กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก•ตอนที่ 14

วังวนแห่งอำนาจ

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
"หากเก้าอี้มังกรตัวนั้นไร้ซึ่งคราบเลือดของตระกูลเว่ย ย่อมไม่คู่ควรแก่การประทับนั่งหรอกกระมัง องค์ชาย... ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่" น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องหนังสือลับใต้ตำหนักบูรพา แสงจากเปลวเทียนสีชาดไหววูบตามสายลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นกำยานปักกิ่งลอยอวลอยู่ในบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ หลินเฟยเทียน ในอาภรณ์ผ้าแพรปักลายเมฆสีนิลสนิท ทอดสายตามองแผ่นกระดานหยกขาวที่สลักแผนผังกำลังพลทั่วทั้งเมืองหลวง นิเรียวเรียวดั่งหยกสลักคีบหมากสีดำสนิทไว้ระหว่างปลายนิ้ว ก่อนจะปล่อยให้มันร่วงลงกระทบกระดานส่งเสียงกังวานก้อง กติกาของเกมอำนาจในรอบนี้ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วค่ะ ตรงข้ามกับเขา องค์ชายมู่หรงเฉินประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูง ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองการเคลื่อนไหวของกุนซือคู่ใจด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง บุรุษผู้สวมหน้ากากแห่งความจงรักภักดีผู้นี้ ไม่เพียงแต่กำชะตาชีวิตของขุนนางนับร้อยในราชสำนักไว้ในกำมือ หากแต่ยังชักใยความแค้นส่วนตัวให้กลายเป็นพายุหมุนที่จะกวาดล้างราชบัลลังก์ให้ราบคาบ "เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก เฟยเทียน... การชักศึกเข้าบ้านเพื่อยืมมือสกุลมู่กำจัดเสด็จอา เสมือนการเดินบนเส้นด้ายที่ขึงข้ามผาชัน หากก้าวพลาดแม้แต่เพียงครึ่งนิ้ว ร่างของพวกเราคงมิอาจรอดพ้นจากคมดาบอาชญาแผ่นดิน" มู่หรงเฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเยارหยันในชะตากรรมของตนเอง พระองค์ทรงแย้มพระสรุปบางเบatที่มุมโอษฐ์ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงของราชนิกุลผู้ตกอับ แต่กลับมีความดุดันซ่อนอยู่ภายใน "ความกล้าหาญหรือเพคะ? หม่อมฉันมิได้ใช้ความกล้า แต่มันคือความแค้นที่ถูกเคี่ยวกรองมาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตา" หลินเฟยเทียนเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย แววตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยประกายเพลิงสีชาดที่ไร้ซึ่งความปราณี "ท่านอ๋องสามทรงคิดว่า พระองค์กุมอำนาจในท้องพระโรงเหนือผู้ใด แต่ทรงลืมไปว่า... หมากที่เดินด้วยความโลภ ย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้ถือกระดานเสมอ ข้าเพียงแต่ทำให้พระองค์ทรงตระหนักว่า บัลลังก์ที่ได้มาด้วยการทรยศ ย่อมต้องชดใช้ด้วยบัลลังก์ที่อาบย้อมด้วยโลหิตเช่นกัน" บรรยากาศในห้องหนังสือลับพลันเย็นเยียบลงถนัดตา ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทว่ามันมิใช่ความเงียบสงบ หากแต่เป็นความเงียบก่อนที่พายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ ทั้งสองต่างรู้ดีว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป การเมืองในราชสำนักจะไม่หลงเหลือคำว่าพี่น้องหรือสหายอีกต่อไป มีเพียงผู้ชนะที่ได้ครองแผ่นดิน กับผู้แพ้ที่แม้แต่ซากกระดูกก็ยังไม่มีแผ่นดินกลบฝัง "ข่าวกรองจากเรือนรับรองของทูตแคว้นเป่ยเหลียงรายงานมาว่าอย่างไรบ้าง?" มู่หรงเฉินทรงเปลี่ยนเรื่อง ทอดพระเนตรไปยังกองฎีกาที่วางสุมอยู่มุมโต๊ะ "ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่หม่อมฉันคาดการณ์ไว้เพคะ ท่านอ๋องสามทรงส่งคนไปติดต่อลับๆ กับแม่ทัพแคว้นเป่ยเหลียง หวังจะใช้กำลังนอกด่านกดดันองค์จักรพรรดิให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เป็นรัชทายาท ทว่า... พระองค์ทรงลืมคิดไปว่า สุนัขที่ถูกเลี้ยงไว้ด้วยเศษเนื้อ ย่อมมีวันที่มันจะแว้งกัดเจ้าของเมื่อมันหิวโหย" หลินเฟยเทียนยի้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาพิษ ทว่าอันตรายถึงชีวิต "หม่อมฉันได้ส่งมอบหลักฐานการติดต่อลับระหว่างอ๋องสามและเป่ยเหลียง ไปไว้ในมือของแม่ทัพใหญ่ตระกูลหลี่แล้ว ในไม่ช้า... ฎีกาถอดถอนและข้อหากบฏจะถูกยื่นถวายต่อหน้าพระพักตร์ ในการประชุมขุนนางเช้าวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน" มู่หรงเฉินทรงนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะระพระsaran ออกมาเสียงเบา พระองค์ทรงทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งยำเกรง หลงใหล และหวาดกลัวในคราวเดียวกัน นางไม่ใช่เพียงกุนซือผู้ปราดเปรื่อง แต่คือนางพญาหงส์เพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้เพื่อล้างมลทินให้ตระกูลของตนเอง "เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจได้เสมอ... หลินเฟยเทียน สตรีเช่นเจ้า หากมิได้อยู่ข้างกายข้าในยามนี้ เกรงว่าข้าคงเป็นผู้หนึ่งที่ต้องสังเวยคมดาบของเจ้าเช่นกัน" "หม่อมฉันมิกล้าบังרจญต่อองค์ชายหรอกเพคะ เพราะชีวิตของหม่อมฉันในยามนี้ ได้ถูกผูกติดไว้กับชัยชนะของพระองค์เสียแล้ว..." คำพูดที่เอ่ยออกมานั้น แม้จะฟังดูคล้ายคำหวานซึ้ง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพันธะสัญญาแห่งเลือดเนื้อและวิญญาณ ความรักความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกองเพลิงแห่งการแก้แค้น มิได้อ่อนหวานดั่งดอกไม้ริมทาง หากแต่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเตาหลอมแห่งอำนาจ ทว่า ในขณะที่เกมการเมืองกำลังดำเนินไปถึงจุดเข้มข้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งที่หน้าห้องลับ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดจากสายลับด้านนอก กึก! กึก! กึก! หลินเฟยเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางส่งสัญญาณให้มู่หรงเฉินประทับนิ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปเปิดประตูด้วยความระมัดระวัง ขันทีเฒ่าผู้เป็นสายลับคนสนิทก้าวเข้ามาด้วยใบซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ "เรียน... เรียนองค์ชาย... กุนซือหลิน... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงกับพื้น หอบหายใจอย่างรุนแรง "เมื่อครู่... ราชโองการด่วนจากตำหนักในเพิ่งประกาศออกมา..." "ประกาศเรื่องอันใด เหตุใดจึงต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้?" หลินเฟยเทียนเอ่ยถาม น้ำเสียงเริ่มตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย "พระสนมเอกตระกูลเว่ยทรง... ทรงประทานยาพิษปลิดชีพตนเองในตำหนักเย็นแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และก่อนสิ้นใจ พระนางทรงทิ้งพระอักษรโลหิตฉบับหนึ่งไว้ ระบุพระนามของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทองค์ก่อน... ซึ่งก็คือ..." ขันทีเฒ่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าอาบไปด้วยหยาดเหงื่อ ก่อนจะกล่าวชื่อออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ "...ซึ่งก็คือ พระนามขององค์ชายสาม และ... และรายชื่อของขุนนางครึ่งหนึ่งในราชสำนักที่ร่วมมือกับกุนซือหลินเพยเทียนพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นคำพูดนั้น... ถ้วยชาหยกขาวที่มู่หรงเฉินเพิ่งทรงหยิบขึ้นมาเพื่อจะจิบเพื่อคลายความเครียด ถึงกับร่วงหล่นลงกระทบพื้นแตกกระจาย น้ำชาสีชาดสะท้อนแสงไฟราวกับหยาดโลหิตที่นองอยู่เต็มพื้น ขณะที่ดวงตาของหลินเฟยเทียนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เมื่อนางตระหนักได้ทันทีว่า... พวกเขามิได้เป็นฝ่ายเดินหมากอยู่ฝ่ายเดียวเสียแล้ว หากแต่มี "อีกผู้หนึ่ง" ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด และกำลังรอจังหวะตลบหลังพวกเขาทั้งกระดานในคราเดียว! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมอำนาจและลุ้นระทึกไปกับข้า หงส์เพลิงหวนคืน นะคะ
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%