กลิ่นกำยานมรกตลอยอวลอยู่เบื้องหน้า เจือจางด้วยกลิ่นเหล้าหมักปีเก่าที่ค้างอยู่ในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่
เซียวเหวินจิ้นยืนนิ่งสงระงับอยู่หลังฉากกั้นผ้าโปร่งลายปักนกกระเรียนคู่พยัคฆ์ซ่อนลาย นางในอาภรณ์สีเทาเข้มเรียบง่ายรา4กับสาวใช้ปลายแถว ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในฝักไม้สน ภายในห้องหนังสือลับของจวนองค์ชายสามเวลานี้ มืดสลัวและเงียบงัดจนได้ยินเสียงหยดของน้ำจากนาฬิกาทรายที่มุมห้อง
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงก้าวเข้ามาในเขตหวงห้ามของเปิ่นหวางโดยไม่มีป้ายคำสั่ง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า จ้าวเฟยหลง องค์ชายสามผู้ถูกเล่าลือกันว่าเป็นคนสำมะเลเทเมาและไร้พิษสง เอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้ไม้พะยูงแกะสลักอย่างเกียจคร้าน พระเนตรหรี่ลงมองสตรีตัวเล็กจ้อยที่บังอาจย่างกรายเข้ามาในถิ่นเสือโดยไม่เกรงกลัวความตาย มุมพระโอษฐ์ยกยิ้มเยาะหยันที่ฉาบไว้ด้วยไอสังหารจางๆ
เซียวเหวินจิ้นไม่สะทกสะท้าน นางค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงาของฉากกั้น ชายกระโปรงสีเทาไร้ลวดลายลากผ่านพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามรากับนางพญาที่กำลังเดินตรวจตราอาณาจักรของตนเอง แม้จะอยู่ในฐานะผู้บุกรุก แต่นางกลับไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"หากหม่อมฉันใช้ป้ายคำสั่ง เกรงว่าคงต้องเดินผ่านศพองครักษ์นับร้อยที่ท่านอ๋องทรงวางไว้หน้าจวนเสียก่อนกระมังเพคะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานและบาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง
จ้าวเฟยหลงแค่นพระสอหัวเราะในลำคอ ดวงเนตรคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวตวัดมองสำรวจร่างบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความสนใจระคนความระแวงฉายชัดขึ้นในแววพระเนตร "สาม2หาว! สตรีผู้นี้ช่างปากกล้านัก คิดว่าการสวมชุดสาวใช้แล้วลักลอบเข้ามาในจวนของเปิ่นหวาง จะทำให้เจ้าเดินออกไปได้ทั้งตัวอย่างนั้นหรือ? หรือว่าเจ้าเป็นสายลับที่พี่ใหญ่ส่งมา"
"สายลับ?" เซียวเหวินจิ้นทวนคำ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่งดงามบาดตาจนองค์ชายหนุ่มต้องชะงักไปชั่วขณะ "องค์ชายทรงประเมินหม่อมฉันต่ำไปแล้วกระมังเพคะ... หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อเป็นสายลับสอดแนม แต่มาเพื่อมอบ 'บัลลังก์' ที่พระองค์ทรงโหยหามาตลอดชีวิตต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องหนังสือก็ราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเย็นเยียบ
จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ความเกียจคร้านเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในพริบตาเดียว ปลายพระหัตถ์หนาเอื้อมออกไปบีบปลายคางมนของนางไว้แน่น แรงกดนั้นมากพอจะทำให้ผิวเนื้อเนียนขึ้นรอยแดง ทว่าเซียวเหวินจิ้นเพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของพระองค์ตรงๆ ไม่มีแม้แต่การกะพริบตาหนี
ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นสุมอก ความรู้แจ้ง และความเยือกเย็นที่ไม่อาจหาได้ในสตรีทั่วไป ทำให้จ้าวเฟยหลงต้องขมวดพระขนงเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
"เจ้าเป็นใครกันแน่ เซียวเหวินจิ้น... อดีตกุนซือผู้สาบสูญตระกูลเซียว?" พระองค์เอ่ยชื่อนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำจนแทบเป็นเสียงกระซิบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความตกตะลึงที่ซ่อนไม่มิด
