“ลบเดี๋ยวนี้เลยนะคะ!”
ฉันพยายามกระโจนเข้าใส่หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของพี่ธันวาอย่างสุดชีวิต แต่ความสูงร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตรกับแขนยาวๆ ของเขากลับทำให้ฉันกลายเป็นแค่ลูกแมวตัวจ้อยที่พยายามตะปบอากาศ หัวใจของฉันเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุต้าวกระดอนออกมานอกอก เหตุการณ์เมื่อเสี้ยววินาทีก่อนยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัวเป็นฉากๆ—ก็ยัยกะทิเพื่อนตัวดีน่ะสิ ดันส่งข้อความเม้าท์มอยแถมยังแอบแซวพี่ธันวาซะเสียหาย แถมยังพิมพ์คำว่า *‘แฟนเด็ก’* ลงไปโต้งๆ ในแชตกลุ่ม แล้วทำไมหน้าจอแจ้งเตือนมันถึงได้เด้งขึ้นมาหลาคาตาตอนที่ฉันกำลังยืนอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้พอดิบพอดีเล่า!
“อืม... ไหนดูซิ ยัยกะทิเพื่อนรักของเกลพิมพ์อะไรไว้นะ” พี่ธันวาเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาคู่คมพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนาน เขายกโทรศัพท์ขึ้นสูงเหนือศีรษะ ปล่อยให้ฉันที่ทั้งเตี้ยกว่าและลนลานกว่าต้องเขย่งปลายเท้าจนน่องแทบปูด “ไหนบอกซิว่าใครคือแฟนเด็ก หื้ม?”
“ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ! ยัยกะทิแค่พิมพ์เล่น... เอ้ย พิมพ์เพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อยต่างหาก ส่งคืนมาเลยนะ!” ฉันหน้าแดงแจ๋ ร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู มือเล็กๆ ตะמתปบคว้าอากาศติดต่อกันหลายครั้งจนเผลอเสียหลักพุ่งชนเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมผสานกับไออุ่นเฉพาะตัวโชยเข้าแตะจมูก ทันทีที่หน้าผากของฉันชนเข้ากับกระดุมเสื้อเชيرของรุ่นพี่หนุ่มมาดนิ่ง โลกทั้งใบก็เหมือนจะหยุดหมุนไปดื้อๆ พี่ธันวาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มกวนๆ ที่มุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความเงียบงันชั่วอึดใจ ก่อนที่วงแขนแข็งแกร่งจะเผลอยกขึ้นโอบเอวฉันไว้หลวมๆ เพื่อกันไม่ให้ฉันหงายหลังล้มลงไปกองกับพื้น
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความวุ่นวายเมื่อครู่กลายเป็นความเงียบสงบที่ชวนให้ใจสั่นระทึก เสียงหัวใจของฉันดังจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมันชัดเจน
“ซุ่มซ่ามจริงนะเรา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนั้นไม่ได้เจือแววเย้าแหย่เหมือนเคย แต่กลับมีความนุ่มนวลแปลกประหลาดที่ทำเอาขาฉันอ่อนยวบลงไปถนัดตา
ฉันรีบผละถอยหลังออกมาทันทีราวกับโดนไฟลวก สองมือยกขึ้นกอดอกตัวเองไว้แน่นเพื่ออำพรางความประหม่าที่พุ่งพล่านจนควบคุมไม่อยู่ “ใครซุ่มซ่ามกันคะ! ก็พี่นั่นแหละมาแกล้งหนูก่อน...”
“พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แค่อ่านข้อความเฉยๆ” เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างผู้เหนือกว่า แต่ยอมลดโทรศัพท์ลงมาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อกั๊กเรียบร้อย “แล้วนี่... จะยืนเถียงพี่อยู่ตรงนี้ หรือจะยอมเดินตามมาดีๆ ล่ะ เจ้าเด็กดื้อ”
“ไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละค่ะ!” ฉันสะบัดหน้าหนี พยายามทำเป็นใจแข็งใส่ทั้งที่ข้างในสั่นไปหมดแล้ว “หนูจะกลับหอพักแล้วค่ะ ดึกมากแล้วด้วย หลบทางเลยนะคะพี่ธันวา”
“กลับตอนนี้ไม่ทันแล้วมั้ง... ดูโน่นสิ” เขาพยักพายเพยิดหน้าไปยังด้านนอกหน้าต่างกระจกใสของคาเฟ่ที่พวกเรายืนหลบฝนอยู่
เสียงเปาะแปะของเม็ดฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงฟ้าคำรามครืนคราง สายฝนโปรยปรายลงมาหนาทึบจนมองไม่เห็นทางเดินด้านนอก น้ำท่วมขังเจิ่งนองบริเวณลานจอดรถมหาลัยจนมิดฟุต รถราแทบจะสัญจรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ฉันอ้าปากค้าง มองสภาพอากาศภายนอกสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ฉาบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของรุ่นพี่หนุ่ม “ฝน... ฝนตกหนักขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย!”
“ก็ตกมาสักพักแล้วล่ะตอนที่เธอกำลังแย่งมือถือพี่” พี่ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ต่างจากฉันที่ตอนนี้อยากจะร้องไห้โฮออกมาดังๆ “เอาเถอะน่า ไหนๆ ก็ติดแหง็กอยู่ที่นี่แล้ว ไปนั่งรอข้างในดีกว่า ตรงนี้ลมมันโชก เดี๋ยวไม่สบายขึ้นมาพี่จะงานงอกเอา”
พูดจบเขาก็ไม่รอให้ฉันได้ตอบปฏิเสธ มือหนาเอื้อมมาจับข้อศอกฉันเบาๆ แล้วออกแรงจูงให้เดินตามเข้าไปลึกด้านในสุดของคาเฟ่ ซึ่งเป็นโซนมุมอ่านหนังสือที่มีชั้นหนังสือไม้สูงโปร่งและโต๊ะโซฟาตัวนุ่มสีครีมตั้งอยู่ ท่ามกลางบรรยากาศอุ่นๆ ที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
แต่ทว่า... ทันทีที่เราเดินเลี้ยวโค้งชั้นหนังสือเข้ามา ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำเอาฉันต้องอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ
บนโซฟาเบดตัวยาว มีสิ่งมีชีวิตขนฟูสีส้มปุกปุยตัวหนึ่งกำลังนอนขดตัวนอนหลับตาพริ้มอยู่อย่างสบายใจ มันคือเจ้า ‘ส้มจี๊ด’ แมวเปอร์เซียตัวอ้วนกลมเจ้าถิ่นประจำคาเฟ่แห่งนี้นี่เอง ปกติแล้วเจ้าตัวนี้ขึ้นชื่อเรื่องความหยิ่งและดุ ไม่ยอมให้ใครง่ายๆ แม้แต่พนักงานในร้านยังต้องเกรงใจ แต่วินาทีนี้... ภาพที่ฉันเห็นกลับทำให้ต้องขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ
พี่ธันวาไม่ได้เดินผ่านมันไปเฉยๆ อย่างที่ฉันคิด ร่างสูงโปร่งของรุ่นพี่หนุ่มมาดนิ่งผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยชาและเข้าถึงยาก กลับทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นพรมอย่างไม่นึกเสียดายกางเกงสแลคราคาแพง มือใหญ่หนาที่มักจะถือประแจหรือจับปากกาเขียนแบบ กลับเอื้อมไปลูบไล้แผงคอสีส้มฟูฟ่องนั้นด้วยความเบามืออย่างที่สุด
“ว่าไงเจ้าอ้วน... นอนกินบ้านกินเมืองเลยนะเรา” เสียงทุ้มที่ปกติมักจะติดกวนประสาทเวลคุยกับฉัน กลับเปลี่ยนเป็นโทนเสียงนุ่มทุ้ม อ่อนโยน และอบอุ่นจนน่าเหลือเชื่อ
ฉันยืนนิ่งค้าง ปล่อยให้สายตามองภาพตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก หัวใจที่เคยเต้นรัวระบัวด้วยความโกรธเมื่อครู่ กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างเงียบเชียบ
เจ้าส้มจี๊ดส่งเสียงร้อง “ง우...” ในลำคออย่างพอใจ มันพลิกตัวนอนหงายผึ่งพุงกลมๆ ให้รุ่นพี่หนุ่มเกาเกาใต้คางอย่างเคลิบเคลิ้ม พี่ธันวาหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นเป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และจริงใจที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา—มันไม่ใช่รอยยิ้มมุมปากแบบที่เขาชอบใช้แกล้งฉัน แต่มันคือรอยยิ้มอบอุ่นที่สว่างไสวเสียจนทำเอาแสงไฟสีส้มสลัวในร้านดูหมองไปเลย
รอยยิ้มแบบนั้น... รอยยิ้มที่ทำเอาโลกทั้งใบของฉันหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“ยืนทำหน้าบื้ออะไรอยู่ตรงนั้นล่ะเกล” จู่ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นสบตาฉัน รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงค้างอยู่ “มานี่สิ เจ้าตัวนี้มันชอบให้คนเกาพุงนะ ลองดูสิ”
“วะ... ว่าไงนะคะ?” ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกจับได้ว่าแอบมองเขาอยู่ รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำ “หนูไม่ได้อยากดูสักหน่อยค่ะ!”
“ปากแข็งจริงนะเด็กคนนี้” เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะตบพื้นที่ว่างข้างๆ ตัวบนพรมเบาๆ “มานั่งนี่เร็ว ฝนตกหนักขนาดนี้ กลับหอไม่ได้หรอกน่า เดี๋ยวพี่เลี้ยงโกโก้ร้อน ไถ่โทษที่เมื่อกี้แกล้งแรงไป... ดีไหมครับ?”
น้ำเสียงออดอ้อนนิดๆ ที่เจืออยู่ในประโยคนั้นทำเอาฉันแทบจะก้าวขาไม่ออก หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำยิ่งกว่าตอนวิ่งหนีเขาเสียอีก ความโกรธเคืองเรื่องแชตเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวั่นไหวที่ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่อก
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้โซฟาตัวนั้นทีละน้อย ทิ้งตัวลงนั่งลงบนพรมห่างจากเขาพอสมควร แต่สายตากลับไม่สามารถละออกจากภาพตรงหน้าได้เลย
พี่ธันวายังคงใช้ปลายนิ้วเกาพุงเจ้าส้มจี๊ดเบาๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอประกายอ่อนโยนยามที่มองแมวอ้วน ก่อนที่จู่ๆ... เขาจะเบนสายตากลับมามองฉันตรงๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
รอยยิ้มละมุนละไมแบบนั้นยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของเขา
“มองพี่นานขนาดนี้...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบแผ่วเบาแข่งกับเสียงสายฝนด้านนอก “...แอบชอบมุมนี้ของพี่เข้าแล้วล่ะสิ หื้ม?”
ฉิบหายแล้ว... ประโยคนี้ทำเอาสติที่เหลืออยู่ของฉันกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมความหวานละมุนและร่วมลุ้นไปกับความโบ๊ะบ๊ะของคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะคะ! ❤️
ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่ เลิกจ้องตาแบบนั้นสักที!•ตอนที่ 11
รอยยิ้มที่ทำเอาโลกหยุดหมุน
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่ เลิกจ้องตาแบบนั้นสักที! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!