"หยุดมือเดี๋ยวนี้ รินรดา!"
ขุนพลตวาดเสียงต่ำ กายหนาพุ่งเข้าคว้าข้อมือของนักโบราณคดีสาวไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่ปลายนิ้วเรียวของเธอจะสัมผัสเข้ากับรอยจารึกบนแท่นหินสีดำสนิทที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงถ้ำร้าง
รินรดาสะดุ้งเฮือก ดวงตาที่เคยแน่วแน่ด้วยตรรกะทางวิทยาศาสตร์บัดนี้ดูเลื่อนลอย ปราศจากแววตาของผู้มีสติ เธอหันมามองขุนพลด้วยสายตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นสายตาของคนแปลกหน้าที่กำลังมองทะลุผ่านตัวเขาไปไกลแสนไกล
"เสียงนั้น... คุณไม่ได้ยินหรือคะ ขุนพล" น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาราวกับละเมอ "พวกเขากำลังเรียกชื่อฉัน ไม่ใช่ในฐานะรินรดา แต่ในฐานะของ... 'ผู้สืบทอด'"
ตาเฒ่าพานที่นั่งยองๆ อยู่ข้างกองไฟที่เริ่มมอดดับไปนานแล้ว ยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นจิบน้ำนิ่งๆ ทว่ามือที่ถือกลับสั่นระริกจนได้ยินเสียงกระทบกันของไม้เบาๆ "ด็อกเตอร์... อย่าไปฟังเสียงลมในถ้ำนี้เชียว มันไม่ใช่ลม แต่มันคือเสียงของคนตายที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดเพราะเครื่องรางชิ้นนั้นถูกล่ามโซ่เอาไว้ด้วยเลือด"
ขุนพลขมวดคิ้วแน่น รอยสักยันต์พยัคฆ์บนแผ่นหลังของเขาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับมันกำลังเตือนภัยถึงสิ่งเร้นลับที่กำลังคืบคลานเข้ามาในความมืด เขาหันไปจ้องตาเฒ่าพานด้วยแววตาคาดคั้น "ตาพาน ตาบอกว่าเครื่องรางถูกล่ามด้วยเลือด หมายความว่ายังไง"
พรานเฒ่าถอนหายใจยาว วางกระบอกน้ำลงแล้วชี้ไปยังรอยจารึกที่รินรดาพยายามจะเอื้อมไปแตะ "มันไม่ใช่เครื่องรางธรรมดา แต่มันคือตราประทับขุมนรก คนที่สร้างมันขึ้นมาในอดีตต้องการเพียงสิ่งเดียวคือ 'ความอมตะ' แต่ในโลกของไสยเวท ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย และราคาของมันคือชีวิตของผู้บริสุทธิ์นับร้อยที่ถูกฝังลงไปพร้อมกับมัน"
ขณะที่ตาเฒ่าพานกำลังเล่า รินรดาก็ทรุดตัวลงกับพื้น ร่างของเธอเริ่มสั่นสะท้าน ภาพในหัวของเธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ความทรงจำ แต่มันเป็นความจริงที่ถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ เธอเห็นกองทัพโบราณในชุดเกราะที่ร่างกายถูกทาด้วยน้ำมันดิน เห็นพิธีกรรมบูชายัญที่น่าสยดสยอง และเห็น... ใครบางคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายขุนพลเป็นอย่างมาก กำลังถืออาวุธโบราณยืนอยู่ท่ามกลางหยาดเลือดนั้น
"ภาพพวกนั้น..." รินรดาพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาโดยที่เธอไม่รู้ตัว "ชายคนนั้นคือพ่อของคุณ ขุนพล เขาไม่ได้หายสาบสูญไปเฉยๆ เขาถูกกักขังอยู่ในมิตินี้ตั้งแต่วันที่เขาพยายามจะทำลายเครื่องรางชิ้นนี้!"
ขุนพลชะงัก ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาดูเหมือนจะเสียหลักไปครู่หนึ่ง เขารีบประคองรินรดาไว้แน่น ความเงียบงันในถ้ำถูกทำลายลงด้วยเสียงกึกก้องที่ดังมาจากส่วนลึกของโถงหิน พื้นดินสั่นสะเทือนจนเศษหินร่วงหล่นลงมาจากเพดาน
ไม่ใช่แผ่นดินไหว... แต่มันคือเสียงก้าวเดินที่หนักอึ้ง ของบางอย่างที่ใหญ่โตและเต็มไปด้วยอาถรรพ์กำลังตื่นขึ้น
"จอมขมังเวทคนนั้น..." ตาเฒ่าพานผุดลุกขึ้นยืน คว้ามีดหมออาคมเตรียมพร้อม "มันไม่ได้มาหาพวกเรา แต่มันมาเพื่อปลุก 'ผู้เฝ้าประตู' ที่พ่อของเจ้าเคยขังไว้ให้ตายสนิท!"
ทันใดนั้น เงาสีดำสนิทที่ดูเหมือนกลุ่มควันก็ก่อตัวขึ้นจากแท่นหิน รูปร่างของมันบิดเบี้ยวจนมองไม่ออกว่าคือคนหรืออสุรกาย ทว่าในความมืดมิดนั้น ขุนพลกลับมองเห็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้หัวใจเขาแทบหยุดเต้น
มันคือจี้ห้อยคอที่มีสัญลักษณ์เดียวกับที่พ่อของเขามักจะสวมใส่ติดตัวเสมอ และจี้นั้นกำลังส่องแสงสีเลือดออกมาจากอกของเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้าหาพวกเขาอย่างช้าๆ
"ขุนพล..." เสียงของเงามืดนั้นแหบพร่าและเย็นยะเยือก เหมือนเสียงของคนที่ไม่ได้ใช้ลำคอพูดมานับร้อยปี "แกกลับมาแล้ว... กลับมาเพื่อสานต่อสิ่งที่พ่อของแกทิ้งค้างไว้... หรือกลับมาเพื่อเป็นเครื่องบูชายัญชิ้นสุดท้ายให้กับข้า!"
ขุนพลชักปืนพกคู่ใจออกมา แต่เขากลับพบว่ากระสุนในรังเพลิงกลายเป็นสีดำสนิทราวกับถูกเผาไหม้ด้วยเปลวไฟนรก มือของเขาเริ่มชาดิก ความเย็นเยือกแล่นผ่านกระดูกสันหลัง เขาหันไปมองรินรดาที่กำลังสลบไสลอยู่ในอ้อมแขน ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเงามืดที่ค่อยๆ เผยร่างที่แท้จริงออกมาเป็นใบหน้าของ... ตัวเขาเองในวัยฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นฉกรรจ์บนใบหน้า
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันมืดมิดนี้ไปกับผมนะครับ และขอให้อดใจรอสักนิด เพราะในตอนหน้า เราจะรู้ว่าเลือดที่หยดลงบนพื้นถ้ำนั้น ไม่ใช่ของศัตรู... แต่เป็นของใครบางคนที่เราคาดไม่ถึงครับ
บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 14
เสียงสะท้อนจากอดีต
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!