"ปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้ ขุนพล! เจ้าไม่รู้หรือไงว่ากริชเล่มนั้นมันกำลังสูบวิญญาณเจ้าจนเกรียมเป็นถ่าน!"
เสียงตวาดแหบพร่าของตาเฒ่าพานดังสนั่นท่ามกลางความเงียบงันของหุบเหวที่เบื้องล่างมีเพียงไอหมอกสีเลือดลอยอ้อยอิ่ง ขุนพลไม่ได้ยินเสียงใครอื่นนอกจากเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยจังหวะผิดธรรมชาติ รอยสักยันต์พยัคฆ์โบราณบนแผ่นหลังของเขาบีบรัดราวกับจะแหวกเนื้อออกมาดูดกลืนพลังงานชีวิต เขากำด้ามกริชอาถรรพ์ไว้แน่นจนกระดูกนิ้วขาวซีด ดวงตาที่เคยคมกล้าดุจพยัคฆ์บัดนี้ฉายแววสีเพลิงสลับกับความมืดมิด
"ผม...ผมวางมันไม่ได้..." ขุนพลเค้นเสียงผ่านไรฟัน หยาดเหงื่อเย็นเฉียบไหลอาบใบหน้า "ถ้าผมปล่อย... รินรดาจะไม่มีทางรอด"
เบื้องล่างนั้น ร่างของดร.รินรดาดูเล็กลงถนัดตา เธอไม่ได้กำลังตกจากหน้าผาตามกฎแรงดึงดูดของโลก แต่มันเหมือนเธอกำลังจมลงสู่ 'รอยแยก' ของอากาศที่บิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่นสีเทาหม่น
รินรดาในเวลานี้ไม่ได้กรีดร้อง เธอเพียงแต่ยืนนิ่งอยู่กลางอากาศที่ดูคล้ายภาพลวงตา ดวงตาของเธอเบิกกว้าง แต่สิ่งที่เธอมองเห็นไม่ใช่หุบเหวเบื้องล่าง แต่มันคือเมืองโบราณที่สถาปัตยกรรมทุกอย่างทำจากศิลาแลงประหลาดที่เรืองแสงสีคราม มันคือมิติคู่ขนานที่ทับซ้อนอยู่บนโลกความเป็นจริงที่เธอยืนอยู่
*‘มันไม่ใช่ภาพหลอน’* เธอคิดในใจ ลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อเห็นร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองเดินผ่านหน้าเธอไปอย่างเฉยเมย เขาคนนั้นถือคัมภีร์ที่ขยับได้ราวกับมีชีวิต สายตาของเขามองทะลุผ่านรินรดาไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ แต่มือของเขากลับคว้าอากาศในจุดที่รินรดายืนอยู่ แล้วดึงเอา 'บางอย่าง' ออกมา... มันคือดวงจิตของมนุษย์ที่ส่องประกายสลัว
"ขุนพล..." เธอพยายามเปล่งเสียง แต่กลายเป็นเสียงสะท้อนที่ดังมาจากที่ไกลแสนไกล "ที่นี่ไม่ใช่หุบเหว... มันคือห้องสมุดแห่งความตาย ที่นี่คือรอยต่อของเวลา!"
บนปากเหว ขุนพลกระตุกวูบเมื่อได้ยินเสียงรินรดาดังแว่วเข้ามาในหัว ความเย็นเยือกแล่นผ่านไขสันหลัง เขาตัดสินใจในเสี้ยววินาทีที่สติจะดับวูบ แทนที่จะขัดขืนพลังอำนาจมืดจากกริช เขากลับ 'ยินยอม' ให้มันกลืนกิน โดยเปลี่ยนความโกรธแค้นเป็นแรงขับเคลื่อนในการควบคุมอาคม เขาปักกริชลงบนพื้นดินเบื้องหน้า เกิดเป็นวงแหวนอาคมสีเลือดแผ่ขยายออกไปครอบคลุมพื้นที่ที่รินรดากำลังเลือนหาย
"ท่านพาน... คุ้มกันร่างผมไว้" ขุนพลสั่งสั้นๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงสู่ความมืดเบื้องล่างโดยไร้ซึ่งความลังเล
สัมผัสของรินรดาในขณะนี้เฉียบคมผิดมนุษย์ เธอเห็นขุนพลที่ร่วงหล่นลงมา แต่ทว่า... เขามีสองร่าง ร่างหนึ่งคือร่างเนื้อที่บอบช้ำ อีกร่างหนึ่งคือพยัคฆ์สีหมอกที่แฝงอยู่ภายใต้เงาของเขา ร่างพยัคฆ์นั้นคำรามก้องจนมิติคู่ขนานรอบตัวเธอสั่นสะเทือน รอยร้าวในอากาศเริ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกระจกที่ถูกทุบ
"อย่ามองมาที่ฉัน!" รินรดาตะโกนเตือนเมื่อเห็นนัยน์ตาของพยัคฆ์สีหมอกหันมาจับจ้องที่เธอ "ถ้าคุณมองเห็นโลกนี้... คุณจะออกไปไม่ได้อีก!"
