บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 31

ผู้พิทักษ์ป่า

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
"วางปืนลงซะ ขุนพล... กระสุนตะกั่วในลำกล้องนั่น ทำอะไรเจ้าของป่าไม่ได้หรอก" เสียงแหบพร่าของตาเฒ่าพานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับราวกับหินผา ขุนพลไม่แม้แต่จะปรายตาไปมอง มือที่กำปืนแน่นสั่นระริกด้วยแรงบีบคั้นของอะดรีนาลีน รอยสักยันต์พยัคฆ์บนแผ่นหลังของเขาเริ่มร้อนผ่าวราวกับถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ มันเตือนภัยถึงสิ่งใดบางอย่างที่กำลังซุ่มมองอยู่ในความมืดสลัวเบื้องหน้า ดร.รินรดาที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากลั้นหายใจจนตัวโยน มือของเธอคว้าชายเสื้อแจ็กเก็ตของขุนพลไว้แน่น ความเย็นเยียบจากไอหมอกในป่าลึกแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก เธอกระซิบเสียงสั่น "ขุนพล... นั่นมันไม่ใช่เสือธรรมดา" เบื้องหน้าของพวกเขา ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว พุ่มไม้หนาทึบแหวกออกช้าๆ อย่างไร้เสียง สองนัยน์ตาสีอำพันส่องประกายวาบขึ้นท่ามกลางความมืด มันไม่ใช่ดวงตาของสัตว์ร้ายทั่วไป แต่มันมีร่องรอยของสติปัญญาและความแค้นเคืองที่ฝังลึกอยู่เป็นร้อยปี ร่างของพยัคฆ์โคร่งขนาดใหญ่กว่าปกติสองเท่าค่อยๆ ก้าวออกมา ขนสีทองสลับลายพาดกลอนของมันดูราวกับเส้นไหมอาคมที่ถักทอเข้ากับเงามืด "นั่นคือ 'พยัคฆ์พิทักษ์ทวาร'" ตาเฒ่าพานคุกเข่าลงกับพื้นดินชื้นแฉะ "มันไม่ได้มาเพื่อล่าเนื้อ แต่มันมาเพื่อทวงคืน... ขุนพล หีบใบนั้นไม่ใช่ของที่จะนำออกไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ" ขุนพลกัดฟันแน่น เขารู้ดีว่าหากหันหลังวิ่ง เขาและทุกคนจะกลายเป็นเพียงซากศพในพริบตา "ตาพาน... พ่อผมหายไปในป่านี้ หีบใบนี้คือเบาะแสเดียวที่เหลืออยู่ ผมไม่มีวันปล่อยมัน" พยัคฆ์ตัวนั้นแยกเขี้ยวขาววับ เสียงคำรามต่ำลึกสั่นสะเทือนไปถึงกระดูกสันหลัง มันไม่ได้ขู่ แต่มันกำลังสั่งให้พวกเขาตัดสินใจ ความกดดันพุ่งสูงถึงขีดสุด ขุนพลตัดสินใจปลดเซฟปืนออก จังหวะเดียวกับที่พยัคฆ์สมิงพุ่งทะยานเข้าใส่ด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ! ขุนพลไม่ได้เหนี่ยวไก แต่เขาทิ้งตัวลงพื้นม้วนตัวหลบไปด้านข้างอย่างคล่องแคล่ว ตามสัญชาตญาณทหารพรานเก่า พยัคฆ์ร้ายกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนเปลือกไม้แตกกระจาย เสียงไม้หักดังสนั่น แต่ทว่า... ทันทีที่มันหันกลับมา ร่างของพยัคฆ์นั้นก็เริ่มบิดเบี้ยว ไอหมอกสีดำมืดมิดหมุนวนรอบตัวมัน ก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นชายร่างสูงใหญ่ในชุดโบราณที่คุ้นตาอย่างประหลาด รินรดาอุทานออกมาด้วยความตกใจจนแทบสิ้นสติ "นั่น... นั่นมันชุดของทหารสมัยอยุธยาตอนปลาย!" ชายผู้นั้นหันมามองขุนพล ดวงตาสีอำพันคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเขา ราวกับกำลังอ่านความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ภายใน "เจ้ามีกลิ่นอายของเขา... กลิ่นอายของคนที่เคยเหยียบย่ำเข้ามาในเขตต้องห้ามนี้ด้วยความโง่เขลา เจ้าจะเดินตามรอยพ่อของเจ้าไปสู่ความตายเช่นนั้นหรือ?" ขุนพลยันกายขึ้นยืน สายตาของเขามั่นคงไม่หวั่นไหว "ผมไม่ได้มาเพื่อเหยียบย่ำ แต่ผมมาเพื่อจบสิ่งที่เริ่มไว้ ถ้าท่านเป็นผู้พิทักษ์ ก็บอกมาว่าท่านต้องการอะไร เพื่อแลกกับการผ่านทางนี้ไป" ร่างชายปริศนาหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วป่าดุจเสียงฟ้าผ่า ก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามาใกล้ขุนพลจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัว "ข้าไม่ต้องการชีวิตของเจ้า... แต่ข้าต้องการ 'เลือด' ของผู้ที่ครอบครองรอยสักพยัคฆ์พรายคนสุดท้าย" เขายื่นมือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมออกมา ขุนพลนิ่งค้างไปชั่วขณะ ในขณะที่รินรดาพยายามจะรั้งเขาไว้ แต่ขุนพลกลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วใช้มีดพกกรีดลงบนฝ่ามือของตนเอง หยาดเลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นดินหน้าหีบอาถรรพ์นั้น ทันทีที่เลือดแตะพื้น ผืนป่าทั้งป่าก็เงียบสนิทลงฉับพลัน ราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลา ต้นไม้รอบข้างเริ่มสั่นไหวและเปลี่ยนทิศทางหันเข้าหากันประดุจกำแพงที่ปิดตายทางออก ร่างพยัคฆ์สมิงเริ่มจางหายไปในความมืด แต่กลับมีเสียงกระซิบที่คุ้นหูดังขึ้นจากทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด เสียงนั้น... เป็นเสียงของชายที่ขุนพลตามหามาตลอดชีวิต "ขุนพล... อย่าเปิดหีบนั่น" ขุนพลหันขวับไปตามเสียงนั้น หัวใจของเขาแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นเงาร่างคนคุ้นตาเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ แต่ทว่าใบหน้าของบุคคลนั้นกลับไม่ใช่พ่อของเขา หากแต่เป็น 'จอมขมังเวทเงามืด' ที่แสยะยิ้มอยู่ข้างๆ ร่างที่ดูเหมือนพ่อของเขาที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเวทมนตร์! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมผจญภัยไปกับผม เพชรตาเสือโบราณครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%