ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่ เลิกจ้องตาแบบนั้นสักที!•ตอนที่ 12

เป็นไข้หรือว่าเขินพี่?

ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
"ฉิบหายแล้ว... ประโยคนี้ทำเอาสติที่เหลืออยู่ของฉันกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง!" เสียงหัวใจของฉันมันเต้นโครมครามดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้องพยาบาลเงียบๆ นี่แหละค่ะ ให้ตายสิ ย้อนเวลากลับไปสักส้าวินาทีที่แล้วได้ไหม ทำไมฉันถึงเผลอหลุดปากพูดอะไรแบบนั้นออกไปได้นะ! ห้องพยาบาลของตึกคณะวิศวะฯ ในยามบ่ายที่แดดร่มลมตกแบบนี้ มันควรจะเป็นสถานที่อันสงบเงียบสำหรับการนอนซมเพราะพิษไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์มหาลัยสิคะ ไม่ใช่สนามประลองความดันโลหิตแบบนี้! "ไหน... ไหนว่าเมื่อกี้บอกว่าอะไรนะ เด็กดื้อ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นเหนือหัว ร่างสูงโปรดของพี่ธันวาในชุดเสื้อช็อปสีเข้มที่พับแขนขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อแขนสมส่วนกำลังก้าวเข้ามาใกล้ ชิดเสียจนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส ทรงผมที่มักจะเซ็ตมาอย่างดีตอนนี้ยุ่งเหยิงนิดหน่อยเพราะเจ้าตัวเพิ่งวิ่งตากฝนปรอยๆ ไปซื้อยาและข้าวต้มร้อนๆ มาให้ฉัน แล้วดูสายตานั่นสิคะ! ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาเข้มกำลังจ้องมองมาที่ฉันราวกับหมาป่ากำลังต้อนลูกแกะตัวน้อยๆ ให้จนมุม "คะ... ใครเด็กดื้อกันคะรุ่นพี่! หูฝาดไปแล้วมั้ง!" ฉันรีบดึงผ้าห่มสีขาวสะอาดขึ้นมาคลุมโปงถึงคาง ปากก็เถียงเสียงสั่นพับๆ ทั้งที่พิษไข้ในตัวมันรุมเร้าจนหัวหมุนติ้วไปหมดแล้ว หน้าฉันตอนนี้คงแดงก่ำยิ่งกว่ามะเขือเทศสุกเสียอีก แต่นั่นเป็นเพราะพิษไข้... ใช่ค่ะ! เป็นเพราะพิษไข้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ห้ามคิดเป็นอื่นเด็ดขาดนะ! พรึบ! มือหนาของคนที่ยืนค้ำหัวเตียงอยู่เอื้อมมาดึงผ้าห่มผืนหนาออกอย่างไร้ความปรานี ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีมึนกวนประสาทใส่ฉันทุกวัน ยามนี้กลับฉายแววจริงจังจนน่ากลัว นิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมมาแตะที่หน้าผากฉันเบาๆ สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของเขาทำเอาฉันสะดุ้งเฮือก เผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ "ตัวร้อนจี๋ขนาดนี้ ยังมีปากมาเถียงพี่ได้อีกเหรอ หืม?" พี่ธันวากดเสียงต่ำลงไปอีกนิด ดวงตาคู่คมพินิจพิเคราะห์ใบหน้าฉันอย่างไม่ละสายตา "เมื่อกี้บอกว่า... 'ถ้าพี่ดูแลดีขนาดนี้ เดี๋ยวก็ใจเต้นแรงตายพอดี'... หูพี่ไม่ได้ฝาดหรอกเกล พี่ได้ยินชัดเจนทุกคำเลยต่างหาก" "อึ๋ย!" ฉันอยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยค่ะ ทำไมความจำดีเป็นเลิศแบบนี้วะเนี่ย ปกติเห็นจำแต่งBOMของวิชาภาควิชา ทำไมเรื่องคำพูดประชดประชันของฉันถึงจำแม่นยิ่งกว่าชีทสรุปสอบอีกเล่า! "หน้าแดงแจ๋เลย เป็นไข้หรือว่าเขินพี่กันแน่คะ หื้ม?" คำถามหยอกเย้าพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แสนจะเจ้าเล่ห์นั่น ทำให้ฉันเกือบจะสำลักน้ำลายตัวเองตายตรงนั้นเลยค่ะ ยัยเกลเอ้ย ทำไมแกถึงได้ตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบผู้ชายคนนี้ตลอดเวลาเลยนะ! ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความชวนหายใจไม่ทั่วท้องพอดี เหมือนมีสวรรค์มาโปรดฉันแท้ๆ! "พี่ธันยาคะ! มินเอาผลไม้กับวิตามินซีมาเยี่ยม... เอ๊ะ?" เสียงหวานใสที่ลากเสียงยาวอย่างจงใจดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงของมินตรา ดาวคณะคนสวยที่ก้าวเข้ามาในห้องพยาบาลด้วยท่าทีระEระรื่น เธอยกกล่องผลไม้พรีเมียมในมือขึ้นมาโชว์ พร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ส่งให้พี่ธันวาเต็มแมกซ์ แต่พอสายตาคู่สวยนั้นกวาดมาเจอฉันที่นอนซมอยู่บนเตียงโดยมีพี่ธันวายืนประชิดตัวในระยะประชิด รอยยิ้มบนหน้าเธอก็ชะงักกึกทันที บรรยากาศในห้องพยาบาลที่เมื่อครู่นี้ยังมีความฟุ้งกระจายของความเขินอายอบอวลอยู่ จู่ๆ ก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงมาชาร์ตใส่จนบรรยากาศลดอุณห็ภูมิติดลบไปในพริบตา "อ้าว มินตรา" พี่ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างนึกรำคาญใจ สีหน้าและแววตาที่มองคุณดาวคณะไม่มีความละมุนละไมหลงเหลืออยู่เลยสักนิด ต่างจากตอนที่เขามองฉันลิบลับ "ใครบอกเธอว่าฉันอยู่ห้องนี้?" "อ๋อ... มินถามเพื่อนพี่ธันวาที่โรงอาหารมาค่ะ เห็นบอกว่าพี่ธันวาไม่ได้เข้าเลคเชอร์ บ่ายนี้มีซ้อมบอลก็ไม่ไป มินเป็นห่วงก็เลย..." มินตราส่งสายตาออดออเซาะมาให้ชายหนุ่มเต็มที่ พร้อมกับทำท่าจะเดินเข้าไปใกล้ ร่างเพรียวในชุดนักศึกษารัดรูปขยับเข้ามาจนกลิ่นน้ำหอมราคาแพงเตะจมูก "แล้วนี่... น้องเกลเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ ทำไมถึงต้องให้พี่ธันวามาเฝ้าไข้ด้วยล่ะเนี่ย รบกวนเวลาเรียนพี่เขาแย่เลยนะ" ประโยคหลังเธอยิงสายตาคมกริบมาทางฉัน พร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่ซ่อนไว้ไม่มิด อืม... เอาสิคะคุณดาวคณะ เปิดฉากมาก็หาว่าฉันเป็นภาระเลยเหรอ? ถึงฉันจะไข้ขึ้นจนสมองเบลอ แต่เรื่องฝีปากในการต่อกรกับพวกชอบแขวะคนอื่นเนี่ย ฉันไม่เคยเป็นสองรองใครหรอกนะคะ! ฉันพยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัว พี่ธันวาก็ไว1ก้าว มือหนาดันไหล่ฉันเบาๆ ให้เอนหลังลงไปนอนเหมือนเดิม พร้อมกับหันไปตวัดสายตาดุใส่มินตราทันที "เสียงดัง" พี่ธันวาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงกดต่ำจนมินตราหน้าเสีย "แล้วก็... เกลไม่ได้รบกวนอะไรฉันทั้งนั้น ฉันเต็มใจมาดูแลเอง เธอมีธุระอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีก็วางของไว้ตรงนั้นแล้วกลับไปเถอะ คนป่วยต้องการพักผ่อน" โอโหหหหห... สำนวนคำพูดนี่มัน... โคตรจะใจร้ายกับคนอื่น แต่ทำไมพอมาลงที่ฉันแล้วมันถึงได้อบอุ่นหัวใจแปลกๆ แบบนี้นะคะ! ฉันแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าคมสันของคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง หัวใจที่เต้นรัวเพราะพิษไข้เมื่อครู่ กลับเต้นรัวยิ่งกว่าเดิมด้วยเหตุผลอื่นเสียแล้วสิ มินตราหน้าเจื่อนลงทันตาเห็น รอยยิ้มเสแสร้งเกือบจะรักษาไว้ไม่อยู่ เธอกำกล่องผลไม้ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด "เอ่อ... ถ้าพี่ธันวาพูดขนาดนี้แล้ว มินก็ไม่กวนแล้วค่ะ หายไวๆนะคะน้องเกล" เธอยัดเยี่ยงกล่องผลไม้ใส่มือพี่ธันวาแบบลวกๆ ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดเดินออกไปจากห้องพยาบาลแทบไม่ทัน ปัง! เสียงปิดประตูกระแทกเบาๆ เป็นสัญญาณว่าตัวปัญหาออกไปแล้ว ห้องพยาบาลกลับมาตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ พี่ธันวาส่ายหัวนิดหน่อยอย่างระอาใจ ก่อนจะวางกล่องผลไม้ของมินตราไว้บนโต๊ะข้างเตียงอย่างไร้เยื่อใย แล้วหันกลับมาสนใจถ้วยข้าวต้มหมูสับร้อนๆ ที่ควันยังกรุ่นๆ อยู่ในมือ "กินข้าวต้มก่อน