กลิ่นอายของไม้จันทน์หอมที่ถูกจุดเผาไหม้ในกระถางทองสำฤทธิ์รูปกิเลน ไม่สามารถกลบกลิ่นอายความตายที่ลอยคละคลุ้งอยู่เบื้องล่างพื้นหินอ่อนสีขาวนวลของท้องพระโรงหลวงแห่งแคว้นต้าหลี่ได้เลยแม้แต่น้อย
เสียงก้าวเดินของรองเท้าหนังปักดิ้นทองกระทบพื้นศิลา ดังสะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงเคาะระฆังประหารชีวิต บรรยากาศภายในศาลหลวงเวลานี้กดดันจนแทบหยุดหายใจ ขุนนางนับร้อยชีวิตต่างยืนสงบงัน ไหล่ลู่ลงด้วยความหวาดกลัวต่อพระเนตรอันคมกริบดั่งใบมีดโกนขององค์จักรพรรดิที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรเบื้องบน
"ตระกูลหลินสมคบคิดกับแคว้นศัตรู ลักลอบส่งแผนที่ค่ายกลทหารชายแดน มีหลักฐานตราประทับโลหิตและจดหมายลับชัดเจนเช่นนี้ เจ้ายังมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีกหรือ หลินเฟยเทียน"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของมหาเสนาบดีโจว ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาคือนกกรงหัวจุกผู้กระหายเลือด ที่จ้องจะฉีกทึ้งตระกูลหลินให้จมธรณีเพื่อปูทางให้อำนาจของตู้ยึดกุมราชสำนักได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในมือของเขาชูม้วนกระดาษสารภาพบาปที่ถูกปลอมแปลงขึ้นอย่างแนบเนียน
หลินเฟยเทียน ในชุดขุนนางสีม่วงเข้มปักลายเมฆาคลื่นเหิร ยืนนิ่งสงบอยู่กลางท้องพระโรง ร่างระหงที่ดูบอบบางแต่กลับแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งทระนงดั่งหยกเนื้อดีที่ไม่มีวันแตกสลาย นางไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงปรายตามองม้วนกระดาษชิ้นนั้นด้วยรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เยียบเย็นและเต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความดูแคลน จนมหาเสนาบดีโจวถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
"ทูลฝ่าบาท" น้ำเสียงของนางใสกระจ่างดั่งไข่มุกกระทบจานหยก แต่กลับก้องกังวานและทรงพลังจนดึงดูดทุกสายตาให้หันมาจับจ้อง "หม่อมฉันในฐานะบุตรีแห่งตระกูลหลิน และในฐานะกุนซือผู้เคยถวายงานรับใช้ราชสำนักด้วยความสัตย์ซื่อ ขอใช้สิทธิ์ทูลถามเสนาบดีโจวสักสามข้อ... เพื่อความกระจ่างแก่ฟ้าดินและแผ่นดินต้าหลี่เพคะ"
จักรพรรดิผู้ชราภาพบนบัลลังก์มังกรพยักพระพักตร์อนุญาตช้าๆ พระเนตรหรี่ลงด้วยความสนพระทัยในความกล้าหาญของสตรีผู้นี้
หลินเฟยเทียนก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว อาภรณ์ผ้าไหมชั้นดีไหวระริกตามจังหวะการเคลื่อนไหว นางหันไปเผชิญหน้ากับมหาเสนาบดีโจวโดยตรง นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นทอประกายคมปลาบดั่งอาคม
"ข้อที่หนึ่ง" นางยกปลายนิ้วเรียสงามขึ้นนับ "ตราประทับโลหิตที่ท่านนำมาแสดง เป็นตราประทับหยกประจำตระกูลหลินที่สูญหายไปเมื่อสามปีก่อน ครั้งที่คฤหาสน์ของพวกเราถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ ทว่า... เป็นที่รู้กันทั่วว่า ตราประทับชิ้นนั้นสลักลวดลายพิเศษด้วยฝีมือของช่างหลวงซุน ซึ่งซ่อนอักษรลับ 'อู่' ไว้ที่มุมซ้ายล่าง หากมหาเสนาบดีโจวแน่ใจว่านี่คือของจริง ลองให้ขันทีหลวงนำไปส่องดูกับแสงตะวัน ณ บัดนี้เถิด ว่ามีอักษรนั้นอยู่หรือไม่ หรือเป็นเพียงรอยแกะสลักลวกๆ จากฝีมือโจรป่าข้างถนนที่ท่านจ้างมา!"
สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงพลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที มหาเสนาบดีโจวหน้าถอดสี รีบหันไปส่ง1สายตาดุร้ายใส่ขันทีผู้ถือพยานวัตถุ เมื่อขันทีนำตราประทับไปส่องดูกับแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างบานแกะสลัก ก็ปรากฏว่า... ไม่มีร่องรอยอักษรลับใดๆ ทั้งสิ้น!
"ส่วนข้อที่สอง" หลินเฟยเทียนไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามได้ตั้งตัว นางก้าวเข้าไปประชิดอีกครึ่งก้าว กลิ่นอายกดดันจากตัวนางแผ่ซ่านจนมหาเสนาบดีโจวต้องผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "จดหมายลับฉบับนั้นระบุว่า ส่งมอบให้สายลับแคว้นศัตรูในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง แต่ทว่า... ในคืนนั้น บันทึกสำนักหอจดหมายเหตุหลวงยืนยันชัดเจนว่า เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ฟ้ามืดมิดดั่งยามวิกาล บรรดาขุนนางและทหารยามต่างต้องจุดคบเพลิงตรวจตราความเรียบร้อยทั่วเมืองหลวง บิดาของหม่อมฉันนอนป่วยเจียนตายอยู่บนเตียง มีพยานเป็นหมอหลวงถึงห้าคน และที่สำคัญที่สุด..."
นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบงันเข้าครอบ
"ในคืนนั้น ฝ่าบาทมีพระราชกระแสรับสั่งเรียกตัวบิดาของหม่อมฉันเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว ณ ตำหนักใน เพื่อปรึกษาราชการแผ่นดินจนถึงรุ่งสาง หากบิดาของหม่อมฉันอยู่ที่ตำหนักใน แล้วจะเอาตัวไปส่งมอบจดหมายลับที่ชายแดนได้อย่างไรเล่าเพคะ? หรือว่า... มหาเสนาบดีโจวจะกล่าวหาว่าบิดาของหม่อมฉันมีวิชายุทธ์แยกร่างได้ หรือฝ่าบาททรงจำเหตุการณ์ในคืนนั้นผิดพลาดกันแน่?"
คำถามสุดท้ายพุ่งตรงไปยังองค์จักรพรรดิโดยปริศนา แต่มันคือวาทศิลป์อันแยบยลที่โยนคำถามกลับให้เบื้องสูงเป็นผู้ยืนยันความบริสุทธิ์ จักรพรรดิขมวดพระพักตร์มุ่น นึกย้อนถึงคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองตามที่นางกล่าว ซึ่งพระองค์ทรงจำได้แม่นยำว่าหลินเทียนเฉิงเข้าเฝ้าพระองค์จริง!
พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มทันที ทรงตบที่วางพระหัตถ์เสียงดังสนั่น "มหาเสนาบดีโจว! เจ้ากล้าเอาเอกสารเท็จมาหลอกลวงเบื้องสูง หมิ่นเกียรติขุนนางผู้ใหญ่ และทำให้ราชสำนักปั่นป่วน โทษของเจ้าคืออะไร!"
