"หยุด! อย่าเพิ่งก้าวเท้าลงไป ถ้าไม่อยากให้วิญญาณของคุณถูกจองจำอยู่ในดินแดนไร้ทางออก"
เสียงแหบพร่าของตาเฒ่าพานดังขึ้นพร้อมกับปลายกระบอกปืนลูกซองยาวที่พาดขวางหน้าอกขุนพลไว้ ขุนพลชะงักฝีเท้าทันที รองเท้าคอมแบทของเขาห่างจากขอบดินที่ดูเหมือนหลุมพรางเพียงไม่กี่นิ้ว เบื้องหน้าของพวกเขาไม่ใช่ผืนป่าที่ควรจะเป็น แต่มันคือแนวกำแพงต้นไม้สูงตระหง่านที่เรียงตัวเป็นระเบียบจนน่าขนลุก ราวกับมีใครบางคนมาจัดวางไว้ด้วยไม้บรรทัด
ดร.รินรดาขยับแว่นสายตา มือที่สั่นเทาของเธอกำสมุดจดบันทึกแน่น เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าใช้ปลายนิ้วสัมผัสที่รากไม้ใหญ่ซึ่งบิดเบี้ยวเป็นลวดลายอักขระแปลกประหลาด
"ขุนพล... รอยสักบนแขนคุณ มันกำลังร้อนขึ้นใช่ไหมคะ... เออ ผมหมายถึง ร้อนขึ้นใช่ไหมครับ" รินรดาแก้คำพูดอย่างลนลานเมื่อเห็นสายตาที่ขุนพลส่งมาเป็นเชิงเตือนสติ
ขุนพลไม่ได้ตอบ แต่เขารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาจากรอยสักพยัคฆ์บนแผ่นหลัง มันสั่นไหวราวกับสัตว์ร้ายในกายเขากำลังส่งสัญญาณเตือนภัย เขาหันไปมองตาเฒ่าพานที่กำลังพึมพำคาถาอาคมบทสั้นๆ แล้วพ่นน้ำหมากสีแดงฉานลงบนพื้นดินเบื้องหน้า
"อาคมเงาดำ" ตาเฒ่าพานกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "มันไม่ได้กางกั้นด้วยดินด้วยป่า แต่มันกางกั้นด้วยจิตของคนเล่นของ เราไม่ได้หลงทาง แต่มันกำลังดึงจิตเราให้เดินวนอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก"
ขุนพลกวาดสายตาคมกริบมองไปยังความมืดมิดของพงไพรที่ขยับตัวได้ราวกับมีชีวิต เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบสางที่คุ้นเคย กลิ่นของลัทธิเงามืดที่เขาเคยเผชิญหน้าในอดีต ขุนพลชักมีดพกประจำตัวออกมา ปลายมีดสะท้อนแสงไฟฉายวาวโรจน์ เขาเริ่มตระหนักแล้วว่านี่ไม่ใช่การเดินป่าธรรมดา แต่เป็นการเผชิญหน้ากับดักมนต์ดำที่จงใจล่อให้พวกเขาก้าวเข้าสู่แดนสนธยา
"ตาพาน ถ้าเราเดินถอยหลังล่ะ" ขุนพลถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
"ไม่มีทางครับคุณขุนพล" พรานเฒ่าส่ายหน้าจนคอแทบหลุด "เมื่อกี้คุณหันหลังกลับไปดูไหม เส้นทางที่เราเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่นี้... มันหายไปแล้ว เหลือเพียงทางตันและกำแพงต้นไม้ที่ดูเหมือนจะบีบแคบเข้ามาทุกที"
รินรดาเงยหน้าขึ้นจากพื้นดิน สีหน้าของเธอซีดเผือด "ฉันลองคำนวณทิศทางจากดาวเหนือและเข็มทิศดูแล้วค่ะ แต่เข็มทิศมันหมุนวนไม่หยุด ส่วนดวงดาวบนฟ้า... ดูเหมือนจะถูกเมฆหมอกสีดำบดบังจนหมดสิ้น มันเป็นไปตามทฤษฎีอักขระขอมโบราณที่ฉันเคยอ่านเจอในบันทึกที่หายสาบสูญ 'พยัคฆ์ไร้เงา หลงทางในกรงขังมนตรา' นี่ไม่ใช่แค่เขาวงกตธรรมดา แต่มันคืออาคมตรึงวิญญาณ!"
