"แก... ฉันอยากเอาหัวโขกโต๊ะหินอ่อนนี่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยค่ะกะทิ!"
ฉันฟุบหน้าลงแนบกับพื้นโต๊ะโรงอาหารจนหน้าม้าแทบจะทิ่มลงไปในจานข้าวมันไก่ เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นติดต่อกันเป็นรอบที่สิบของนาทีนี้ สมองของฉันมันกลายเป็นสีขาวโพลนไปหมดแล้วหลังจากความผิดพลาดมหันต์เมื่อคืนนี้... ให้ตายเถอะ! ใครจะไปคิดว่าปุ่ม 'ลบสำหรับทุกคน' ในตำนาน จะกลายเป็นปุ่มประจานความโง่เขลาเบาปัญญาของเด็กปีหนึ่งอย่างฉันได้ขนาดนี้
ไอ้สติกเกอร์หัวใจพุ่งชนดุ๊กดิ๊กนั่น... ตอนนี้มันคงจะไปนอนแหมะเด่นหรหลาอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ของพี่ธันวาเรียบร้อยแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ เขาน่าจะเห็นมันจะๆ ตา แบบไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น!
"โอ๊ย อีเกล แกจะเครียดอะไรนักหนาคะซิสเตอร์!" กะทิ เพื่อนรักตัวดีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามส่งเสียงจิ๊ปากอย่างขัดใจ มือข้างหนึ่งถือช้อนส้อม อีกข้างก็ทำหน้าที่ปัดหน้าจอโทรศัพท์ยิกๆ แบบไม่สะทกสะท้านกับความฉิบหายวายป่วงของเพื่อนสนิทเลยแม้แต่น้อย "แค่เผลอส่งสติกเกอร์บอกรัก... เอ้ย! สติกเกอร์หัวใจไปให้ผู้ชาย มันไม่ได้แปลว่าแกต้องเดินไปจดทะเบียนสมรสกับเขาสักหน่อย"
"แกไม่เข้าใจ!" ฉันเงยหน้าขึ้นมาโวยวายเสียงเบาแต่หน้าดำหน้าแดง กัดริมฝีปากจนเจ็บไปหมด "นั่นคือพี่ธันวาคนโหดนะเว้ย! รุ่นพี่ปีสามคณะวิศวะที่ขึ้นชื่อเรื่องความปากหมาและสายตานิ่งราวกับจะกินหัวคน! ถ้าเขาคิดว่าฉันตามจีบเขาขึ้นมาจริงๆ แล้วเอาไปล้อฉันกลางคณะบริหารนะ ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะคะ!"
"ก็เอาไว้ที่อกพี่เขาสิคะ สวยๆ"
เสียงหวานเจี๊ยบแต่กวนประสาทดังแทรกขึ้นมาทันที พร้อมกับร่างผอมเพรียวของกะทิที่ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความเร็วแสง ฉันยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามว่ายัยนี่จะไปไหน สายตาก็เหลือบไปเห็นแผนการชั่วร้ายที่กำลังถูกปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ
ให้ตายเถอะ... นั่นมันแผน 'ชงเข้มยิ่งกว่ากาแฟโบราณ' ที่ยัยกะทิวางไว้เมื่อคืนนี่นา!
ฉันมองตามร่างของกะทิที่เดินตรงดิ่งไปยังกลุ่มนักศึกษาคณะวิศวะที่นั่งอยู่โต๊ะประจำริมสวนน้ำพุกลางโรงอาหาร กลุ่มนั้นมีผู้ชายตัวสูงใหญ่หลายคนนั่งล้อมวงกันอยู่ แต่คนที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุด... เจ้าของเรือนผมสีดำสนิทและใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่กำลังนั่งไขว่ห้างถือกระป๋องกาแฟกระป๋อง... จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก 'พี่ธันวา'
แล้วภาพสโลโมชั่นก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาฉันค่ะคุณผู้ชม...