จะได้กินยา" เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ตักข้าวต้มเป่าเบาๆ จนควันจางลง แล้วยื่นมาจ่อ1ตรงหน้าฉัน "อ้าปากเร็ว เด็กดื้อ" "ฉันตักกินเองได้น่ารุ่นพี่ มือไม่ได้หักสักหน่อย" ฉันทำท่าจะยื่นมือไปแย่งช้อนมาถือเอง แต่พี่ธันวากลับชักมือหนี หลบฉากไปนิดพร้อมกับทำสายตาดุใส่ "อย่าดื้อน่าเกล ป่วยอยู่ก็ทำตัวว่านอนสอนง่ายสักวันเถอะน่า หรือจะให้พี่ต้องใช้วิธีอื่นป้อน ถึงจะยอมอ้าปาก?" คำขู่เจือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นทำเอาฉันขนลุกซู่ วิธีอื่นที่ว่าของเขานี่มันคืออะไรกันล่ะคะ! แค่คิดภาพตาม หน้าฉันก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบแล้ว "อ่ะ... ก็ได้ค่ะ!" ฉันจำใจต้องยอมอ้าปากรับข้าวต้มคำแรกเข้าปาก รสชาติกลมกำลังดีของข้าวต้มฝีมือโรงอาหารคณะวิศวะฯ ที่พี่ธันวาไปยืนรอคิวยาวเหยียด มันอร่อยกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ หรือเป็นเพราะคนป้อนเขามีสายตาอบอุ่นละมุนละไมแบบนี้คอยมองอยู่ตลอดเวลากันแน่นะ เราผลัดกันตักข้าวต้มป้อนกันไปเงียบๆ บรรยากาศความอึดอัดเมื่อครู่นחלแทนที่ด้วยความเงียบสงบที่ชวนให้อบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด จนกระทั่งถ้วยข้าวต้มหมดเกลี้ยง พี่ธันวาจัดการยื่นซองยาพาราและยาแก้แพ้มาให้ พร้อมกับแก้วน้ำอุ่น ฉันรับยามາซดรวดเดียวหมดแก้วด้วยความขมปร่าในคอ ก่อนจะพรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พิษไข้เริ่มออกฤทธิ์ทำให้หนังตาของฉันเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางเต็มที "ง่วงแล้วเหรอ?" เสียงทุ้มนุ่มกระซิบถามแผ่วเบาข้างหู "อื้ม..." ฉันครางอือในลำคอ ดวงตาปรือปรอยแทบจะลืมไม่ขึ้นแล้ว "รุ่นพี่... ขอบคุณนะคะสำหรับข้าวต้ม แล้วก็... เรื่องที่ดูแล..." เสียงของฉันขาดหายไปในลำคอ ความง่วงงุนเข้าครอบงำจนสมองแทบจะไม่ประมวลผลอะไรอีกต่อไปแล้ว ฉันรู้สึกได้ถึงสัมผัสนุ่มนวลแผ่วเบาที่เกลี่ยปอยผมออกจากหน้าผากให้ฉันอย่างทะนุถนอม และสัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาที่กุมมือฉันไว้หลวมๆ บนผ้าห่ม "พักผ่อนเถอะเกล... พี่อยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนหรอก" เป็นประโยคที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มและปลอดภัยที่สุดในโลกเลยค่ะ... ฉันหลับตาลงด้วยความโล่งใจ ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งสู่นิทราภายใต้ความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบตัว แต่ทว่า... ก่อนที่สติของฉันจะดับวูบลงไปสนิท หางตากลับเหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือของพี่ธันวาที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะข้างเตียง มันสว่างวาบขึ้นมาด้วยข้อความแจ้งเตือนไลน์จากใครบางคนที่ส่งเข้ามาพอดี ภาพหน้าจอแสดงชื่อผู้ส่งอย่างเด่นชัด... และข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอนั้น ทำเอาฉันที่กำลังจะเคลิ้มหลับ ตาสว่างวาบขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจ! *[มินตรา]: "พี่ธันวาคะ คืนนี้มินรออยู่ที่คอนโดพี่นะคะ เรื่องที่เราคุยกันเมื่อวันก่อน..."* --------- *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอมยิ้มและฟินไปกับความโบ๊ะบ๊ะของพี่ธันวากับน้องเกลด้วยนะคะ ห้ามพลาดตอนหน้าเด็ดขาดค่ะ!* — ที่คั่นหนังสือสีชมพู
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่ เลิกจ้องตาแบบนั้นสักที! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%