล็งปากกระบอกปืนไปยังต้นเสียงทันที ทว่าในความมืดนั้น กลับปรากฏร่างของชายชราหลังค่อมคนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น กลิ่นอายรอบตัวคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาสูบฉุนจัดและกลิ่นสาปสง
"ใครวะ!" ขุนพลถามเสียงกร้าว
"ข้าคือคนที่พวกเอ็งกำลังดั้นด้นตามหาเพื่อขอความช่วยเหลืออยู่นี่ไงไอ้หนุ่ม" ชายชราแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาฝ้าฟางข้างหนึ่งมีรอยแผลเป็นลึกน่ากลัวจ้องมองขุนพลกลับมาอย่างไม่เกรงกลัว "ถ้ายังอยากมีลมหายใจเดินออกจากดงพยัคฆ์นี่... ก็คลานตามข้ามาทางนี้ อย่าให้ไอ้พวกเดรัจฉานวิชาด้านนอกมันได้กลิ่นสาปคนแปลกหน้า!"
พูดจบ ชายชราหลังค่อมก็มุดหายเข้าไปในช่องระบายอากาศใต้ฐานเสาศิลาแลงที่ผุกร่อนอย่างคล่องแคล่วเกินวัย
ขุนพลขมวดคิ้วมุ่นด้วยความลังเล สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วระหว่างความเสี่ยงที่จะถูกตลบหลังกับทางรอดเดียวที่มีอยู่ตรงหน้า เสียงก้ามปูหน้ากากไม้กระทบกับหินด้านนอกดังขึ้นใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับเสียงสวดมนต์ประหลาดที่ทำให้ปวดหัวจนแทบระเบิด
"ขุนพล... เราต้องไปแล้วค่ะ!" รินรดากระซิบเร่งเร้าเมื่อเห็นเงาร่างแรกก้าวเข้ามาในห้องโถงสำเร็จ
ขุนพลพยักหน้ารับอย่างเด็ดขาด "ตาพาน นำหน้าไปก่อน ผมกับคุณรินตามหลัง"
พรานเฒ่าพานไม่รอช้า รีบพุ่งตัวมุดตามชายชราแปลกหน้าเข้าไปในช่องแคบนั้นทันที ตามด้วยรินรดา และขุนพลเป็นคนสุดท้ายที่คอยหันกลับไปยิงคุ้มกันและปามระเบิดควันทัศนวิสัยต่ำลงเพื่อตัดกำลังการมองเห็นของศัตรู
กลิ่นควันเคมีคละคลุ้งผสมกับกลิ่นอับชื้นของอุโมงค์ใต้ดิน ขุนพลคลานตามหลังรินรดาไปในความมืดมิดที่มีเพียงแสงสลัวจากหญ้าเรืองแสงตามผนังดินชื้นแฉะ เสียงหอบหายใจของทุกคนดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระรัว อุโมงค์นี้คดเคี้ยวและแคบลงเรื่อยๆ ราวกับลำไส้ของอสูรกายยักษ์ที่กลืนกินพวกเขาเข้ามา
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งแสงสว่างสีส้มอ่อนๆ ลอดผ่านรอยแยกเบื้องหน้า พร้อมกับกลิ่นสมุนไพรโบราณและกลิ่นยาหม้อที่เตะเข้าจมูกอย่างจัง
ชายชราหลังค่อมโผล่พ้นปากอุโมงค์ออกมาก่อน ก่อนจะหันมาตวัดไม้เท้าในมือเคาะพื้นดินเบาๆ เป็นจังหวะเพื่อปิดผนึกปากอุโมงค์ด้วยอาคมบางอย่าง ทำให้เสียงคำรามและเสียงไล่ล่าจากด้านหลังขาดหายไปในพริบตา
"ยินดีต้อนรับสู่ 'บ้าน' ของข้า... เภสัชกรแห่งแดนมิคสัญญี" ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้มเหี่ยวย่นที่น่าขนลุก
ขุนพลช่วยดึงรินรดาขึ้นยืน ก่อนจะกวาดสายตามองสำรวจรอบบริเวณ พวกเขาอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่กลางหุบเขาที่ถูกซ่อนเร้นด้วยอาคมอำพราง ผนังกระท่อมประดับด้วยโหลยา สมุนไพรตากแห้ง และกะโหลกสัตว์ป่ารูปร่างประหลาดมากมาย ตรงกลางห้องมีเตาไฟลุกโชน บนเตามีหม้อดินขนาดใหญ่กำลังเดือดพล่าน ส่งกลิ่นคละคลุ้งชวนเวียนหัว
"ที่นี่ที่ไหน แล้วแกเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงรู้ว่าพวกเราจะมา" ขุนพลเอ่ยถาม น้ำเสียงยังคงระแวดระวัง ปืนในมือยังไม่ถูกเก็บเข้าซอง
ชายชราหัวเราะหึๆ ในลำคอ เดินกระโผลกกระเผกไปหยิบกระบวยไม้ตักน้ำยาจากหม้อดินส่งให้รินรดาที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความเหนื่อยอ่อน
"ดื่มซะแม่นางน้อย หน้าตาเจ้าซีดเซียวจนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างอยู่แล้ว... ส่วนแกไอ้หนุ่ม เลิกทำหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อข้าได้แล้ว ข้าไม่ได้เป็นศัตรู... แต่ถ้าพวกแกยังดื้อด้านคิดจะไป 'ถ้ำพยัคฆ์คอย' โดยไม่ฟังคำเตือนของข้าล่ะก็..." ชายชราเว้นจังหวะ ดวงตาฝ้าฟางหันมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของขุนพลราวกับอ่านทะลุถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ "พ่อของแกที่หายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน ก็คงจะมีชะตากรรมไม่ต่างจากเศษกระดูกในหม้อยาของข้าตอนนี้หريك..."
ขุนพลชะงักกึก เลือดในกายเย็นเฉียบลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า 'พ่อ' หลุดออกมาจากปากของคนแปลกหน้าผู้นี้!
รินรดาที่กำลังจะรับกระบวยยาสلจากมือชายชรา ถึงกับมือค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อหันไปเห็นรอยสักรูปพยัคฆ์โบราณแบบเดียวกับที่แผ่นหลังของขุนพล ปรากฏขึ้นบนท่อนแขนเหี่ยวย่นของชายชราหลังค่อมผู้นั้น ขณะที่เขากำลังแย้มยิ้มเยือกเย็นให้พวกเขา...
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าดงอาถรรพ์มาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 45
การรักษาของหมอผีเถื่อน
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!