กะทิเดินเข้าไปสะกิดไหล่เพื่อนสนิทของพี่ธันวาคนหนึ่ง จากนั้นแกล้งทำเป็นสะดุดขาตัวเองจนถาดอาหารในมือเกือบจะร่วง—ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นการแสดงระดับออสการ์—ทำให้พี่ธันวาที่นั่งอยู่ริมสุดต้องรีบขยับตัวลุกขึ้นหลบความวุ่นวายที่กะทิจงใจสร้างขึ้น
และในจังหวะชุลมุนนั้นเอง... ยัยกะทิตัวแสบก็กวาดกระเป๋าเป้และหนังสือเรียนของฉันที่วางจองโต๊ะไว้ตรงนั้น ย้ายมันมาวางแปะไว้ที่เก้าอี้ตัวข้างๆ พี่ธันวาที่เพิ่งลุกขึ้นยืนพอดี!
"อุ๊ย! ขอโทษค่ะพี่ธันวา พอดีเกลเขากำลังมองหาที่นั่งอยู่พอดีเลย ฝากดูแลเพื่อนหนูด้วยนะคะ พอดีโต๊ะทางนู้นมันเต็มหมดแล้วค่ะ!"
เสียงแหลมๆ ของกะทิตะโกนไล่หลังมาอย่างไม่เกรงใจใคร ก่อนที่ยัยเพื่อนทรยศจะวิ่งหนีหายเข้าไปในฝูงชนอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ฉันนั่งแข็งทื่อเป็นหินอยู่ตรงโต๊ะไกลลิบลิ่ว และ... เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในสามโลก
ฉันก้มมองโทรศัพท์มือถือในมือสั่นระริก อยากจะกดโทรจิกหัวกะทิให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทว่า...
เงาสูงใหญ่ทอดทับลงมาบนโต๊ะอาหารตรงหน้า พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ที่คุ้นเคย—กลิ่นซีตรัสผสมกับความอบอุ่นสะอาดสะอ้านที่มักจะทำให้หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่เข้าใกล้
"โต๊ะอื่นเต็มหมด... แต่ทำไมเธอถึงเลือกมานั่งเบียดตรงนี้ล่ะครับ เด็กบริหาร?"
เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังแต่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้นเหนือศีรษะ ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าของประโยคนั้นทีละนิด เริ่มจากปลายรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดัง กางเกงยีนส์เซอร์ๆ เสื้อช็อปวิศวะสีกรมท่าที่ปลดกระดุมบนเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียน และ... ใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังโน้มตัวลงมามองฉันด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ร้ายกาจที่สุดในสามโลก
พี่ธันวากำลังยืนค้ำหัวฉันอยู่... และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ตอนนี้เขากำลังขยับตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ ที่กะทิจงใจจองไว้ให้—ระยะห่างระหว่างเรามันใกล้เสียจนไหล่ของเราแทบจะชนกันอยู่แล้ว!
"คะ... ใครบอกว่าเกลอยากมานั่งตรงนี้ล่ะคะ!" ฉันรีบแก้ตัวเสียงสั่น ขยับก้นถอยหนีไปอีกฝั่งจนเกือบจะตกเก้าอี้ "เพื่อนเกลต่างหากที่ทำกระเป๋าตก! เกลไม่ได้ตั้งใจจะมานั่งใกล้พี่สักหน่อย มะ... มโนไปกันใหญ่แล้วค่ะ!"
พี่ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าขึ้นสีจัดของฉันด้วยความรู้สึกสนุกสนาน ราวกับแมวตัวใหญ่กำลังจ้องมองหนูตกใจในกรงเล็บ ไม่มีท่าทีรังเกียจ หรือลุกหนีหนگاهอย่างที่ฉันจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย กลับกัน... เขากลับวางศอกลงกับโต๊ะแล้วเอียงคอมองฉันด้วยสายตาที่ทำเอาสติสตั๊งของฉันกระเจิงไปไกลถึงดาวอังคาร
"อ๋อ... ไม่ได้ตั้งใจจะมานั่งใกล้ว่างั้นเถอะ" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำลงจนน่าใจหาย แถมยังขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นมินต์จางๆ จากลมหายใจ "แล้วไอ้สติกเกอร์หัวใจพุ่งชนเมื่อคืนนี้... อันนั้นก็ 'ไม่ได้ตั้งใจ' เหมือนกันใช่ไหมครับ?"
