"หากเจ้ายังคงตวัดปลายกระบี่ด้วยมุมองศาสั่นคลอนเช่นนี้ ต่อให้มีค่ายกลสุริยันจันทราหนุนหลัง เจ้าก็เป็นได้เพียงศพไร้ชื่อที่ถูกฝังไว้ใต้กองหิมะสีชาด... องค์ชาย"
สำเนียงราบเรียบเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูหลุดจากริมฝีปากของหลินเฟยเทียน ร่างระหงในอาภรณ์ปักลายหงส์เพลิงสีชาดทาบทับด้วยผ้าแพรโปร่งสีนิลยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าเสาหินสลักลายมังกร แววตาคู่คมกริบดั่งกระบี่หยกกวาดมองบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งองค์ชายแห่งราชวงศ์ แต่กลับต้องมาฝึกเพลงดาบลับในเรือนพักร้างท้ายจวนอย่างอัปยศ
มู่หรงเฉินชะงักปลายกระบี่ในมือ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายตามกรอบหน้าคมคายที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์สลัว เขากวาดสายตาดุจพยัคฆ์ซ่อนเล็บมองสตรีตรงหน้า ครู่หนึ่งที่มุมปากหนายกยิ้มหยัน ก่อนจะหัวเราะในลำคอแผ่วเบา
"กุนซือหลิน... วาจาเจ้าเชือดเฉือนยิ่งกว่าคมกระบี่ในมือข้าเสียอีก ข้าเป็นถึงสายเลือดมังกร แต่กลับต้องมาลอบฝึกวิชาปามีดสั้นและกระบี่ซ่อนเร้นในยามวิกาลเช่นนี้ หากเสด็จพ่อหรือเหล่าเสด็จพี่ล่วงรู้ หัวบนบ่าข้าคงหลุดจากบ่าก่อนจะได้ขึ้นครองราชบัลลังก์"
"ทรงรู้ตัวว่ามีหัวอยู่บนบ่าก็นับว่ายังทรงมีสติปัญญาอยู่บ้างเพคะ" หลินเฟยเทียนก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละน้อย กลิ่นอายหอมจางของดอกเหมยขาวผสมกลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยกรุ่นตามการเคลื่อนไหว นางเอื้อมมือเรียวดุจหยกสลักไปแตะที่ข้อพระกรของเขา ปรับองศาข้อมือขององค์ชายให้ต่ำลงอีกสามส่วน "ที่นี่คือเขตอภัยทานของอารามร้าง ไม่มีสายตาผู้ใดสอดส่อง หากพระองค์ยังทรงใช้พละกำลังเข้าหักหาญแทนที่จะใช้หลักหยุ่นสยบแข็ง ความตายในวันประลองชิงอำนาจหนieไม่พ้นเงื้อมมือขององค์ชายรองเป็นแน่"
สัมผัสจากปลายนิ้วของนางเยียบเย็น ทว่ากลับแฝงกระแสพลังอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านเข้าสู่เส้นชีพจรของมู่หรงเฉินอย่างประหลาด องค์ชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกราบมองสตรีผู้กุมชะตาชีวิตของเขาไว้ทั้งยามตื่นและยามหลับ ภายใต้รูปโฉมงดงามล่มเมืองและท่าทีเย่อหยิ่งจองหองนี้ มีเพียงเขารู้ดีว่านางแบกรับความแค้นที่ลุกโชนดั่งกองเพลิงโลกันตร์ไว้มากเพียงใด
"เจ้าใกล้ชิดข้าถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าหัวใจของข้าจะเต้นผิดจังหวะจนทำให้วิชาดาบผิดเพี้ยนไปหรือไร" มู่หรงเฉินกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่ ทว่าแฝงความจริงจังลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง
หลินเฟยเทียนไม่สะทกสะท้าน นางปรายตามองเขาด้วยหางตา รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏบนริมฝีปากสีชาด "หม่อมฉันหาได้สนว่าหัวใจขององค์ชายจะเต้นหรือหยุดเต้น... สนเพียงว่า บนกระดานหยกแห่งอำนาจนี้ หมากตัวนี้จะต้องไม่เดินพลาดจนทำให้แผนการสิบปีของหม่อมฉันต้องพังทลายลงก็พอ ถือกระบี่ให้มั่น แล้วแทงทะลุหุ่นไม้เบื้องหน้าเสีย!"
