บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 4

การเดินทางเริ่มขึ้น

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
“หยุดมือเดี๋ยวนี้!” เสียงตะคอกของขุนพลดังลั่นห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นสาบสางและไอเย็นเยือกพุ่งทะลุขีดจำกัดของประสาทสัมผัส เขาไม่ได้พุ่งเข้าไปสู้ แต่ชักปืนพกคู่ใจออกมาจ่อตรงไปยังจุดที่เงาดำมหึมานั่นกำลังก่อตัวขึ้น ดวงตาสีเลือดของพยัคฆ์อาถรรพ์จ้องมองมายังพวกเขาเหมือนกำลังประเมินน้ำหนักวิญญาณในร่าง ตาเฒ่าพานทรุดลงกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเหมือนใบไม้ต้องลม รอยสักสีทองบนผิวหนังที่ปริแตกกำลังส่งเสียงแผดเผาคล้ายเหล็กร้อนจุ่มลงในน้ำเย็นจัด รินรดาคว้าแขนขุนพลไว้แน่น แรงบีบจากนิ้วมือของเธอบ่งบอกถึงความหวาดกลัวสุดขีดที่เธอพยายามข่มไว้ “อย่าเพิ่งยิง... ถ้าแกฆ่าร่างทรง พลังของพยัคฆ์จะไม่มีที่ยึดเกาะ แล้วมันจะกระโจนเข้าสิงร่างคนที่อยู่ใกล้ที่สุดแทน” เสียงแหบพร่าของตาเฒ่าพานลอดออกมาจากลำคอที่บิดเบี้ยว ขุนพลนิ่งค้าง นิ้วชี้ที่เหนี่ยวไกเกือบมิดค้างอยู่กับที่ เขาไม่ใช่คนที่จะถอยหลังให้กับความตาย แต่เขาเป็นทหารที่ถูกฝึกมาให้วิเคราะห์สถานการณ์ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งสาม รอยสักบนหน้าอกของขุนพลเริ่มอุ่นวาบ มันตอบสนองต่อพยัคฆ์เงาตรงหน้า ราวกับว่ามันกำลังเรียกหาเจ้าของที่จากไปนาน “พ่อผม... พ่อผมอยู่ไหน” ขุนพลถามเสียงต่ำ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความตกใจกลายเป็นความเดือดดาลที่ถูกกดทับไว้ “ตายหรือยัง หรือโดนไอ้พวกเดรัจฉานวิชาพวกนี้จับไปทำอะไร” ตาเฒ่าพานแค่นยิ้มที่มุมปาก ทั้งที่เลือดสีคล้ำไหลซึมออกมาจากมุมปาก “พ่อแกไม่ได้อยู่ในที่ที่วิญญาณทั่วไปจะไปถึงได้หรอกขุนพล... แต่อยากรู้ความจริงใช่ไหม อยากรู้ไหมว่าทำไมเลือดในตัวแกถึงเดือดพล่านทุกครั้งที่เห็นรอยสักนี่” เฒ่าพานหยิบเอาสร้อยประคำไม้แกะสลักรูปพยัคฆ์เก่าคร่ำคร่าออกมาจากคอ แล้วโยนให้ขุนพล ทันทีที่ขุนพลรับไว้ เงาสีดำขนาดมหึมาก็กรีดร้องเสียงแหลมสูงจนแก้วหูแทบแตก ก่อนจะมุดหายกลับเข้าไปในรอยสักบนร่างของตาเฒ่าพานราวกับฝุ่นควัน ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง รินรดาทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจ เธอหยิบแว่นขยายขึ้นมาดูรอยสักบนตัวตาเฒ่าพานอย่างระมัดระวัง “นี่มันไม่ใช่แค่ศิลปะโบราณ... มันคือวงจรเวทมนตร์ ขุนพล... รอยสักนี้เชื่อมโยงกับพิกัดบางอย่างในป่าลึก” ขุนพลจ้องมองสร้อยประคำในมือ ความรู้สึกเย็นวาบวิ่งผ่านฝ่ามือไปถึงหัวใจ เขาหันไปสบตารินรดา “ผมตัดสินใจแล้ว” “คุณจะไปเหรอ” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ แม้เธอจะเป็นนักโบราณคดีที่ยึดติดกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่เห็นเมื่อครู่ทำลายกำแพงแห่งตรรกะของเธอจนหมดสิ้น “ถ้าไป เราอาจไม่ได้กลับมา คุณก็เห็นว่าสิ่งที่รอเราอยู่มันไม่ใช่คน” “พ่อผมหายไปที่นั่น และผมก็พกอาถรรพ์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด” ขุนพลเดินไปที่ตู้ไม้เก่าเก็บของเขา หยิบเป้สนามและมีดอาคมเล่มหนึ่งออกมา “รินรดา ถ้าคุณกลัว ก็อยู่ที่นี่ แต่ถ้าอยากรู้ว่ามนุษย์เราก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติไปไกลแค่ไหน... ก็เก็บของซะ” ตาเฒ่าพานพยุงตัวขึ้นช้าๆ แววตาของเขามีความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัว “ทางเข้าเมืองลับแลไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเดินเข้าไป ขุนพล... แกต้องแลกด้วยสิ่งของที่สำคัญที่สุดในชีวิต ไม่อย่างนั้นประตูที่ว่านั่นจะไม่มีวันปรากฏ” ขุนพลหันไปมองรูปถ่ายเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะ รูปพ่อของเขาที่ยืนอยู่หน้าถ้ำมืดมิดในป่าพญาเสือ เขาวางปืนลงแล้วหยิบห่อผ้าสีเหลืองซีดออกมาจากใต้เตียง ข้างในคือยันต์หนังเสือผืนเก่าที่พ่อเขาทิ้งไว้ก่อนจะหายตัวไป “ผมพร้อมแลกทุกอย่าง” ขุนพลกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวเดินทาง ประตูบ้านไม้เก่าๆ ก็ถูกเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีเสียงเคาะ ร่างชายฉกรรจ์ในชุดดำสนิทก้าวเข้ามา สายตาของมันเย็นชาดุจน้ำแข็งที่ปนกลิ่นไอของซากศพ มันกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่รอยสักบนแขนของขุนพล “ของที่พวกแกถืออยู่... ไม่ใช่สมบัติของพวกแก” ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่กดดัน “ส่งมันมาให้ข้า แล้วข้าจะปล่อยให้พวกแกตายอย่างไม่ทรมาน” ขุนพลขยับมีดในมือ ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เขาเพิ่งก้าวขาเข้าสู่เส้นทางแห่งโชคชะตาได้เพียงไม่กี่ก้าว แต่ความตายกลับมายืนรอต้อนรับพวกเขาเสียแล้วที่หน้าประตูทางออก หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับการเริ่มต้นการเดินทางในครั้งนี้นะครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานของผม "เพชรตาเสือโบราณ" เสมอมาครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%