*ตูม!*
เหมือนมีระเบิดลูกใหญ่ลงกลางใจฉัน ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างกายแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ ราวกับถูกสะกดด้วยดวงตาดำขลับคู่นั้นที่กำลังพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์
เขารู้... เขารู้เต็มอก! และเขากำลังจงใจเอาเรื่องนี้มาล้อฉันเล่นต่อหน้าเพื่อนๆ ในกลุ่มวิศวะที่เริ่มหันมามองด้วยสายตาซุบซิบ!
"มะ... ไม่รู้เรื่องค่ะ! เกลมือลั่น!" ฉันโวยวายเสียงดังลั่นเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่พุ่งทะยานจนทะดเพดาน มือบางรีบคว้าแก้วน้ำชาเขียวขึ้นมาดูดรวดเดียวจบหวังจะดับความร้อนรนในอก แต่ลืมคิดไปว่ามันยังร้อนอยู่! "โอ๊ย! แสบลิ้น!"
"ฮึ..." เสียงหัวเราะในลำคอของคนข้างๆ ดังขึ้นอย่างนึกขัน ก่อนที่มือหนาจะยื่นทิชชูสะอาดมาตรงหน้าฉัน พร้อมกับนิ้วเรียวยาวที่เอื้อมมาปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าให้อย่างเบามือ—สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาฉันสะ่านไปทั้งร่างราวกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่าน
"ซุ่มซ่ามเป็นเด็กๆ ไปได้... ถ้าอยากบอกรักพี่นัก... ทำไมไม่พูดออกมาตรงๆ ล่ะครับ หื้ม?"
น้ำเสียงกระซิบพร่าที่ข้างหูทำเอาโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ หัวใจของฉันเต้นกระหน่ำรัวราวกองศึกจนกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยินมันด้วยซ้ำ
และในวินาทีที่ฉันกำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อรักษาฟอร์มเด็กบริหารปากเก่ง... หน้าจอโทรศัพท์ที่คว่ำอยู่บนโต๊ะก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชต์ที่เด้งขึ้นมาหราต่อหน้าต่อตาเราทั้งคู่
มันเป็นข้อความจาก 'มินตรา' ดาวคณะบริหารฯ ศัตรูตัวฉกาจ ที่ส่งตรงเข้ามาในกลุ่มแชต์รวมของคณะ แต่วิธีการแท็กชื่อดันพุ่งตรงมาที่ฉันแบบเจาะจง
*[มินตรา]: "อีเกล แกแน่มากนะที่กล้าไปอ่อยพี่ธันวาถึงถิ่นวิศวะแบบนั้น ระวังตัวไว้เถอะ... เพราะคนอย่างแก มันก็แค่วิ่งตามเก็บเศษอาหารที่คนอื่นเขาไม่เอาแล้วเท่านั้นแหละ!"*
บรรยากาศรอบตัวที่เคยอบอุ่นและชวนใจเต้นแรงเมื่อครู่...
พลันเย็นยะเยือกดิ่งลงจนติดลบในพริบตาเดียวเมื่อสายตาคมกริบของพี่ธันวาเลื่อนไปเห็นข้อความนั้นบนหน้าจอโทรศัพท์ของฉันพอดี!
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาโดนความน่ารักของยัยน้องเกลตกหัวใจนะคะ ไว้มาลุ้นต่อกันตอนหน้าค่ะ! 💕
-(ที่คั่นหนังสือสีชมพู)-
ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่ เลิกจ้องตาแบบนั้นสักที!•ตอนที่ 10
เพื่อนชงเข้ม กาแฟไม่ต้อง
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่ เลิกจ้องตาแบบนั้นสักที! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!