"จดหมายฉบับนี้ หากตกถึงมือใต้เท้าสือ... เกรงว่าเก้าอี้เสนาบดีกรมคลังของท่านมหาเสนาบดีจ้าว คงมิได้นั่งสบายจนถึงสิ้นฤดูเหมันต์นี้กระมังเพคะ"
ปลายเล็บเรียวดุจหยกสลักที่สวมปลอกเล็บทองคำประดับไข่มุกราตรี เคาะเบา ๆ ลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดง เสียง *ก๊อก ๆ* นั้นกังวานทุ้มในห้องหนังสืออันเงียบสงบ ราวกับเสียงนาฬิกาบอกเวลาแห่งความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
หลินเฟยเทียน ในอาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีนิลปักดิ้นลายเมฆาอัคคี สะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันหอมหมื่นลี้วับวาม ใบหน้าคมคายที่มักซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มอันเป็นมิตร บัดนี้ราบเรียบราวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความปราณี ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อยยามทอดมองแผ่นกระดาษสาเนื้อดีที่บรรจุบัญชีลับการยักยอกเสบียงคลังทหาร ซึ่งเพิ่งถูกส่งตรงมาจากสายลับในวังหลังเมื่อยามสาม
เบื้องหน้าของเขา มหาเสนาบดีจ้าวฮุ่ยหลิน ผู้กุมอำนาจฝั่งขุนนางฝ่ายพลเรือนถึงกับหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ แม้ภายในห้องจะอบอวลด้วยไออุ่นจากเตาถ่าน แต่ร่างท้วมของขุนนางเฒ่ากลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
"ท่านกุนซือหลิน... เรื่องนี้... เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด!" มหาเสนาบดีจ้าวรีบละล่ำละลักแก้ตัว มือที่สั่นเทายื่นไปหมายจะคว้าจดหมายฉบับนั้นคืน ทว่าเพียงแค่หลingเฟยเทียนปรายตามองอย่างเย็นชา มือคู่นั้นก็พลันชะงักค้างกลางอากาศ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยคมดาบที่มองไม่เห็น
"ความเข้าใจผิดเช่นนั้นหรือเจ้าคะ" หลินเฟยเทียนเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักหน่วงดุจค้อนเหล็กทุบลงกลางใจ "ใต้เท้าสือแห่งกรมพิธีการ ผู้เป็นศัตรูทางการเมืองตัวฉกาจของท่าน... หากเขาได้เห็นบัญชีรายชื่อการโยกย้ายเงินภาษีราษฎรสามแสนตำลึงเข้ากระเป๋าตระกูลจ้าวเมื่อสามปีก่อน ท่านคิดว่า... ฎีกาถอดถอนและประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร จะไปถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาทในยามเช้า หรือยามวิกาลดีเล่าเจ้าคะ?"
"เจ้า! เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่!" จ้าวฮุ่ยหลินกัดฟันกรวด ยอมจำนนต่อหลักฐานตรงหน้า แววตาฉายความเคียดแค้นชิงชังแต่ก็ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ "ตระกูลจ้าวกับตระกูลสือเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาแต่บรรพบุรุษ เจ้าเอาสิ่งนี้มาให้ข้า... เจ้าต้องการให้ข้าเปิดศึกหักหาญกับฝ่ายนั้นให้ถึงตายเลยใช่หรือไม่!"
"หักหาญให้ถึงตาย?" หลินเฟยเทียนแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าลมหนาวนอกหน้าต่าง "ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่าน 'เปิดศึก' แต่ข้าต้องการให้ท่าน 'ถอนรากถอนโคน' ต่างหากเล่าเจ้าคะ... คนที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก ควรมีเพียงเสียงเดียว มิใช่หรือ?"
