บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 23

ถ้ำแห่งความตาย

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
“อย่าหันหลังกลับไปมองเด็ดขาด ขุนพล!” เสียงของตาเฒ่าพานแผดขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับราวกับจะบดขยี้แก้วหู แรงบีบที่ต้นแขนของผมหนักหน่วงราวกับคีมเหล็ก ขุนพลสะบัดหัวไล่ภาพหลอนนั้นออกไป รอยสักพยัคฆ์บนแผ่นหลังของร่างที่ยืนตระหง่านอยู่บนยอดไม้ยังคงติดตา ไม่ใช่แค่รอยสักธรรมดา แต่มันคือลวดลายเดียวกันกับที่ฝังแน่นอยู่บนเนื้อหนังของเขา… รอยสักที่พ่อเคยบอกว่าเป็น ‘ตราพันธนาการ’ ไม่ใช่ของขลังคุ้มครองอย่างที่ใครต่อใครเข้าใจ “คุณเห็นมันใช่ไหม?” ดร.รินรดากระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่า ไฟฉายในมือที่เธอถือไว้สั่นไหวจนแสงแกว่งไปมาตัดกับความมืดมิดของพงไพร “นั่น... ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ” ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับคว้าปืนพกกระบอกเก่าคู่ใจขึ้นมามั่น สายตามองตรงไปยังปากถ้ำที่อ้าปากกว้างรอรับเหยื่ออยู่เบื้องหน้า มันดูเหมือนโพรงกระดูกขนาดมหึมาที่ฝังตัวอยู่ในภูเขาหินปูนท่ามกลางดงดิบที่ไร้สรรพเสียงของแมลง กลางดึกคืนนี้ ป่าเหมือนจะหยุดหายใจเพื่อเฝ้าดูชะตากรรมของพวกเรา “เดินหน้าเข้าถ้ำ” ผมสั่งเสียงเรียบ “ถ้ามันอยากให้เราเห็น มันจะตามมาเอง แต่ถ้าเรามัวแต่ยืนจ้องมองความตายอยู่ตรงนี้ เราจะไม่มีวันได้คำตอบว่าพ่อของผมหายไปไหน” เราก้าวข้ามธรณีประตูหินเข้าไป กลิ่นอับชื้นของราและกลิ่นสาปที่บอกไม่ถูกตีเข้าจมูกจนต้องกลั้นหายใจ ดร.รินรดาจุดตะเกียงเจ้าพายุที่พกมา แสงสีส้มสลัวขับเน้นให้เห็นสิ่งที่ทำให้เลือดในกายเราแทบหยุดไหล เบื้องหน้าไม่ใช่ถ้ำธรรมดา แต่มันคือ ‘สุสาน’ ของเหล่าทหารนักรบโบราณ ศพจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในชุดเกราะที่ผุพังนั่งขัดสมาธิเรียงรายยาวเหยียดเข้าไปในความมืด บางศพยังคงจับดาบไว้แน่น บางศพดูเหมือนกำลังพนมมืออ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีอยู่จริง และที่น่าขนลุกที่สุดคือผนังถ้ำ... มันถูกจารึกด้วยอักขระขอมโบราณนับหมื่นตัว อักขระเหล่านั้นไม่ได้ถูกสลักด้วยเหล็ก แต่ดูเหมือนรอยเล็บที่ตะกุยลงไปบนเนื้อหินจนเป็นร่องลึกและมีสีคล้ายเลือดแห้งกรัง “นี่มัน... พิธีกรรมพันธนาการวิญญาณ” รินรดาทรุดตัวลงข้างๆ ผนังถ้ำ นิ้วมือที่สั่นเทาของเธอพยายามสัมผัสอักขระเหล่านั้น “ขุนพล ดูนี่สิ อักขระพวกนี้ไม่ได้ขังคนตายไว้ข้างนอก แต่มันขัง ‘บางอย่าง’ ไว้ข้างในนี้ ต่างหาก” “หมายความว่าไงรินรดา?” ตาเฒ่าพานถามพลางกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง “อาถรรพ์พรายดงไม่ได้มีไว้ปกป้องสมบัติ แต่มันมีไว้เป็น ‘กรงขัง’ ของพยัคฆ์มฤตยูที่ถูกสาป” เธอตอบ เสียงของเธอเริ่มมีความมั่นใจของนักวิชาการเข้ามาแทรกความกลัว “ดูรอยสักบนศพพวกนี้สิ... ทุกคนมีรอยสักพยัคฆ์เหมือนกันหมด!” ผมก้าวไปหาศพที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุด สภาพศพนั้นดูสมบูรณ์ผิดปกติราวกับเพิ่งตายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ผมเอื้อมมือไปแตะไหล่ร่างนั้น แผ่นหลังที่ขาดวิ่นเผยให้เห็นรอยสักพยัคฆ์ที่ขยับเขยื้อนได้... ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด รอยสักรูปพยัคฆ์บนแผ่นหลังของศพนั้นกำลังขดตัวและแยกเขี้ยวราวกับมันยังมีชีวิตอยู่! ทันใดนั้น ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นปราดขึ้นมาจากปลายเท้าจนถึงสันหลัง ผมสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งมาจากส่วนลึกของถ้ำ เหมือนมีสายตาคู่หนึ่งที่ดุร้ายและหิวโหยจ้องมองมาที่เราสามคน ผมรีบหันขวับไปทางความมืดด้านใน “ใครอยู่ตรงนั้น!” ผมตะโกนลั่น เสียงสะท้อนดังก้องไปทั่วโพรงถ้ำ ไม่มีเสียงตอบกลับ แต่สิ่งที่ตอบสนองคือเสียง ‘คำราม’ ที่ต่ำลึกจนพื้นหินใต้เท้าเราสั่นสะเทือน เสียงนั้นไม่ได้ออกมาจากลำคอของสัตว์ แต่มันเหมือนเสียงของเหล็กเสียดสีกันรุนแรงในความเงียบ ศพทหารโบราณนับร้อยที่เคยนิ่งสนิทเริ่ม ‘ขยับ’ พร้อมกันอย่างเชื่องช้า เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะราวกับกิ่งไม้แห้งหักดังระงมไปทั่ว “วิ่งหรือสู้ล่ะ พ่อทหาร?” ตาเฒ่าพานคว้ามีดอาคมขึ้นมาเตรียมพร้อม มือเฒ่าสั่นเล็กน้อยแต่แววตาเด็ดเดี่ยว “ถอยไม่ได้แล้ว” ผมกระชับปืนในมือแน่น เลือดในกายร้อนเดือดพล่านขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่างกับสิ่งที่กำลังคืบคลานออกมาจากความมืดมิดเบื้องหน้า มันไม่ใช่แค่อาถรรพ์ แต่มันคือ ‘คำสาป’ ที่รอคอยการกลับมาของทายาทคนสุดท้ายอย่างผม เงาสีดำทมิฬค่อยๆ ก่อตัวขึ้นกลางโถงถ้ำ มันรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่กลับมีรัศมีของสัตว์ร้ายแผ่ออกมาหนาแน่นจนอากาศกลายเป็นสีเทา รินรดากรีดร้องออกมาเมื่อเห็นเงาหัวของมันมีลักษณะคล้ายหัวเสือโคร่งขนาดใหญ่ที่แยกเขี้ยวขาววับ “ขุนพล... รอยสักที่หลังคุณ!” รินรดาตะโกนด้วยความตื่นตระหนก ผมรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แผ่นหลัง ความร้อนนั้นแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนแทบจะทนไม่ไหว ผมก้มลงมองมือตัวเอง เห็นรอยยันต์พยัคฆ์เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือดที่กำลังเดือดพล่าน และในเสี้ยววินาทีก่อนที่เงานั้นจะพุ่งเข้าหาเรา ร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากหลังเงาทมิฬนั้น ร่างที่สวมชุดนักรบขาดวิ่นแบบเดียวกับที่ผมเห็นบนยอดไม้ ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้หัวใจของผมแทบหยุดเต้น... เพราะมันคือใบหน้าของพ่อผมเอง... แต่ทว่า ดวงตาทั้งคู่ของท่านกลับกลายเป็นสีเหลืองทองดั่งนัยน์ตาเสือที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์! “หนีไป... ขุนพล... อย่าให้รอยสักนั้น... กลืนกินเจ้าเหมือนกับข้า!” พ่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและซ้อนทับกันราวกับมีคนหลายร้อยคนพูดพร้อมกัน ก่อนที่ท่านจะชักดาบโบราณขึ้นชี้มาที่ลำคอของผมโดยไม่มีลังเลแม้แต่น้อย ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในความมืดมิดครั้งนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%