"อาคมตรึงวิญญาณ..." ขุนพลพึมพำพลางแค่นยิ้มที่มุมปาก "ถ้ามีคนสร้าง มันก็ต้องมีจุดจบของสายอาคม"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางปลดกระดุมเสื้อทหารออกเผยให้เห็นแผงอกที่เต็มไปด้วยอักขระยันต์พยัคฆ์ที่กำลังเปล่งแสงสีทองจางๆ ท่ามกลางความมืดมิด ดร.รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นความลึกลับของขุนพลปรากฏชัดเจนต่อหน้าต่อตา เธอไม่ได้เห็นเพียงแค่ชายหนุ่มที่แข็งแกร่ง แต่เห็นบางสิ่งที่เหนือธรรมชาติซ้อนทับอยู่ในร่างนั้น
"ถอยไปข้างหลังทั้งคู่" ขุนพลสั่งสั้นๆ เขาเริ่มท่องบทคาถาที่พ่อเคยสอนไว้ก่อนหายสาบสูญ เสียงของเขากังวานลึกเข้าสู่ป่าดงดิบ สรรพสัตว์รอบข้างเงียบกริบลงฉับพลัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยการปะทะกันของอำนาจที่มองไม่เห็น
"อย่าได้ห้าวหาญเกินไปนะครับ!" ตาเฒ่าพานร้องเตือน "ขมังเวทคนนี้มันไม่ใช่คนธรรมดา มันใช้เลือดของคนในตระกูลคุณเป็นสื่อกลาง!"
ขุนพลชะงักเล็กน้อย หัวใจเขากระตุกวูบเมื่อได้ยินคำว่า 'เลือดของคนในตระกูล' ภาพความทรงจำของพ่อที่ถูกลากหายไปในความมืดผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่สนใจคำเตือนอีกต่อไป ขุนพลพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัว เขาใช้คมมีดกรีดลงบนฝ่ามือตนเองแล้วตบลงไปบนลำต้นไม้ใหญ่ที่ขวางทางอยู่
ทันใดนั้น กำแพงต้นไม้ที่ดูแน่นหนาก็เริ่มสั่นสะเทือน เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณที่ถูกกักขังดังระงมไปทั่วพงไพร รินรดายกมือขึ้นปิดหูด้วยความเจ็บปวด เธอมองเห็นเงาดำรูปร่างประหลาดเริ่มปรากฏขึ้นจากเถาวัลย์ มันไม่ใช่ปีศาจ แต่มันคือ 'เงามืด' ของจอมขมังเวทที่กำลังจับจ้องพวกเขาอยู่จากที่ไหนสักแห่ง
"ขุนพล! ระวังข้างหลัง!" รินรดาตะโกนสุดเสียง
ขุนพลหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่ศัตรูที่คาดคิด มันกลับเป็นร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังต้นไม้อีกต้น ร่างนั้นสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากไม้แกะสลักรูปพยัคฆ์อาถรรพ์ที่เขารู้จักดี... มันคือหน้ากากของพ่อเขาที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!
ชายสวมหน้ากากชูมือขึ้นมา ชั่วพริบตานั้น ผืนป่าที่เคยเป็นเขาวงกตก็มลายหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ห่างจากหน้าผาสูงชันเพียงแค่ไม่กี่ก้าว ทุกคนหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ป่า แต่เป็นกรงขังมิติที่ขวางกั้นระหว่าง 'โลกคนเป็น' กับ 'โลกวิญญาณ'
ชายสวมหน้ากากเอื้อมมือมาคว้าคอเสื้อขุนพลไว้ได้ในเสี้ยววินาทีที่เขากำลังจะก้าวพลาดตกหน้าผา เสียงกระซิบที่เย็นเยียบดังขึ้นข้างหูขุนพล
"เจ้ามาได้ไกลกว่าที่ข้าคิด... ขุนพล แต่โชคชะตาของเจ้าในป่าผืนนี้ มันจบลงตั้งแต่วันที่พ่อเจ้าตัดสินใจแลกชีวิตกับความลับนี้แล้ว"
ขุนพลมองเข้าไปในดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากนั้น และเขาก็ต้องตะลึงจนตัวแข็งทื่อ เพราะดวงตาคู่นั้น... มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ แต่มันคือดวงตาของพยัคฆ์ร้ายที่มีรอยแผลเป็นเดียวกับที่เขามีบนไหล่!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมผจญภัยไปกับผมในความมืดมิดของพงไพรนี้ และขอให้ทุกท่านเตรียมใจให้พร้อม เพราะตอนหน้า ความจริงที่โหดร้ายกว่าอาคมกำลังจะปรากฏขึ้นนะครับ!
เพชรตาเสือโบราณครับ
บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 9
กับดักมนต์ดำ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!