"ฝ่าบาททรงโปรดเมตตา! กระหม่อมถูก... ถูกคนหลอกลวงพ่ะย่ะค่ะ!" มหาเสนาบดีโจวทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าเกมนี้หลินเฟยเทียนเป็นฝ่ายชนะอย่างงดงามแล้วนั้น รอยยิ้มเยือกเย็นก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอีกครั้ง นางไม่ได้มีความสุข หรือโล่งอกเลยแม้แต่น้อย เพราะนางรู้ดีว่า... สุนัขจนตรอกมักมีพิษสงร้ายกาจที่สุด
"และข้อที่สาม..." เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบอีกครั้ง ทำให้มหาเสนาบดีโจวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะเขานึกว่ามีเพียงสองข้อ
"ข้อสุดท้ายนี้ หม่อมฉันไม่ได้มีไว้เพื่อแก้ต่างให้ตระกูลหลิน..." หลินเฟยเทียนหันไปมองร่างขององค์ชายมู่หรงเฉินที่ประทับนั่งเงียบเชียบอยู่มุมมืดของท้องพระโรง ดวงตาคู่คมของพระองค์ทอดมองนางด้วยความหมายล้ำลึกที่ไม่มีใครอ่านออก
"แต่หม่อมฉันมีไว้เพื่อ... เปิดโปงหนอนบ่อนไส้ตัวจริง ที่ร่วมมือกับแคว้นศัตรูเพื่อลอบปลงพระชนม์องค์ชายสาม และหมายจะโค่นลบัลลังก์ต่างหากเพคะ!"
สิ้นเสียงประกาศกร้าว ประตูทองคำบานใหญ่ยักษ์ของท้องพระโรงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยกำลังภายในอันมหาศาล ลมพายุพัดกระโชกหอบเอาฝุ่นละอองและกลิ่นอายคาวเลือดเข้ามาในห้องโถง ท่ามกลางแสงตะวันยามอัสดงที่สาดส่องเข้ามา ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวงของผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ
ทุกฝีก้าวที่เดินผ่านราวกับเหยียบย่ำอยู่บนหัวใจของทุกคนในที่นั้น
ท่านอ๋องมู่หรงจ้าน ผู้กุมอำนาจกองทัพทมิฬครึ่งค่อนแผ่นดิน ผู้ที่ควรจะอยู่ชายแดนห่างออกไปนับพันลี้ บัดนี้กลับมายืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทุกคนแล้ว พร้อมกับกระบี่ในมือที่ยังมีหยาดโลหิตหยดติ๋งลงบนพื้นศิลา
ดวงตาคู่นั้นเยือกเย็น ดุร้าย และจับจ้องมาที่หลินเฟยเทียนเพียงผู้เดียว รอยยิ้มหยันที่มุมปากของเขาน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจจากขุมนรก
"เจ้าเก่งมาก... หลิวเฟยเทียน" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออกระหว่างความแค้นและความปรารถนา "กล้าดียังไง... ถึงเดินหมากตานี้บนกระดานที่ข้าเป็นผู้สร้าง?"
หลินเฟยเทียนไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว นางเชิดหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้เป็นสามีในอดีตชาติ—ผู้ชายที่เคยสังหารนางอย่างไร้ความปราณี—ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวแต่มั่นคงดั่งหินผา
และในจังหวะที่ทุกคนกำลังตะลึงงันกับความจริงที่ว่า ท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจกลับเดินทางกลับมาเมืองหลวงโดยไม่ได้รับสั่ง องครักษ์เงาคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิ พร้อมกับยื่นกล่องไม้สนสลักลายประทับตราลับสุดยอดถวายให้ด้วยมือที่สั่นเทา
"ทูลฝ่าบาท... พระราชโองการลับฉบับสุดท้ายจากชายแดน... องค์ชายมู่หรงจ้าน... ทรงก่อกบฏแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมอำนาจและลุ้นระทึกไปกับข้า หงส์เพลิงหวนคืน นะคะ
กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก•ตอนที่ 15
กลอุบายในศาลหลวง
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!