คำกล่าวทิ้งท้ายลอยละล่องอยู่ในความเงียบงัน หลินเฟยเทียนปัดแขนเสื้อลุกขึ้นยืน ชายผ้าแพรสะบัดไหวอย่างสง่างาม ก่อนจะเดินเลี่ยงหายเข้าไปในความมืดของระเบียงทางเดินปล่อยให้มหาเสนาบดีจ้าว นั่งจมอยู่กับกองไฟแห่งความโลภและความหวาดกลัวที่กำลังแผดเผาตัวเอง
ทว่า หมากตานี้... หาได้มีเพียงแค่ฝ่ายบุ๋นเท่านั้น
ณ ตำหนักร้างท้ายอุทยานหลวง ที่ซึ่งแสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักที่ผุพัง องค์ชายมู่หรงเฉินประทับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่า ในพระหัตถ์ถือจอกสุราอุ่นที่ส่งควันกรุ่นจาง ๆ พระพักตร์คมคายราบเรียบดุจรูปสลักหยกหิมะ ทว่าดวงเนตรหงส์กลับคมกริบดุจพญาอินทรีที่ซุ่มมองเหยื่อจากบนยอดผา
เสียงฝีเท้าเบาหวิวราบนุ่นดังขึ้นที่ประตูด้านหลัง
หลินเฟยเทียนก้าวเข้ามาในความสลัว โค้งคำนับอย่างนอบน้อมตามธรรมเนียม ก่อนจะทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้าม หยิบกาชาทองสำริดขึ้นรินสุราลงในจอกขององค์ชายอย่างรู้หน้าที่
"ดูเหมือนสุนัขแก่ฝั่งกรมคลัง จะเริ่มแยกเขี้ยวใส่สุนัขป่าฝั่งกรมพิธีการแล้วสินะ" มู่หรงเฉินตรัสขึ้นโดยไม่ทอดพระเนตรนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ "เจ้าทำให้เสนาบดีจ้าวเชื่อสนิทใจแล้วใช่หรือไม่ ว่าเบื้องหลังข่าวลือทั้งหมด... เป็นฝีมือของตระกูลสือ"
"เพคะ องค์ชาย" หลินเฟยเทียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร แววตาคู่สวยฉายประกายเจ้าเล่ห์ดุจปีศาจสาวพราวเสน่ห์ "หม่อมฉันเพียงแต่ 'โปรยเมล็ดพันธุ์แห่งความระแวง' ลงบนดินที่แห้งแล้งมานาน ย่อมไม่ต้องออกแรงรดน้ำพรวนดินมากนัก ต้นไม้อัปมงคลต้นนั้น... ก็พร้อมจะเติบโตและแผ่กิ่งก้านเพื่อกลืนกินกันเองอยู่แล้วเจ้าคะ"
"ดี" มู่หรงเฉินยกจอกสุราขึ้นจิบช้า ๆ มุมโอษฐ์หยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้เห็น "ขุนนางสองฝ่ายห้ำหั่นกันเองในราชสำนัก ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเงิน อีกฝ่ายมีอำนาจในพิธีการ... เมื่อหมาป่าสองตัวกัดกันจนบาดเจ็บปางตาย คนที่จะเดินเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์... ย่อมเป็นผู้ที่นั่งมองอยู่บนยอดเขาอย่างพวกเรา"
"แต่เกมนี้... ยังมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงอยู่อีกหนึ่งคนเพคะ" หลินเฟยเทียนกล่าวเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป กลายเป็นความเคร่งขรึมจริงจัง "แม่ทัพใหญ่หลี่เหิง ผู้กุมกำลังทหารสามแสนนายประจิมทิศ... วันนี้เขาส่งคนมาขอเข้าพบมหาเสนาบดีจ้าวเป็นการส่วนตัว"
ฉับพลัน บรรยากาศภายในตำหนักร้างก็พลันเยือกเย็นลงจนถึงขีดสุด
มู่หรงเฉินทรงชะงักจอกสุรารสเลิศที่กำลังจะแตะโอษฐ์ พระเนตรคมกริบเบนกลับมามองสตรีตรงหน้าทันที พระพักตร์ตึงเครียดขึ้นในพริบตา กองกำลังทหารประจิมทิศคือสิ่งเดียวที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากตระกูลจ้าวและตระกูลสือจับมือกันเพื่อดึงหลี่เหิงเข้ามาเป็นพวก แผนการร้าวฉานในราชสำนักที่พวกเขาวางไว้... อาจย้อนกลับมากลายเป็นคมดาบที่เชือดคอพวกเขาเอง!
"เขาต้องการอะไร..." มู่หรงเฉินตรัสถาม น้ำเสียงกดต่ำจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
หลินเฟยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมจาง ๆ จากกายสาวผสมผสานกับกลิ่นอายความตายที่ลอยวนเวียนอยู่รอบตัว นางยกปลอกเล็บทองคำขึ้นแตะริมฝีปากอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ลมหายใจขององค์ชายต้องสะดุด
"เขามิได้ต้องการอำนาจ... แต่เขากำลังต้องการ 'หัว' ของหม่อมฉันเพคะ องค์ชาย"
สิ้นเสียงคำกล่าว ประตูไม้บานเก่าแก่ของตำหนักร้างก็ถูกถีบกระเด็นกระดอนหลุดออกจากวงกบด้วยพลังภายในอันมหาศาล! ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทหารเหล็กกล้าที่ก้าวเข้ามาอย่างองอาจ ดาบยาวในมืออาบไปด้วยหยาดโลหิตที่ยังคงหยดติ๋งลงบนพื้นศิลา
และก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว ทหารองครักษ์นับร้อยนายก็กรูเข้ามาล้อมรอบตำหนักไว้ทุกด้าน ปิดตายทุกเส้นทางหนีอย่างไร้ทางรอด!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมอำนาจไปกับข้า หงส์เพลิงหวนคืน นะคะ
กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก•ตอนที่ 8
รอยร้าวในราชสำนัก
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!