"ผมไม่มีวันปล่อยให้คุณอยู่ที่นี่เพียงลำพัง" ขุนพลคว้ามือเธอไว้ แต่สัมผัสที่ได้รับกลับกลายเป็นความเย็นยะเยือกของเหล็กกล้า ไม่ใช่ผิวหนังมนุษย์
รินรดามองดูมือของตัวเองที่เริ่มกลายเป็นอักขระขอมโบราณที่ขยับเขยื้อนไปมา ความรู้ทางโบราณคดีที่เธอเคยศึกษามาทั้งชีวิตดูเหมือนจะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนานี้ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมขุนพลถึงตามหาเครื่องรางพวกนี้... เพราะพวกมันไม่ใช่ของวิเศษ แต่เป็น 'สมอ' ที่ใช้ยึดเหนี่ยววิญญาณไม่ให้หลุดลอยไปในมิติคู่ขนานที่ไม่มีวันสิ้นสุด
"รินรดา... ฟังผมให้ดี" ขุนพลเข้ามากอดเธอไว้แน่น แรงสั่นสะเทือนจากอาคมของเขากำลังผลักดันให้รอยแยกปิดตัวลง "เรามีเวลาไม่มาก จอมขมังเวทคนนั้นกำลังตามมา... เขารู้แล้วว่าคุณเห็นอะไร"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นเบื้องหลังทั้งคู่ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงของสิ่งที่มี 'น้ำหนัก' มหาศาลกดทับลงบนพื้นผิวของมิติ รินรดาหันกลับไปมองสิ่งที่อยู่หลังขุนพล และสิ่งที่เธอเห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบจนแทบเป็นน้ำแข็ง
ชายชราในชุดคลุมสีทองคนเดิมที่เธอเห็นเมื่อครู่ ยืนยิ้มอยู่ที่นั่น มือของเขาไม่ได้ถือคัมภีร์อีกต่อไป แต่ถือ 'กริช' อีกเล่มที่เหมือนกับของขุนพลราวกับฝาแฝด ทว่ากริชเล่มนั้นกลับส่องแสงสีดำสนิทที่ดูดกลืนแม้กระทั่งความว่างเปล่า
"เจ้าเด็กน้อย... เจ้าไม่ควรนำของล้ำค่ามาทิ้งไว้ในที่ที่เจ้าเข้าไม่ถึง" ชายชรากล่าวพลางก้าวเข้ามาใกล้ "การเห็นมิติคู่ขนานคือพร... หรือคำสาป เจ้าคงเลือกเองแล้วสินะ ดร.รินรดา"
ขุนพลชักกริชขึ้นมาตั้งรับ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ร่างของรินรดาก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน อักขระบนแขนของเธอเรืองแสงวาบขึ้นมาจนแสบตา และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการที่ขุนพลพบว่าตนเองไม่ได้ยืนอยู่กับรินรดาเพียงสองคนอีกต่อไป แต่ดูเหมือนจะมีร่างเงาจำนวนนับไม่ถ้วนของรินรดาในทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏตัวขึ้นล้อมรอบจอมขมังเวทคนนั้นไว้
หนึ่งในร่างเหล่านั้นหันมามองขุนพลด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่สายตาของนักโบราณคดีสาวคนเดิมอีกแล้ว แต่มันคือสายตาที่ผ่านการเห็นความเป็นไปของจักรวาลมาอย่างยาวนาน
"ขุนพล... วิ่งไปที่เส้นขอบโลก" เสียงรินรดาเอ่ยขึ้นจากทุกร่างพร้อมกัน "อย่าหันหลังกลับ... เพราะคนที่ตามหลังพวกเรามา ไม่ใช่คน แต่เป็น 'ตัวตน' ที่เคยเป็นพ่อของคุณ"
ขุนพลชะงักกึก ความรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางใจเมื่อได้ยินคำว่า 'พ่อ' สติสัมปชัญญะของเขาแตกกระเจิงในพริบตาเดียว!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันลึกลับนี้ไปกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 29
สัมผัสที่หกของรินรดา
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!