เซียวเหวินจิ้นไม่แสดงอาการตกใจที่พระองค์ทรงล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริง นางเพียงแค่ปัดพระหัตถ์ที่บีบคางนางอยู่ออกอย่างถือดี รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนเรียวปากอีกครั้ง
"ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก สมกับที่แสร้งทำเป็นโง่เขลามานานนับสปีชีส์" นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่เหมาะสม ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราพิชัยสงครามและแผนที่ทางยุทธศาสตร์ "พระองค์ทรงซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ใต้หน้ากากความสำมะเลเทเมา รอคอยจังหวะเวลาที่จะขย้ำเหยื่อในราชสำนัก... แต่น่าเสียดาย ที่กลยุทธ์ของพระองค์ในตอนนี้ เปรียบเสมือนพยัคฆ์ติดจั่น ต่อให้มีเรี่ยวแรงมหาศาลเพียงใด หากขาด 'แผนที่นำทาง' ก็ทำได้เพียงรอวันถูกล่าจากพวกมันทีละตัว"
จ้าวเฟยหลงนิ่งงัง พระเนตรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คำพูดของนางราวกับคมมีดที่กรีดผ่าเข้าไปถึงกลางใจดำ พระองค์ทรงซ่อนตัวตนและทะเยอทะยานเงียบๆ มาตลอด แต่ไม่เคยมีใครมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ความอัดอั้นตันใจนี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว แม้แต่ที่ปรึกษาคนสนิทที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ ยังไม่ลึกซึ้งเท่าสตรีตรงหน้า
"เหตุใดเปิ่นหวางต้องเชื่อยายตัวดีอย่างเจ้า? เจ้ามีดีอะไร ถึงกล้ามาเจรจากับเปิ่นหวางเรื่องบัลลังก์"
"เพราะหม่อมฉันรู้ว่า คืนนี้... สนมเอกหลี่กำลังจะส่งคนนำยาพิษชนิดไร้สีไร้กลิ่นมาหยดลงในถ้วยชาของพระองค์" เซียวเหวินจิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศ ทว่าเนื้อหากลับสร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นในใจขององค์ชายหนุ่ม "และหม่อมฉันก็รู้ด้วยว่า หากพระองค์ทรงดื่มมันเข้าไป พรุ่งนี้เช้าพระราชสำนักจะประกาศว่าองค์ชายสามสิ้นพระชนม์เพราะความราคะจัดจนธาตุไฟเข้าแทรก"
จ้าวเฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึก พระเนตรคมกริบจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณาอีกครั้ง สมองกวาดตามองความมั่นใจที่ฉายชัดในแววตาของนาง หมากกระดานนี้กำลังจะพลิกผัน และผู้เล่นที่ถือหมากตัวแรก หาใช่ฝ่ายศัตรูไม่ แต่เป็นสตรีลึกลับผู้นี้ที่ก้าวเข้ามาในจงอางพิษด้วยรอยยิ้ม
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงเคาะประตูห้องหนังสือสามครั้งตามด้วยเสียงของขันทีสนิทที่ร้องรายงานด้วยความร้อนรน
"ทูลองค์ชาย... สนมเอกหลี่ทรงส่งถ้วยซังฮะบำรุงพระkuiมาให้เพคะ!"
เซียวเหวินจิ้นหันไปสบตาจ้าวเฟยหลง มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุด ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนทำให้องค์ชายหนุ่มผู้เหี้ยมโหดถึงกับรู้สึกหนสันหลังวาบ
"ท่านอ๋องเพคะ... ได้เวลาเดินหมากตาแรกแล้วกระมัง"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกกระดานอำนาจและชะตากรรมนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานศิลาอาถรรพ์: กลยุทธ์ทวงคืนบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 3
กุนซือผู้ไร้ตัวตน
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานศิลาอาถรรพ์: กลยุทธ์ทวงคืนบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!