สิ้นคำสั่งอันเด็ดขาด มู่หรงเฉินสะบัดข้อมือตามแนวทางที่นางชี้แนะ ประกายกระบี่วาบผ่านความมืดดุจสายฟ้าฟาด ทะลวงร่างหุ่นไม้จำลองที่ลงอาคมไว้อย่างแม่นยำจนขาดเป็นสองท่อน เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะท่ามกลางความเงียบงัดยืนยันถึงอณูพลังภายในที่ถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วภายใต้การเคี่ยวกรำของนาง
ตลอดค่ำคืนนั้น ภายในห้องลับใต้พื้นเรือนพักที่ปกปิดด้วยค่ายกลอักษรโบราณ หลินเฟยเทียนทำหน้าที่ดั่งผู้ฝึกสอนผู้ไร้ความปราณี นางมิได้ปล่อยให้องค์ชายพักผ่อนแม้แต่เค่อเดียว ทุกกระบวนท่า ทุกกลยุทธ์การรบ และทุกเล่ห์เหลี่ยมในราชสำนักถูกถ่ายทอดผ่านสติปัญญาอันล้ำเลิศและเรียวปากที่เอ่ยวาจาร้ายกาจราวกับปีศาจจำแลง
จนกระทั่งยามโฉบ (03:00 - 04:59 น.) แสงตะวันเริ่มเรืองรองที่ขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศภายในห้องลับกลับยิ่งทวีความอึดอัด
เสียงฝีเท้าเบาหวิวดังขึ้นที่ด้านนอกประตูกล ขันทีสนิทนามว่า 'เสี่ยวอัน' ผู้เป็นสายข่าวคนสำคัญของมู่หรงเฉินก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและหอบหายใจถี่กระชั้น
"ทูลองค์ชาย... กุนซือหลิน..." เสี่ยวอันคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นศิลาจนเกิดเสียงดังทึบ "เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! เมื่อยามสามที่ผ่านมา พระสนมเอกซูทรงส่งมือสังหารเงาเข้าตรวจค้นตำหนักร้างของพระองค์อย่างกะทันหัน แม้พวกเราจะสับ1เปลี่ยนตัวหุ่นและซ่อนค่ายกลทัน แต่... แต่ทว่า..."
"พูดมาให้หมด อย่าอึกอัก!" มู่หรงเฉินตวาดกร้าว แววตาคมกริบเปล่งประกายสังหาร
"พวกมันพบ 'ป้ายคำสั่งลับ' ของกองทัพพิทักษ์ชายแดนทักษิณที่ท่านกุนซือลืมทิ้งไว้บนโต๊ะอักษรพ่ะย่ะค่ะ! ตอนนี้พระสนมเอกนำความกราบบังคมทูลฝ่าบาทแล้ว และพระราชโองการเรียกตัวพระองค์เข้าเฝ้าด่วนกำลังเดินทางมาถึงหน้าจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
บรรยากาศในห้องหยุดชะงักลงทันทีราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งพันปี
มู่หรงเฉินหันขวับมามองหลินเฟยเทียนทันที ทว่าสตรีเจ้าของแผนการกลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ยกปลายนิ้วขึ้นลูบไล้ริมฝีปากเบาๆ แววตาดำขลับทอประกายลึกล้ำราวกับคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว
ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยวาจาใด ประตูใหญ่ด้านนอกก็ถูกถีบเปิดออกด้วยพละกำลังมหาศาล เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของราชองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยนายพร้อมใจกันกรูเข้ามาล้อมรอบเรือนพักแห่งนี้ไว้ทุกด้าน
ตามมาด้วยเสียงขันทีหลวงประกาศก้องกังวานทำลายความเงียบ
"มีพระราชโองการ! ให้ควบคุมตัวองค์ชายมู่หรงเฉินและกุนซือหลินเฟยเทียน ไปยังท้องพระโรงหลวงเพื่อไต่สวนข้อหากบฏคบคิดกับต่างแคว้นเดี๋ยวนี้!"
หลินเฟยเทียนแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มดั่งบุปผาอาบยาพิษ นางค่อยๆ ยื่นมือไปจัดปกเสื้อให้อมุ่หรงเฉินอย่างใจเย็น ก่อนจะกระซิบเบาๆ ข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาผู้ฟังต้องขนหัวลุก
"หมากตานี้... ถึงเวลาเดินตาจน เพื่อตลบหลังพวกมันให้สิ้นซากแล้วเพคะ... องค์ชาย"
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมอำนาจไปกับข้า หงส์เพลิงหวนคืน นะคะ
กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก•ตอนที่ 6
คมดาบที่ซ่อนอยู่
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!