กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก•ตอนที่ 7

งานเลี้ยงลวง

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
“หากองค์ชายมู่หรงเฉินทรงเชื่อว่าถ้วยหยกใบนี้คือของขวัญอันล้ำค่าจากข้าพเจ้า... ข้าพเจ้าเกรงว่าสายตาของพระองค์คงต้องได้รับการตรวจรักษาจากหมอหลวงโดยเร็วที่สุดแล้วล่ะค่ะ” สุ้มเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงด้วยคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันของโถงจัดเลี้ยงกลางพระราชวัง กลิ่นกำยานดอกเหมยหอมฟุ้งจนน่าเวียนหัว หลินเฟยเทียนยืนเด่นอยู่ท่ามกลางสายตาขุนนางนับร้อย ปลายนิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนของนางค่อยๆ บรรจงวางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้จันทน์ เสียงกระทบกันเบาหวิวกลับดังก้องในโสตประสาทของทุกคนที่รอคอยการแสดงงิ้วฉากใหญ่ มู่หรงเฉินที่นั่งอยู่ข้างกาย ชะงักค้างไปเพียงครู่ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง นิ้วมือที่กำจอกสุราแน่นจนขึ้นข้อขาวผ่อนคลายลงทันที เขารู้ดีว่าหมากตานี้เฟยเทียนเป็นผู้เดิน และเขาทำหน้าที่เพียงแค่แสดงละครฉากนี้ให้แนบเนียนที่สุด “เจ้าพูดสิ่งใดกัน กุนซือหลิน? นี่คือสุราหมื่นปีที่ข้าเพิ่งได้รับประทานมาจากหัวเมืองใต้ มิใช่สิ่งของที่ควรล้อเล่นหรอกนะ” มู่หรงเฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ทว่าแววตาที่จ้องมองไปยัง ‘ท่านอัครมหาเสนาบดีจาง’ ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับวาวโรจน์ด้วยไอสังหาร ท่านอัครมหาเสนาบดีจางหัวเราะร่า เสียงหัวเราะดั่งอีกาเฒ่าที่มั่นใจในแผนการ “กุนซือหลิน ท่านกล่าวเกินไปแล้ว สุราจอกนี้คือความตั้งใจขององค์ชายมู่หรงเฉินที่จะประสานรอยร้าวกับข้า... เหตุใดท่านจึงต้องมาขัดขวางมิตรภาพระหว่างเราด้วยเล่า?” หลินเฟยเทียนหันไปมองสบตาชายชราผู้นั้น ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยราวกับพยัคฆ์สาวที่กำลังหยอกล้อกับเหยื่อที่ใกล้ถึงฆาต นางหยิบจอกสุราใบนั้นขึ้นมาหมุนวนช้าๆ แสงเทียนสะท้อนกับของเหลวสีอำพันภายใน “มิตรภาพหรือคะ?” นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มหวานหยด “หากเป็นมิตรภาพที่แลกมาด้วยผงพิษ ‘โลหิตมรณะ’ ที่สั่งซื้อมาจากแดนไกล เห็นทีคำนิยามของท่านอัครเสนาบดีคงจะต่างจากข้าพเจ้าไปสักหน่อย” คำว่า ‘โลหิตมรณะ’ ดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถง บรรยากาศที่เคยรื่นรมย์กลับกลายเป็นความเย็นยะเยือกในพริบตา ขุนนางต่างหันมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก จางอัครเสนาบดีเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีดเผือด แต่เขายังคงพยายามรักษาอาการสงบนิ่ง “เจ้า... เจ้ากล้ากล่าวหาข้าต่อหน้าพระพักตร์เช่นนี้เชียวหรือ!” “ข้าพเจ้ามิได้กล่าวหา ข้าพเจ้าเพียงแต่ ‘ชี้แจง’ ค่ะ” หลินเฟยเทียนลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆาของนางไหวตามแรงขยับดูสง่างามดุจเทพธิดาผู้กุมชะตาฟ้า นางหยิบเข็มเงินเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา แล้วจุ่มลงในจอกสุรานั้นทันที เพียงสามลมหายใจ เข็มเงินที่เคยเป็นประกายวาววับกลับเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทดุจถ่านไฟ แขกเหรื่อต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกใจ ฝั่งจางอัครเสนาบดีพยายามจะลุกขึ้นแย้ง แต่หลินเฟยเทียนกลับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีอำนาจที่นางแผ่ออกมาทำให้ชายชราถึงกับผงะถอยหลัง “การลอบสังหารองค์ชายในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของตนเอง... แผนการนี้ช่างดูเบาปัญญาไปเสียหน่อยนะคะท่านจาง หากท่านต้องการกำจัดเสี้ยนหนาม ก็น่าจะเลือกวิธีที่แนบเนียนกว่าการใช้ยาพิษที่หาได้ทั่วไปตามตลาดมืดในเมืองหลวงเช่นนี้” คำพูดของนางไม่ใช่แค่การแฉ แต่เป็นการตบหน้ากลางที่สาธารณะ จางอัครเสนาบดีไร้คำพูดจะโต้ตอบ ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว มู่หรงเฉินลุกขึ้นยืนด้วยมาดสง่าผ่าเผย เขาไม่ได้แสดงความตกใจ แต่กลับทำเพียงกวาดสายตามองไปรอบๆ โถงจัดเลี้ยงด้วยท่าทีของผู้ชนะ “ขอบพระคุณกุนซือหลินที่ช่วยชีวิตข้า” มู่หรงเฉินกล่าวเสียงดังให้ได้ยินทั่วกัน “ดูเหมือนว่างานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ จะมิใช่เพื่อการเฉลิมฉลองเสียแล้ว แต่เป็นการเปิดโปงสุนัขรับใช้ที่คิดกบฏต่อราชสำนัก” “องค์ชาย! ท่านอย่าได้ฟังคำพูดของนางนังแพศยาผู้นี้!” จางอัครเสนาบดีคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง ทว่า ก่อนที่เหตุการณ์จะวุ่นวายไปกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์หลวงนับสิบชีวิตก็ดังขึ้นจากทางเข้าประตูพระราชวัง นายทหารคนสนิทของจักรพรรดิเดินเข้ามาพร้อมกับม้วนคัมภีร์สีทองในมือ สายตาคมกริบกวาดมองทุกคนในห้องก่อนจะหยุดลงที่จางอัครเสนาบดี หลินเฟยเทียนคลี่ยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า นางรู้ดีว่าพระราชโองการฉบับนี้คือสิ่งใด นางได้แอบส่งจดหมายลับถึงฮ่องเต้ตั้งแต่เมื่อวาน ถึงการคอร์รัปชันและการสะสมกองกำลังส่วนตัวของตระกูลจาง “ท่านจางคะ...” หลินเฟยเทียนกระซิบข้างหูชายชราที่ยืนตัวสั่น “ความตายมิใช่จุดจบของท่านหรอกนะ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการชดใช้ที่ท่านเคยทำไว้กับตระกูลหลินของข้า... หวังว่าท่านจะชื่นชอบของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้นะคะ” ในขณะที่องครักษ์กำลังจะก้าวเข้าไปคุมตัวจางอัครเสนาบดีนั้นเอง จู่ๆ ประตูด้านหลังโถงใหญ่ก็เปิดออกพร้อมกับเสียงปรบมืออันเยือกเย็น บุรุษในชุดคลุมสีเงินยาวเหยียด ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้หน้ากากครึ่งซีกก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ร่างนั้นให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดจนหัวใจของหลินเฟยเทียนกระตุกวูบ “ช่างเป็นโชว์ที่น่าประทับใจนัก กุนซือหลิน...” บุรุษปริศนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นางถึงกับหน้าถอดสี “แต่เสียดายที่ท่านลืมไปอย่างหนึ่ง... ว่าข้ามิใช่หมากตัวเดียวที่จางอัครเสนาบดีถืออยู่” เขาหยิบตราประทับเลือดชูขึ้นสูง ประทับนั้นคือสัญลักษณ์ของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่ควรจะสูญสิ้นไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน! มู่หรงเฉินชักกระบี่ออกมาทันที แต่แล้วความเจ็บปวดแปลบปลาบก็แล่นผ่านหน้าอกของเขาจนเขาทรุดเข่าลงกับพื้น เลือดสีดำไหลซึมออกมาจากมุมปากขององค์ชาย หลินเฟยเทียนเบิกตากว้าง หันไปมองถ้วยชาที่มู่หรงเฉินจิบไปก่อนหน้างานเลี้ยงเริ่มขึ้น... มันไม่ได้อยู่ในจอกสุราที่นางตรวจสอบ แต่มันอยู่ในน้ำชาที่เขาดื่มทุกวัน! “หงส์เพลิงหวนคืน... คราวนี้เจ้าจะเดินหมากอย่างไรต่อไปดีเล่า?” บุรุษปริศนาหัวเราะร่วน ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ใบหน้าของนางแล้วกระซิบเบาๆ “เพราะตอนนี้ ทั้งชีวิตของเขา... และราชบัลลังก์ที่เจ้าหมายปอง ตกอยู่ในกำมือข้าเพียงผู้เดียวแล้ว” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมอำนาจไปกับข้า หงส์เพลิงหวนคืน นะคะ
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%